วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ร้อง ป.ป.ช.สอบ AI-Passport เอาผิด 'ไชยชนก-พวก' กังขาส่อเอื้อเอกชน

'รักชนก' ยื่น ป.ป.ช.สอบ AI-Passport เอาผิด 'ไชยชนก-พวก' กังขาใช้งบมหาศาลส่อเอื้อเอกชนหรือไม่ ลั่นหยุดโครงการไม่ได้ หวังเห็นคนทำผิดรับโทษ ซัดห่วยกว่าของฟรี

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และนายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ AI ในฐานะที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานต่อ ขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าหากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนและรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช.

สำหรับรายชื่อที่นางสาวรักชนกร้องเรียน ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ยื่นร้องต่อนายไชยชนก คือข้อหาเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวมีพิรุธและความผิดปกติ แต่กลับไม่พยายามหยุดหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่กลุ่มข้าราชการรายอื่น ๆ เป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและเป็นคณะกรรมการยกร่าง TOR

ร้อง ป.ป.ช.สอบ AI-Passport เอาผิด 'ไชยชนก-พวก' กังขาส่อเอื้อเอกชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐมนตรีดีอี ชี้แจงมาโดยตลอดว่าเป็นโครงการที่ดีและเป็นของฟรีให้ประชาชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า พรรคประชาชน ได้ย้ำถึงประเด็นการตรวจสอบโดยในหลายประเด็น ประเด็นแรก คือการล็อกสเปกใน TOR มีการเขียนสเปกเรื่องการประชาสัมพันธ์บนจอภาพทั่วประเทศไว้ 3 ข้อหลัก ได้แก่ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่ต่ำกว่า 400 จุดทั่วประเทศ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 6,000 จอ และไม่ต่ำกว่า 1,500 สาขา และต้องประชาสัมพันธ์ในห้างสรรพสินค้าไม่ต่ำกว่า 200 จุด

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า เจ้าของจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศที่สามารถทำตามเงื่อนไขนี้ได้มีเพียงบริษัทที่ได้รับงานเสมือนมีผู้บริหารชุดเดียวกัน หรือมีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) เป็นชุดเดียวกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งแม้จะพยายามทักท้วงมาโดยตลอด แต่กระทรวงดีอี ภายใต้การกำกับดูแลของนายไชยชนกกลับมิได้นำพา

ประเด็นที่ 2 พบว่า บริษัทเอกชนดังกล่าวกับบริษัทที่ครอบครองจอทั่วประเทศ นอกจากจะมี UBO หรือผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายเป็นคนเดียวกันแล้ว ยังมีสถานที่จดทะเบียนตั้งอยู่ที่เดียวกัน แม้ทางกรรมการบริหารจะออกมายืนยันตลอดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่หลักฐานต่าง ๆ ที่รวบรวมได้จากหน่วยงานภาครัฐสามารถยืนยันได้

ประเด็นที่ 3 งบประมาณและการเปลี่ยนรูปแบบสัญญา เดิมทีโครงการนี้มีมูลค่า 1,600 ล้านบาท เป็นสัญญาแบบเหมาจ่าย ซึ่งหมายความว่ารัฐต้องจ่ายเต็มจำนวน 1,600 ล้านบาท ไม่ว่าจะมีผู้เข้ามาใช้งานกี่คนก็ตาม แต่จากการทำงานของพรรคประชาชนสามารถกดดันจนเปลี่ยนสัญญาให้เป็นแบบ Pay-Per-Use หรือจ่ายตามการใช้งานจริงได้สำเร็จ

ร้อง ป.ป.ช.สอบ AI-Passport เอาผิด 'ไชยชนก-พวก' กังขาส่อเอื้อเอกชน

น.ส.รักชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานล่าสุดประมาณ 1,300,000 คน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 100,000 คน หากคำนวณตามอัตราค่าใช้จ่ายรายหัว 25 บาท ต่อคน ตามที่รัฐมนตรีฯ และปลัดกระทรวงฯ เคยยืนยัน ยอดเงินค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ 100,000 คน จะอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านบาท และหากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องเสียเงินถึง 1,600 ล้านบาท จึงตั้งข้อสังเกตและยืนยันว่า นี่คือการหาเงินกับงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ เป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินออกไปให้กับบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการออกมาทำเรื่องนี้ให้เป็นที่สนใจของสาธารณะ เอกชนรายดังกล่าวคงรับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาท ไปแล้ว

