วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2569

Login
Login

'การดี' ชำแหละ AI Passport ล้าหลัง จ่อชง กมธ.ดีอีเอส สอบเข้มข้น

'การดี' ชำแหละ AI Passport โมเดลฟรียังล้าหลัง เสี่ยงทักษะเรียนรู้ถดถอย ท้า 'ไชยชนก' ตั้งเป้าตัวชี้วัดจริง ไม่ใช่แค่การตลาด 5 ล้านคน จ่อชง กมธ.ดีอีเอส ตรวจสอบเข้มข้น

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน ว่า ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาทดสอบอย่างเป็นระบบ โดยมีข้อกังวล 3 ประเด็น

ประเด็นแรก โมเดลฟรีที่ไม่จำกัดในแพลตฟอร์มยังล้าหลังเกินไป ไม่ได้ฉลาดถึงที่สุด แทนที่จะสร้างทักษะจริงกลับสร้างทักษะที่ถดถอย หรือภาวะโง่ฉับพลัน หากบอกว่าฟรีแล้วได้แค่นี้ ขออย่าทำดีกว่า เพราะเป็นภาษีของประชาชน

สำหรับโควตาการใช้งานยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับโมเดลฟรีในตลาด เช่น 20-50 คำสั่ง (Prompt) ต่อวัน ควรยกระดับเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ตั้งคำถามว่าโครงการนี้ต้องการอะไรจากสังคม จากที่ต้องการพัฒนาทักษะดิจิทัล หรือผลิตภาพที่ดี ช่วย SMEs ได้ แต่พอใช้ไปเรื่อย ๆ ก็เกิดคำถามถึงความไม่ชัดเจน

“ขอให้ตั้งสติ ใช้สติปัญญาให้ถึงที่สุดก่อนที่จะออกโครงการนี้ อาจมีการแบ่งกลุ่มผู้ใช้งาน เช่น SMEs สตาร์ทอัปต้องการใช้อะไร นักเรียนต้องการใช้อะไร คุณครู ข้าราชการ เพราะมีความกังวลเหลือเกิน หลังเห็นจดหมายเชิญชวนครู ข้าราชการ หรือเรียกว่าเกณฑ์กันเข้ามา จึงเป็นกังวลว่าการใช้งานโมเดลที่ไม่ฉลาดเพียงพอ จะเป็นการครอบงำสติปัญญาประชาชน” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวถึงธรรมาภิบาลของข้อมูล จากการอ่าน TOR เป็นสิ่งที่ขีดเส้นใต้มาตั้งแต่วันแรก และยังไม่ได้รับคำตอบ เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะใน TOR ระบุไว้อย่างน้อย 2 ครั้ง คือ สามารถรายงานการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้มเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้ ในโลกเทคโนโลยีสิ่งที่มีค่าที่สุดคือข้อมูลความเป็นส่วนตัว ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เราต้องการคำอธิบายจากหน่วยงานรัฐว่า สิ่งที่ผู้ว่าจ้างต้องส่งคืออะไร เราไม่ต้องการให้พฤติกรรมส่วนตัวของเราไปอยู่ในที่ที่สร้างสิ่งที่เป็นอคติ หรือสร้างประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่มีการปิดกั้นบางคำสั่งที่ไม่อยากให้มีการพูดคุยสอบถาม เป็นการพบสัญญาณความอคติและการย้อนกลับมาสู่ตัวบุคคล ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังถึงเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และครอบครัว จึงเรียกร้องให้หน่วยงานให้ความสบายใจในฐานะประชาชนว่า สิ่งนี้จะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ยังเคยระบุไว้ว่า หากไม่มีโครงการนี้จะไม่สามารถสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (National LLM) จึงขอคำตอบว่า ท่านจะมีแนวโน้มพัฒนาอย่างไร เนื่องจากสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน TOR แต่อาจจะปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์ของหน่วยงานของกระทรวง เราจะมีความมั่นใจในประสิทธิภาพของข้อมูลได้อย่างไร

