คาดว่ากระบวนการโดยรวมของคดี จะกินเวลาทั้งสิ้น 1-3 ปี พูดง่ายๆ คือ สว.ชุดปัจจุบันนี้ จะได้ทำหน้าที่ไปจนครบวาระ คดีจึงเห็นหน้าเห็นหลัง
KEY POINTS
-
การลงมติสำนวน ฮั้ว สว. วันที่ 14 ก.ย. วันเดียวจบ จะพิจารณาเป็นรายจังหวัด รวม 64 จังหวัดที่มี สว.
-
ภาพรวมของมติ จะมี “ยกคำร้อง” บางส่วน และ “ส่งศาลฎีกา” บางส่วน มติจะไม่ออกมาในแนวทาง “ยกคำร้องทั้งหมด” เหมือนอนุชุดที่ 36 และจะไม่ออกมาว่า “ส่งศาลทั้งหมด” เหมือนที่คณะสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ชงเรื่องเอาไว้
-
ธงของ “ผู้กำหนดเกม” คือ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน รวมทั้งแกนนำ และผู้นำจิตวิญญาณ “ยกคำร้อง” ทั้งหมด ป้องกันโดนร้องยุบพรรค
-
คาดว่ากระบวนการโดยรวมของคดี จะกินเวลาทั้งสิ้น 1-3 ปี สว.ชุดปัจจุบันนี้ จะได้ทำหน้าที่ไปจนครบวาระ คดีจึงเห็นหน้าเห็นหลัง
ผมได้คุยกับแหล่งข่าวที่เข้าถึง 7 เสือ กกต. รับรู้รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการลงมติสำนวน ฮั้ว สว. จึงขอนำมาแชร์ให้ทราบโดยทั่วกัน
ส่วนของจริง วันจริง จะเป็นไปตามนี้หรือไม่ ก็ต้องรอลุ้น แต่บอกล่วงหน้าว่า สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน เพราะเขาประเมินหน้างานกันทุกวัน
ข้อมูลที่ได้รับมาก็คือ วันที่ 14 ก.ย.จะลงมติแน่นอน วันเดียวจบ ไม่เลื่อนแล้ว
การลงมติจะพิจารณาเป็นรายจังหวัด รวม 64 จังหวัดที่มี สว. ส่วนจังหวัดที่ไม่มี สว.เลย 13 จังหวัด ย่อมไม่มีการฮั้ว (หรืออาจจะโดนฮั้วจากจังหวัดอื่น จนกินโควตาจังหวัดเหล่านี้ก็ได้)
ส่วนการพิจารณาเป็นรายข้อหา รายคน ตามที่มีกรรมการ กกต.บางท่านบอกไว้ก่อนหน้านี้นั้น เป็นการพิจารณาก่อนลงมติ ที่ประชุมกันทุกวันจันทร์ ตลอด 3 เดือน
วิธีการลงมติ ว่ากันว่าจะเลือกจังหวัดที่เสียงส่วนใหญ่ “ยกคำร้อง” ก่อน จะได้คืบหน้าเร็วๆ ถกเถียงกันไม่มาก
ภาพรวมของมติ จะมี “ยกคำร้อง” บางส่วน และ “ส่งศาลฎีกา” บางส่วน มติจะไม่ออกมาในแนวทาง “ยกคำร้องทั้งหมด” เหมือนอนุชุดที่ 36 และจะไม่ออกมาว่า “ส่งศาลทั้งหมด” เหมือนที่คณะสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ชงเรื่องเอาไว้
ข้อมูลที่น่าสนใจและทุกคนใคร่รู้อย่างยิ่งก็คือ กลุ่มที่จะโดนส่งศาลฎีกา มีใครบ้าง แหล่งข่าวที่ผมคุยด้วย (จริงๆ มี 2-3 แหล่ง ไม่ใช่แหล่งเดียว และพูดไม่เหมือนกัน ผมนำมาประมวลแล้วสรุปออกมาแบบกลางๆ) บอกว่ามี 2 กลุ่มด้วยกัน
กลุ่ม 1 สว.ตัวจริง 138 คน - กลุ่มนี้จะถูกส่งศาล 5-15 คน เพราะธงของ “ผู้กำหนดเกม” คือ baseline สว.สีน้ำเงิน ต้องมี 120 คน เพื่อป้องกันปัญหาช่วงลงมติสำคัญๆ โดยเฉพาะการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
กลุ่ม 2 ฝ่ายการเมือง 91 คน - กลุ่มนี้เครือข่ายหัวคะแนนระดับจังหวัดที่เส้นเงินโยงไปถึง จะโดนส่งศาลฎีกา จำนวนน่าจะราวๆ หลักสิบถึงหลายสิบคน
ธงของ “ผู้กำหนดเกม” คือ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน รวมทั้งแกนนำ และผู้นำจิตวิญญาณ “ยกคำร้อง” ทั้งหมด ป้องกันโดนร้องยุบพรรค
เพราะสำนวนที่ “คณะ 26” สรุปเอาไว้ คือ เสนอ กกต.ส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และลงโทษอาญา ทั้ง 229 คน รวมถึงเสนอให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคภูมิใจไทยด้วย
หากวันที่ 14 ก.ย. กกต.ลงมติแนวๆ นี้ คำถามถัดไปคือ “แล้วยังไงต่อ?” ส่งศาลโดยไว หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หรือไม่?