เมื่อถามว่าการมายื่น ป.ป.ช. ไต่สวนหลังจากโครงการเปิดใช้งานไปแล้ว คาดหวังว่าจะหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า วันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะเห็นผู้กระทำผิดถูกลงโทษในท้ายที่สุด และหากคดีสิ้นสุดก็อยากเห็นคนติดคุก เพราะกล้าผลักดันโครงการออกมาท้าทายสายตาประชาชน สื่อมวลชน และกฎหมาย และหากวันใดที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพขึ้นมา ก็อยากเห็นคนผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย

ส่วนกรณีเลขาธิการ ป.ป.ช. ออกมาระบุว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายแพทย์วรงค์ เดชวิกรม เคยมายื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว แต่รัฐยังสามารถดำเนินโครงการต่อได้ น.ส.รักชนก กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการหรือให้ความเห็นเร็วกว่านี้อาจช่วยหยุดโครงการนี้ได้ เหมือนโครงการดิจิทัล วอลเลต หรือเรื่องงบกลางปี 2568 ที่มีผู้ยื่น ป.ป.ช. จนสามารถหยุดยั้งงบประมาณได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. ทำงานช้าไปหรือตั้งใจไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากมีผลประโยชน์ขัดกันหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับใครในระบอบสีน้ำเงินเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. มักถูกข้อครหาเรื่องสัดส่วนที่ได้รับแต่งตั้งจาก สว. เข้ามาจนอาจทำให้กระดูกสันหลังถูกถอดออกไป ไม่สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า สำหรับการยื่นเรื่องในวันนี้ได้นำข้อมูลจากการตรวจสอบในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มาร่วมยื่นด้วย โดยนำข้อมูลและรายละเอียด TOR และคำตอบในชั้น กมธ. รวมถึงรายงานการประชุมของ กมธ.ติดตามงบประมาณ ทั้ง 3 ครั้ง ที่มีการถอดรายละเอียดแบบบรรทัดต่อบรรทัด ทำเป็นข้อสังเกตส่งให้หน่วยงานตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. และ ปปง. และในวันนี้มายื่นในฐานะ สส.ด้วย

ส่วนการขอข้อมูลจากกระทรวงดีอีนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ปลัดกระทรวงฯ เคยกล่าวออกสื่อสาธารณะหลายครั้งว่าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ขอแย้งว่าไม่เป็นความจริง ปลัดกระทรวงฯ มาชี้แจงเพียง 1 ครั้ง และเอกสารที่ส่งมา 9 ฉบับ จากหลายสิบฉบับที่ขอไป ครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่ดูได้ในระบบอยู่แล้ว แต่เอกสารสำคัญ 3 ส่วน ที่ยังรออยู่และยังไม่ได้รับ ประกอบด้วย ข้อเสนอเชิงเทคนิคของทั้ง 3 บริษัท เพื่อนำมายืนยันว่ามีการสมยอมฮั้วประมูลหรือไม่ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าใน TOR ระบุให้ใช้จอระดับ Top 5 ของประเทศ แต่ไม่มีบริษัทใดใส่รายละเอียดว่าจะใช้จอของบริษัทใด แต่กลับได้รับการให้คะแนนและผ่านการพิจารณา ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด รวมถึงสัญญาฉบับล่าสุดที่ปลัดกระทรวงฯ อ้างว่าสามารถหาอ่านได้ในเว็บไซต์ เมื่อเข้าไปดูแล้วไม่พบตัวเต็ม รวมถึงหนังสือแนบท้ายสัญญาและภาคผนวกก็ไม่ได้แนบมาด้วย