นางการดี ยังตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนคนลงทะเบียนเป็นล้านคน แต่ขอดักคอไว้ก่อนว่า อาจจะเป็นกระบวนการที่ตั้งคำถามว่า Vendor ล็อกอิน ขอให้ร่วมกันจับตามองว่า TOR ถัด ๆ ไป ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม เช่น บริษัทผู้รับจ้างที่เคยมีข้อมูลประชาชนมากกว่า 3-5 ล้านคนขึ้นไป ที่อาจจะทำให้เกิดการล็อกประมูลในอนาคต ซึ่งไม่ได้กล่าวหา แต่เป็นการตั้งคำถาม และยังถามถึงการวัดความคุ้มค่าของ โครงการ สดช. ต้องการอะไรจากโครงการนี้ ตัวชี้วัดคืออะไร ต้องนอกเหนือจาก 5 ล้านคนที่ลงทะเบียน ขอให้ท่านตั้งเป้าหมายทางอัตราการเข้าถึง AI จะเพิ่มอีกกี่เปอร์เซ็นต์ ขอให้มีความชัดเจน เพราะใช้เงินของประชาชน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ร่วมกันทำให้เราสบายใจ ไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับผู้บริหารประเทศ

นางการดี ยังเสนอให้เปิดเผยกลไกธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม จัดแดชบอร์ดวัดความสำเร็จ ซึ่งจะนำเสนอในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร  ในวันที่ 8 ก.ย. 2569 หวังว่า กระบวนการของรัฐและสภาฯ น่าจะเป็นประโยชน์ไปจนถึงการปรับปรุงโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นโครงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ นางการดี กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราพูดมาตลอด เราถามหาสิ่งที่เกิดประโยชน์ว่าควรจะวัดอย่างไร เราไม่ควรวัดจากจำนวนคนที่เข้ามา 5 ล้านคน เพราะคือตัวชี้วัดทางการตลาด อีกหน่อยก็มีโปรโมชั่นเชิญนักเรียนหรือคุณครูเข้ามา แต่ไม่เคยพูดถึงว่าประเทศไทยได้อะไร เป้าหมายของโครงการนี้คือการยกระดับทักษะปัญญาประดิษฐ์ เป็นคำถามที่เราเฝ้าถามมาตลอด

“ขอให้ชัดเจน ตั้งเป้าว่าการยกระดับปัญญาประดิษฐ์คือใคร เพราะทุกคนไม่เท่ากัน มีกลุ่มคนไหนต้องการเพิ่มอะไรต้องเอาให้ชัด แต่วันนี้อยู่บนความคลุมเครือทุกประการ ทำให้เราไม่เข้าใจว่าจะทำโครงการนี้ไปเพื่ออะไร” แม้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บอกว่าเราใช้ผิดประเภท แต่จากการทดลองตั้งบัญชีใหม่ และให้คำสั่งแบบเดียวกับบัญชีเก่า คำตอบออกมาต่างกันมาก หลายคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการ และความดีเพียงพอของแพลตฟอร์ม สิ่งสำคัญคือกรรมการตรวจรับ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงอย่างยิ่ง หากเราจ่ายเงินกับสิ่งที่ไม่สามารถสู้กับคุณภาพของตลาดได้ ไม่มีเหตุผลที่เราจะนำเงินรัฐไปสนับสนุนสิ่งนี้" นางการดี กล่าว

ส่วนที่นายไชยชนก ให้เหตุผลไว้ว่า ต้องให้เวลาระบบ AI เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้นั้น นางการดี กล่าวว่า ถือเป็นคำตอบที่เหมือนจะฟังขึ้น มีการตั้งคำถามถึงว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูลกันแน่ ดีที่สุดอยากให้เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ โครงการนี้ตัดสายสะดือมาจากความไม่เชื่อใจ ไม่เชื่อมั่นทุกขั้นตอน จากนี้รังแต่จะมีความขรุขระ เมื่อเกิดความไม่สบายใจก็ไปต่อกันได้ยาก ขณะที่หลักสูตรคอร์สออนไลน์ในแพลตฟอร์มถือว่า มีหลากหลายแต่ต้องระมัดระวัง เพราะเหมือนเป็นคลิปสั้นอวยโครงการนี้ ไปดูแล้วก็นั่งหัวเราะและขนลุก เข้าใจว่าคนสร้างพยายามทำให้ถูกจริตคนไทย แต่ไม่เห็นถึงความพยายามในการใช้ระดับสูง (Advanced) ส่วนตัวไปเรียนอยู่ประมาณ 3-4 คลิปแล้วก็พอ เพราะข้อมูลในลักษณะนี้เราหาได้ทั่วไป