คำตอบคือ “ไม่!”
เพราะจะยังมีขั้นตอนเขียนคำวินิจฉัยกลางก่อนส่งศาลฎีกา 60 วัน
เมื่อส่งศาลแล้ว ยังมีขั้นตอนธุรการของศาล ตั้งองค์คณะ ตรวจพยานหลักฐาน พิจารณารับ-ไม่รับ และนัดวันไต่สวน เป็นนัดต่อเนื่อง กินเวลาหลายเดือน คือจะข้ามไปอีกหลายเดือนจะถึงวันนัด (ดูเปรียบเทียบจากคดี 44 สส.ก้าวไกล)
คาดว่ากระบวนการโดยรวมของคดี จะกินเวลาทั้งสิ้น 1-3 ปี พูดง่ายๆ คือ สว.ชุดปัจจุบันนี้ จะได้ทำหน้าที่ไปจนครบวาระ คดีจึงเห็นหน้าเห็นหลัง
คุณผู้อ่านลองคิดกันเอาเองว่า เป็นการทำงานปกติ หรือเป็นแท็กติกยื้อเวลากันแน่
เท่านั้นยังไม่พอ อย่าเพิ่งดีใจหาก กกต.มีมติส่งศาลฎีกา 50 คนขึ้นไป เพราะต้องไลเช็คให้ดีว่า กลุ่มที่โดนส่งศาล โดนข้อหาอะไรกันบ้าง เนื่องจากมีถึง 7 ข้อหา และกรรมการ กกต.บางท่านบอกไว้เองว่า แต่ละคนโดนข้อหาไม่เท่ากัน ฉะนั้นบางคนอาจโดนข้อหาเบา
ส่วนข้อหาหนักสุด เป็นไปตามมาตรา 77 พ.ร.ป. สว. เรียกง่ายๆ คือ “สัญญาว่าจะให้” แต่ กกต.ต้องมีหลักฐานชัดว่ามีการ “ให้ จัดทำ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ เลี้ยง รับจะจัดเลี้ยง หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม” ในกระบวนการเลือก สว.