ทั้งนี้ พร้อมให้ปลัดกระทรวงฯ ฟ้องร้องหากมองว่าเป็นการกล่าวหา เพราะมีหลักฐานว่าพูดไม่ตรงกับความจริง ซึ่งส่งผลให้การทำงานของ กมธ. ติดขัด ทำให้ล่าสุด กมธ. ได้ออกหนังสือใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก เอกสาร 2-3 ฉบับดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดให้ส่งเอกสารภายในวันที่ 8 กันยายนนี้ และ กมธ. จะมีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน เพื่อพิสูจน์ว่าปลัดกระทรวงฯ และนายไชยชนกจะให้ความร่วมมือจริงตามที่เคยกล่าวไว้ต่อสื่อมวลชนหรือไม่ และนอกจากวันนี้จะยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. แล้ว ยังเตรียมไปยื่นเรื่องต่อตำรวจสอบสวนกลางด้วย 

เมื่อถามว่าหลังเปิดให้ใช้งานวันแรกเมื่อวานนี้ตนเองได้ลองใช้งานหรือไม่ เพราะนายไชยชนกบอกว่าเป็นของดี ที่ดีกว่าของฟรีแน่นอน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าพูดไปอาจไม่มีน้ำหนัก เดี๋ยวจะหาว่าออกมาโจมตี แต่คิดว่าประชาชน คนที่ได้ทดลองใช้งาน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ที่เชี่ยวชาญกว่าตนเอง ก็ออกมารีวิวแล้วว่าห่วยกว่าของฟรี เพราะเป็นเวอร์ชันที่ตกรุ่นและเอามาให้ใช้ ดังนั้นเรื่องนี้ให้ประชาชนช่วยกันออกมารีวิวเยอะ ๆ จะดีที่สุด

ส่วนคาดหวังกับการสอบสวนของ ป.ป.ช. อย่างไร เพราะที่ผ่านมาหลังจากมีการมายื่นเรื่องก็ใช้ระยะเวลานาน น.ส.รักชนก กล่าวว่า บอกตรง ๆ ไม่ได้คาดหวังกับ ป.ป.ช. มองว่ามีคนในระบอบสีน้ำเงินชี้นิ้วสั่งการให้ทำนู่นทำนี่ แต่ทำไมเราต้องมายื่น เราต้องเอามีดมากรีดที่แผล และเอาเท้าขยี้ให้เห็นไปเลยว่าโครงการนี้มีความชัดเจนว่าส่อผิดปกติและส่อทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. จะเป่าคดีอีกหรือไม่ หรือจะทำเนียน ๆ เหมือนคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกหรือไม่ ตนเองคิดว่าทำไปเหมือนพิธีกรรมที่ต้องทำ แต่จะคาดหวังหรือไม่ ประชาชนในประเทศนี้รู้กันหมดว่าใครจะสามารถควบคุม ป.ป.ช. ได้ แต่สิ่งที่ตนเองต้องทำคือต้องพยายามตีแผ่ความผิดปกติและการทำงานอย่างไม่ตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้ รับทราบ

ส่วนกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าวว่า เปิดมาหมดขนาดนี้แล้วจะเหลือของไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ตนพูดไว้เลยว่าถึงแม้เราจะเปิดออกมาต่อเนื่องหลายเดือนที่ผ่านมาและเปิดมาหลายข้อและจะมีเปิดอีกแต่ของยังเหลืออีกเป็นกระบุง ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ต้องลองคิดดูว่าไส้เน่าขนาดไหนถึงเหลือของให้เราเล่นได้อีกเป็นเดือน ๆ และยังไม่หมดและยังเหลือของไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีก 

ส่วนกรณีกรณีที่กระทรวงดีอีจะมี เฟส 2 หากประสบหากโครงการประสบความสำเร็จ  น.ส.รักชนก กล่าวว่า คิดว่าเราก็ทำทุกสิ่งอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคประชาชนทำทั้งหมดแล้วเท่าที่จะทำได้ ในอำนาจที่เอื้อ

