"ฝ่ายค้าน" ดึงจังหวะ ชะลอเปิดเวทีซักฟอก เพื่อ ลุ้น 2 คดีการเมือง ทั้ง "โกง สว.-บาร์โค้ด+คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" ระหว่างนี้เป็นห้วง สะสมข้อมูลขยายแผลสีน้ำเงิน
KEY POINTS
- ฝ่ายค้านชะลอการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนกันยายน เพื่อรอจังหวะทางการเมือง
- ปัจจัยสำคัญที่ฝ่ายค้านรอคือผลการตัดสิน 2 คดีการเมือง ได้แก่ คดีฮั้ว สว. และคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
- ผลคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดอาจส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นล้มกระดานเลือกตั้งและทำให้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง
- ระหว่างที่รอ ฝ่ายค้านใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อเตรียมเปิดศึกซักฟอกในอนาคต
เดือนกันยายนถูกจับตาในฐานะ “ฤดูมรสุมการเมือง” เมื่อพรรคฝ่ายค้านเลือกชะลอจังหวะการเปิดเกมอภิปรายรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” โดยรอให้ผ่านเดือนนี้ไปก่อน เนื่องจากมี 2 คดีการเมืองสำคัญที่จำเป็นต้องเกาะติด คือ “คดีฮั้ว สว.” ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดชี้ขาดในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ว่าจะส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อหรือไม่ และ คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย. 2569 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
สาเหตุที่ฝ่ายค้านยังรอจังหวะ ไม่เร่งยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องประเมิน โดยเฉพาะสัญญาณจาก “คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งล่าสุดถูกประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อโรดแมปการเมืองแบบ 50:50
หากคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบ คือเห็นว่า บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เท่ากับล้มกระดานเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง และสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันต้องสิ้นสุดลง
ทว่าในมุมของ สส. แทบไม่มีใครต้องการให้เรื่องเดินไปถึงจุดนั้น เพราะต่างยังรู้สึกบอบช้ำและเหนื่อยล้าจากการแข่งขันเลือกตั้งที่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ขณะที่ความนิยมของรัฐบาลสีน้ำเงินในขณะนี้ แม้สังคมจะเห็นว่าหลายโครงการดำเนินการได้ไม่ดี ถูกขุดคุ้ยและโจมตีว่าเอื้อประโยชน์ให้นายทุน แต่กระแสในพื้นที่ต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แกนนำอย่างพรรคภูมิใจไทยยังได้เปรียบ และคะแนนนิยมทางการเมืองยังอยู่ในระดับนำ
นอกจากนั้น เวทีที่ “ฝ่ายค้าน” ตั้งใจให้แสงส่อง ยังสามารถใช้ผลการสืบสวนสอบสวน “คดีฮั้ว-โกง สว.” รวมถึงปัญหาจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาด บกพร่อง หรือส่อไปในทางไม่โปร่งใส มาเป็นประเด็นเขย่าความเชื่อมั่น “รัฐบาลภูมิใจไทย” ได้แบบรายวัน
การยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ และญัตติอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นสิทธิของ “ฝ่ายค้าน” หากจะดำเนินการ ยังมีกรอบเวลาให้ทำได้ภายในสมัยประชุมที่จะสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ จึงถือว่ายังมีเวลาพอสมควรในการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล
เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่า บางประเด็นที่ฝ่ายค้านมีข้อมูล ยังไม่สามารถสืบสาวไปถึงตัวบิ๊กการเมืองหรือรัฐมนตรีในรัฐบาล รวมถึงยังขาดประจักษ์พยานที่จะยืนยันได้ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินการในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อประเทศจนไม่สมควรบริหารราชการแผ่นดินต่อไป เนื่องจากถูกปิดกั้นการตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการ
