วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ฝ่ายค้าน จ้อง ‘2 แสนล้าน’ สกัดโอกาส 'ภท.' กินรวบ 'เงินกู้’

ฉลุยทั้ง สภาฯ-สว. “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” เดินหน้าสู่การใช้จ่าย ท่ามกลางแรงจับตา “ฝ่ายค้าน” หวั่นเงินก้อน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน ผันลงพื้นที่ฐานเสียง “ภท.”

ไม่มีอะไรเกินคาด เมื่อวุฒิสภาลงมติข้างมาก 135 เสียง อนุมัติ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ตามที่รัฐบาลเสนอขออนุมัติ ขณะที่สัปดาห์ก่อน สภาฯลงมติอนุมัติแล้วเช่นกัน

จากนี้ไปถือว่า “พ.ร.ก.กู้เงิน” กลายเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับสมบูรณ์แบบ “กระทรวงการคลัง” สามารถกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล เพื่อใช้กู้วิกฤติเศรษฐกิจพลังงาน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงาน ตามเจตนาของการออก พ.ร.ก.

สิ่งที่ถูกจับตาหลังจากนี้คือ การใช้จ่ายเงินที่ได้จากการกู้ เพื่อใช้ในแผนงานที่รัฐบาลกำหนดไว้ ขณะที่“ฝ่ายค้าน”กังวลว่า เงินกู้จะถูกใช้ไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ทางการเมืองให้กับรัฐบาลภูมิใจไทย รวมถึงเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือไม่

แม้สาระของ “พ.ร.ก.” จะมีกรอบกำหนดให้ดำเนินการใน 2 แผนงานใหญ่ คือ ช่วยเหลือประชาชน วงเงิน 2 แสนล้านบาท และ แผนงานเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน จากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก วงเงิน 2 แสนล้านบาท แต่หากไร้ซึ่งการเกาะติด ตรวจสอบ และรอเพียงรายงานที่รัฐสภาจะเสนอต่อสภาฯ อาจเปิดช่องให้เงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ย ถูกใช้แบบไม่ตรงวัตถุประสงค์

ความกังวลของฝ่ายค้านถูกแปรเป็นญัตติ และเป็นที่มาให้สภาฯ ตั้ง “กรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย” เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่ง กมธ.ชุดนี้ถูกตั้งขึ้นเมื่อ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยความเห็นพ้องของทั้ง สส.รัฐบาลและ สส.ฝ่ายค้าน

ในขณะนั้นถือเป็นสัญญาณเชิงบวก ที่รัฐบาลยอมให้ตรวจสอบ และเกิดความสบายใจว่าโครงการที่เตรียมทำไม่อยู่เหนือการตรวจสอบของสภาฯ

ทว่า ในห้วงเวลาตั้งแต่การประชุมนัดแรกเมื่อ 10 มิ.ย. เพื่อทำขั้นตอนทางธุรการ คือ เลือกกรรมาธิการในตำแหน่งต่างๆ และได้เลือก “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.ภูมิใจไทย เป็นประธาน จนถึงปัจจุบัน พบว่าได้ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าและแผนงาน หรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้เพียง 2 ครั้ง ทั้งที่เวลาขยับเข้าสู่เดือนที่ 3 และปัจจุบันพบการใช้เงินกู้ไปแล้วในหลายโครงการของรัฐบาล

ทำให้สัญญาณเชิงบวกที่ถูกสื่อสาร และฝ่ายค้านคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดี กลับถูกตลบหลัง เพราะ “ประธาน กมธ.” ที่มีอำนาจออกวาระ-นัดประชุม เพิกเฉยและออกแนวเกียร์ว่าง ทำให้ฝ่ายค้านที่หวังใจจะทำหน้าที่ตรวจสอบ เพื่อเป็นผลงานในสภาฯ กลับไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้

กลายเป็นความอึดอัดที่ตัวแทน สส.ฝ่ายค้าน อย่าง “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ติดตามเงินกู้ เคยสะท้อนความอัดอั้นผ่านเวทีสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ไม่ยอมเรียกประชุมสักทีพร้อมกับเหน็บแนมประธาน กมธ.ที่มาจากสีน้ำเงินว่า “ไม่ทำการทำงาน”

ทั้งที่ในห้วงที่ กมธ.ได้เริ่มต้นประชุม พบข้อมูลว่า รัฐบาลได้เดินหน้าใช้เงินกู้ไปแล้ว 3.1 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลเมื่อ 12 มิ.ย.) ซึ่งเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้จ่ายในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ต่อมายังพบเอกสารหลุด ที่ส่วนราชการมหาดไทยขอให้ท้องถิ่นส่งโครงการที่ส่อล็อกสเปก ก่อนที่คนมหาดไทยจะชี้แจงว่าไม่เป็นจริง