ร้อง ป.ป.ช.สอบ AI-Passport เอาผิด 'ไชยชนก-พวก' กังขาส่อเอื้อเอกชน

“หากถามว่าถ้าหากเขาจะดึงดันและผลักดันเฟสสองออกมาต้องบอกว่าหน้าด้านมาก ๆ เพราะในวันนี้คนลงทะเบียนมีอยู่ไม่ถึงครึ่งและแอคทีฟยูเซอร์ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำถ้าท่านยังบอกว่าประสบความสำเร็จและยังจะผลักดันตนคิดว่ามันไม่ใช่เพื่อประชาชนแล้ว และถ้าหากว่ามันมีเฟสสอง ออกมาและผลักดันจนสำเร็จจริงๆตนคิดว่าชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้ยึดบนฐานคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรแต่เขาแค่อยากจะใช้เงินให้ได้มากที่สุดเท่านั้นหากเฟสสองออกมาก็จะเป็นการยืนยันข้อสังเกตที่เราได้พูดมาตลอด” น.ส.รักชนก กล่าว 

ถามอีกว่า ในการประชุมกรรมาธิการ วันที่ 10 ในมีการใช้อำนาจเรียกใครบ้างนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ใช้อำนาจเรียกไม่ได้เพราะว่าพอบอกว่าจะใช้อำนาจเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายไชยชนก ชิดชอบ ทีไรองค์ประชุมจะไม่ครบทุกทีก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการทำงานกรรมาธิการซึ่งเราเข้าใจได้เพราะว่า สส. พรรคภูมิใจไทยเขาคงจะไม่มียินดีที่จะมีมติให้เรียกเลขาธิการพรรคมาเราเลยใช้ไม้แข็งแต่เป็นเหมือนนวมขึ้นมานิดนึงคือใช้อำนาจเรียกเอกสารซึ่งอันนี้ได้ออกไปแล้ว 

ถามย้ำว่า นายไชยชนก บอกว่าที่ไม่ไปเพราะว่าอยากให้เรียกผู้มีอำนาจโดยตรงได้ไปชี้แจงเองนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า คิดว่าผู้มีอำนาจโดยตรงมากที่สุดคือตัวของนายไชยชนก บางทีต้องแสดงความกล้าหาญทางการเมืองในการที่จะออกมาพูดชี้แจงหรือออกมาตอบคำถามที่เป็นการสื่อสารแบบสองทางไม่ใช่สื่อสารแบบทางเดียวคือเป็นการพูดพ่นไมค์ใส่สื่อแล้วให้มันจบไป

“ดิฉันคิดว่าในเมื่อโครงการมันเดินมาจนถึงวันนี้แล้วนายไชยชนกควรแสดงความกล้าหาญสักครั้งในการมาชี้แจงด้วยตัวเอง มันอาจจะเรียกความเชื่อมั่นขึ้นมาให้กับนายไชยชนกได้ แต่ถ้าไม่มาส่งรัฐมนตรีช่วยมาก็ได้ ถ้าไม่กล้ามาตอบคำถามด้วยตัวเอง ” น.ส.รักชนก กล่าว

ร้อง ป.ป.ช.สอบ AI-Passport เอาผิด 'ไชยชนก-พวก' กังขาส่อเอื้อเอกชน

"ธีระชาติ" ตั้งข้อพิรุธกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหลายจุด จี้หน่วยงานตรวจสอบเร่งคลี่คลายข้อสงสัย

ขณะที่นายธีระชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการดำเนินโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า จากการได้ทดลองใช้งานโครงการเบื้องต้น แต่ตั้งคำถามตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ผิดปกติ และอาจต้องขยายผล โดยเฉพาะเรื่องการฟ้องร้องจากการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย

นายธีระชาติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ โดยย้ำเรื่องการขอเอกสารโครงการถึง 2 ครั้ง ซึ่งรัฐมนตรีฯ ยืนยันว่าจะส่งเอกสารให้ ขณะที่กรณีปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เคยระบุว่า เอกสารมีอยู่แล้วและสามารถเข้าไปดูได้ทางเว็บไซต์นั้น นายธีระชาติ ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะบนเว็บไซต์มีเพียงการออกรายงานสด ขณะที่ภาคผนวกและรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ได้เปิดเผยไว้