ดังนั้น ระหว่างที่รอจังหวะทางการเมือง “พรรคส้ม” จึงทุ่มเวลาในการสืบหาข้อมูล ขยายผล และสะสมประเด็นเพื่อสร้างความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาล ขณะเดียวกัน เวทีสภาฯ ที่มีอีเวนต์ใหญ่คือ ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาในวาระสองและวาระสามในสัปดาห์หน้า ถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงฝีมือการตรวจสอบรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้าน
ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.ประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปฝ่ายค้าน แม้จะมีทิศทางที่เห็นสอดคล้องกับพรรคประชาชน แต่ยังมีความกังวลว่า “รัฐบาลอนุทิน” ซึ่งแม้ทำงานมาไม่ถึงครึ่งปี กลับกำลังบ่มเพาะ “ปัญหาสำคัญ” หลายเรื่อง หากไม่มีเวทีตรวจสอบให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลและช่วยกันจับตา อาจกลายเป็นวิกฤติที่ยากต่อการแก้ไข
โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ “สาทิตย์” มองว่า นายกฯ ไม่เคยพูดถึงปัญหาเชิงลึก แต่เลือกใช้วิธีแจกเงิน พร้อมเปรียบเทียบว่า นายกฯ บริหารงานตามคอนเทนต์ แก้ปัญหาแบบฉาบฉวย จนมองไม่เห็นทิศทางว่าบ้านเมืองจะเดินไปทางไหน เพียงเพื่อให้ตัวเอง “รอด”
“ตามหลักเสียงฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาได้ แต่รัฐบาลชุดนี้มีจุดอ่อนและแผลเยอะ การทำงานไม่ชัดเจนแน่นอน จึงต้องใช้ความจริงมาพูด ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ของการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ ก็ยาก” สาทิตย์ ระบุ
ทว่า นอกเหนือจากจุดอ่อนและปมล้มเหลวของรัฐบาลภูมิใจไทยในระดับประเทศที่พรรคประชาธิปัตย์ชี้ให้เห็นแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่น่ากังวลไม่แพ้กัน นั่นคือความพยายามเจาะเข้าไปในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเดิมเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ “พรรคสีฟ้า” ด้วยการใช้กลไกบริหารแบบเต็มทีม จัดเต็มทั้งงบประมาณและโครงการพัฒนา
ในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ “สาทิตย์” สะท้อนว่า หากใช้ ครม.สัญจรเพื่อหาเสียง ผ่านโครงการที่ไม่เกิดขึ้นจริง หรือใช้งบประมาณที่เป็นเพียงลมปาก คนใต้อาจไม่เปิดใจยอมรับ
“ถ้าท่านไปทำงาน คนใต้พร้อมจะรับคนที่ไปทำงานเป็นรูปธรรม ส่วนเขาจะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไร ผมคิดว่าคนใต้คิดเองได้ว่าสถานการณ์การเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร พวกเราใจกว้าง อยากเห็นรัฐบาลไปทำงาน แก้ปัญหาในหลายมิติ และอยากให้ทำได้จริง อย่าแค่ไปหาเสียงอย่างเดียว” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ
กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่า ต้องเผชิญกับ “มรสุมการเมือง” อีกกี่ระลอก สิ่งที่ “ฝ่ายการเมือง” ทั้ง “ฝ่ายค้าน” และ “ฝ่ายรัฐบาล” ต้องเร่งทำให้สุดกำลังในเวลานี้ คือการแสวงหาคะแนนนิยม ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนให้ได้มากที่สุด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เกมการเมืองอาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงในสภาฯ หรือบนกระดานอำนาจ แต่ยังตัดสินกันที่ “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน และในสถานการณ์ที่ทางเลือกทางการเมืองเริ่มแคบลง การรักษาฐานอำนาจอาจทำให้หลายฝ่ายต้องยอมฝืนใจ หรือเดินออกจากอุดมการณ์ตั้งต้นของตัวเอง
และเมื่อ “กันยา” กลายเป็นเพียงบทตั้งต้นของฤดูมรสุม การเมืองหลังจากนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันว่า ใครเปิดเกมได้ก่อน แต่จะวัดกันว่า ใครมีข้อมูลมากพอ ใครตอบคำถามประชาชนได้ชัดเจนกว่า และใครจะประคองความเชื่อมั่นไปได้จนถึงปลายทาง