กับความอึดอัด และกลายเป็นความกังวลของฝ่ายค้านต่อการใช้เงินกู้ หากจับสาระตั้งแต่การอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะพบว่าอยู่ในส่วนแผนงานที่2 ว่าด้วยโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก วงเงิน 2 แสนล้านบาท

โดยกำหนดให้ทำ 3 โครงการ คือ ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รถใช้พลังงานไฟฟ้า (อีวี) และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยกังวลว่าหลักเกณฑ์จะถูกเขียนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บางฝ่าย และเกิดประเด็น “เงินทอน-สร้างท่อน้ำเลี้ยงการเมือง” ขณะที่ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์

สิ่งที่ถูกเปิดประเด็นจาก สส.พรรคประชาชน คือ การตั้งข้อสังเกตต่อการผันเงินกู้ไปยังพื้นที่ฐานเสียงของรัฐบาลสีน้ำเงิน โดย “รักชนก” เป็นผู้เปิดประเด็น หลังจากเห็นร่องรอยการใช้งบกลางเพื่อแก้ภัยแล้ง ภายใต้คีย์เวิร์ด “โซลาร์” ที่ใช้เงินไปกว่า 5.5 พันล้านบาท และงบก้อนใหญ่กว่า 3,000 ล้านบาท ถูกผันลงสู่พื้นที่ของ สส.ภูมิใจไทย ทั้งที่บางพื้นที่ไม่เคยเสี่ยงภัยแล้ง

พร้อมกับมองว่างบเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่จะนำไปใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีคีย์เวิร์ดในทำนองเดียวกัน อาจถูกพิจารณาจัดสรรไปในทำนองเดียวกัน ที่เอื้อให้กับ “นักการเมืองสีน้ำเงิน”

ขณะที่ในเวทีของวุฒิสภา ก่อนอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ มีข้อท้วงติงไม่ต่างจาก สส. พร้อมกับแสดงความกังวลต่อการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน 

ปัจจุบันพบการวางกรอบให้หน่วยงานที่ยื่นเสนอโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลภายในวันที่ 30 ก.ย.2569 และมีเงื่อนไขเด็ดขาดว่า โครงการดังกล่าวต้องเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2570 และต้องเบิกจ่ายเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธ.ค.2570 ขณะที่โครงการที่จะเสนอต่อรัฐบาลยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน

สว. “ศุภโชค ศาลากิจ” ในฐานะ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ให้ข้อสังเกตต่อรัฐบาลในประเด็นสำคัญ คือ ต้องเข้มงวดกับโครงการที่ขออนุมัติ ทั้งประโยชน์ต่อประชาชน ราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อไม่ให้ถูกฉวยโอกาสกินส่วนต่าง

“ถ้าประชาชนรู้ว่า กู้มาให้คนโกง ประชาชนต้องไม่พอใจ เพราะเงินกู้ที่เกิดขึ้นต้องมีภาระดอกเบี้ยซึ่งประชาชนต้องแบกรับ รัฐบาลต้องท่องไว้ว่า จะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใครอีก เพราะหากเกิด จะซ้ำเติมประชาชนและเศรษฐกิจ” ประธาน กมธ.ติดตามงบฯ ย้ำกลางที่ประชุม

อย่างไรก็ดี ในการชี้แจงของตัวแทนรัฐบาล “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้ความกังวลของรัฐสภาเกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า จะทำโครงการที่ใช้เงินกู้ให้โปร่งใส พร้อมเปิดให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ

ทว่า ในความสำคัญของการสร้างความโปร่งใส ประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือ การให้ความร่วมมือกับกระบวนการสภาฯ ภายใต้ กมธ.ติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ หรือ กมธ.สามัญคณะต่างๆ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น สิ่งที่จะพิสูจน์รัฐบาลว่า ให้ความสำคัญกับการถูกตรวจสอบและความโปร่งใส ที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือ การเปิดเวที กมธ.ติดตามการใช้เงินกู้ ให้ฝ่ายค้านที่เป็น กมธ. มีสิทธิ์เข้าถึงหลักเกณฑ์ และตรวจสอบให้เคลียร์ทุกข้อสงสัยว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้เงินมือเติบ-เลือกไฟเขียวโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเกี่ยวข้อง ดองญาติ กับ “นักการเมืองบางฝ่าย-บางพื้นที่” เท่านั้น