ส่วนจำนวนผู้ให้บริการในโครงการ นายธีระชาติ กล่าวว่า จากการนำเสนอมีผู้ให้บริการมากกว่า 10 ราย แต่ใน TOR ระบุว่าต้องมีอย่างน้อย 8 ราย ขณะที่เอกสารที่ได้รับกลับพบว่าใบอนุญาตมาจากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว คือ Google ประเทศไทย จึงตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR ที่ระบุว่าต้องมี 8 ยี่ห้อ แต่เมื่อถึงขั้นตอนใบรับรองกลับสามารถใช้เพียงยี่ห้อเดียวได้

พร้อมฝากคำถามไปยัง Google ประเทศไทยว่า เหตุใดจึงไม่มีข้อสงสัยต่อประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา และมีกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับกรณีบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการที่อาจมีข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยระบุว่า ในสัญญาที่ได้รับมา Google ได้ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจน รวมถึงเรื่องวัฒนธรรมการพาข้าราชการไปดูงาน ซึ่งมีอยู่ใน TOR และเมื่อพิจารณาจากหลายมุมมอง เห็นว่ามีข้อสังเกตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ การทดลองใช้ TH-AI Passport นายธีระชาติ กล่าวว่า ภาพรวมเป็นการทำหน้ากากขึ้นมาหนึ่งอัน แล้วต่อท่อหลังบ้านเพื่อเชื่อมต่อกับ AI ของผู้ให้บริการต่าง ๆ โดยช่วงแรกมีการตั้งคำถามเรื่อง Token และการใช้งานโมเดลจริงหรือไม่ แต่หลังเปิดให้ใช้งาน มีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็น

นายธีระชาติ กล่าวอีกว่า พยายามหลีกเลี่ยงการรีวิวแอปโดยตรง เนื่องจากเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง จึงต้องพูดในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ และยอมรับว่าน้ำหนักของความคิดเห็นอาจไม่เท่ากับผู้ที่ใช้งานจริง แต่ยังตั้งคำถามถึงเรื่อง Token หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นโครงการ ปัจจุบันมีตัวเลขส่วนต่างประมาณ 1,621 ล้านบาท ขณะที่เมื่อวานมีผู้ใช้งาน Active ประมาณ 1 แสนคน คิดเป็นประมาณ 2.75 ล้านบาท จึงต้องตั้งคำถามว่า หากมีผู้ใช้งานในระดับดังกล่าว ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อเป็นส่วนต่างของโมเดลที่เหมารวมทั้งก้อน จึงเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบทำงานอย่างรวดเร็ว โดยฝ่ายค้านมีหน้าที่ชี้ให้สังคมเห็นถึงประเด็นที่พบ แต่หากหน่วยงานตรวจสอบสามารถขยับได้เร็วขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดี

นายธีระชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นห่วงพนักงานและข้าราชการที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เพราะเป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด โดยโครงการดังกล่าวเกิดจากการประมูลที่มีผู้เข้าร่วม 3 ราย มีทั้งการพิจารณาด้านราคาและด้านเทคนิค เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เมื่อผู้ชนะมีส่วนต่างในระดับสูง จึงต้องตั้งคำถามว่าความผิดเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ และใครจะต้องรับผิดชอบ

ส่วนข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปกตั้งแต่ต้นทาง นายธีระชาติ กล่าวว่า พยายามไม่ตัดสินว่าโครงการดีหรือไม่ดี เป็นบวกหรือลบ หรือคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่เปรียบเทียบว่า หากมีการสอบข้าราชการแล้วพบว่ามีคนโกง แม้บุคคลนั้นจะทำงานเก่งและมีประสิทธิภาพ แต่ประเทศจะยอมรับให้เป็นข้าราชการดีเด่นหรือไม่ ประเทศควรกลับมาคิดถึงประเด็นนี้ และจุดจบของเรื่องอยู่ที่ว่า สังคมจะลุกขึ้นมาบอกได้หรือไม่ว่า ไม่ไหวแล้ว และเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะเชื่อว่าคำพูดดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนในที่สุด

"ปลายทางจะมีแสงสว่าง หากประชาชนไม่ยอมและลุกขึ้นมาบอกว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และหากมีความชัดเจนถึงขนาดนี้ แต่หน่วยงานตรวจสอบยังไม่ดำเนินการ วันหนึ่งก็จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง" นายธีระชาติ กล่าว