และหากนำมาประกอบกับการตีความมาตรา 62 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน โดย “ท่านเลขาฯแหวง” แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. โดยเฉพาะประเด็น “ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการทุจริต ซึ่งท่านเลขาฯบอกว่า หลักฐานต้องเฉพาะเจาะจงที่ตัว “ผู้สมัคร” หรือ “ผู้ใด”
สรุปล่วงหน้าได้เลยว่า นอกจากผลออกมาจาะฟ้องแค่ “ปลาซิว” แล้ว ข้อหาส่วนใหญ่ยัง “จิ๊บๆ” อีกด้วย
การที่ กกต.มีมติส่งศาลฎีกาแม้เพียงบางส่วน จะสามารถนำไปเป็นหลักฐานต่อสู้คดีต่อในอนาคตได้ว่า ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว เพราะคาดได้ว่า กกต.จะถูกภาคประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีแน่นอน
กรณี กกต.ลงมติฟัน สว.ตัวจริงบางส่วน ตามที่ผมเล่ามานี้ แต่ฝ่ายการเมืองคนสำคัญรอดหมด จะเกิดอะไรตามมา ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจ
แหล่งข่าวในแวดวง สว. ซึ่งเป็นคนสำคัญระดับ “ผู้คุมเสียง” เล่าให้ฟังว่า สว.ตัวจริงรู้ล่วงหน้ามานานแล้วว่าผลจะออกแบบนี้
ตัวเลขที่เนชั่นทีวีรายงานเป็นสื่อแรกเมื่อหลายเดือนก่อนคือ จะมี สว.ตัวจริงโดนฟัน 13-14 คน
จริงๆ แล้วช่วงโค้งสุดท้ายมีข่าว “รอดหมด - รอดยกเข่ง” ถึงขั้น สว.เตรียมเฮ มีกำหนดการไปล่องเรือฉลองแถวๆ เกาะช้าง เกาะกูด แต่สุดท้ายแนวทางนี้ไปต่อไม่ไหว เพราะสังคมกดดันหนักจริงๆ จึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ ทั้งเรื่อง สว.รอดหมด และทริปลงเรือข้ามเกาะด้วย
แต่แหล่งข่าวบอกให้จับตา สว.ระดับ “บิ๊ก” กำลังจะมีงานใหญ่ “พิธีวิวาห์ลูกสาว บิ๊ก สว.” ต้นเดือน ก.ย. เชิญนายกฯอนุทิน เป็นประธานด้วย
งานนี้ภาพความแนบแน่นระหว่างรัฐบาลสีน้ำเงิน กับ สว.สีน้ำเงิน ก่อนวัน กกต.ลงมติ 14 ก.ย. จะถูกเผยแพร่ไปทั่ว คล้ายๆ ภาพใครหลายคนล่องเรือเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งมีเสียงวิจารณ์กระฉ่อนว่า เป็นการ “ส่งสัญญาณ” อะไรบางอย่างหรือไม่
สอดรับข้อมูลวงในจากค่ายทหารว่า “รัฐพันลึก” ยังสนับสนุน “ระบอบน้ำเงิน” เต็มกำลัง
ฉะนั้น 14 ก.ย.ผ่านสบาย ส่วนภายหลังวันที่ 14 ไปแล้ว เจอฝ่ายค้านและกระแสนอกสภาขย่มต่อจะทำอย่างไร
คำตอบจากแหล่งข่าว คือ เขาจะใช้แท็กติกกฎหมายสวนกลับ และเปิดหน้าสู้ในสภา
เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ได้มาอย่างไร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่
ข้อมูลโทรศัพท์ โดยเฉพาะ “เบส โทรศัพท์” ไม่ได้ยืนยันการทุจริต หรือเกี่ยวข้องกับการฮั้ว เพราะอธิบายได้แค่ว่า ณ เวลานั้น บุคคลที่ถูกพาดพิงถึง อยู่ที่ไหนกันแน่
บรรยากาศจะเหมือนเหตุการณ์ ท่านรัฐมนตรีนภินทร โต้กับ คุณไอติม ทางรายการโทรทัศน์ช่องดัง
ถัดจากนั้นก็จะใช้แท็กติกสร้างเรื่องใหญ่เรื่องอื่นมากลบกระแสฮั้ว สว. โดยหลายฝ่ายให้จับตาการเปิดเกมแก้รัฐธรรมนูญ หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจะสร้างความสนใจได้มากกว่าฮั้ว สว. ที่ กกต.ชี้ขาดจบแล้ว และส่งศาลฎีกาบางส่วน
ระวังคนภูมิใจไทยอาจตัดสินใจเป็นผู้โยนโจทย์เอง อ้างกรณีฮั้ว สว. เป็นความชอบธรรมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา และสุดท้าย สว.ชุดนี้จะอยู่จนครบวาระ...แน่นอน
ขณะที่รัฐบาลสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย ขอเชิญชวนทุกท่านให้รอลุ้นกันต่อไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ช่วงสิ้นปีนี้จะมีงานใหญ่ พิธีใหญ่ ว่ากันว่าต้องมีรัฐบาลที่ “รัฐพันลึกไว้วางใจ” ทำหน้าที่ไปก่อน
ส่วนประชาชนคนไทยที่ไม่ไว้วางใจ...ก็เรื่องของประชาชนสิครับ!





