วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผอ.JIC สวนกลับ 'ฮุนเซน-ฮุนมาเนต' ใช้เวทีนานาชาติใส่ร้ายไทย ไม่ทำให้ความจริงเปลี่ยน

ผอ.JIC สวนกลับ "ฮุน เซน-ฮุนมาเนต" ควรยึดข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา ไทย ปราบ สแกมเมอร์เป็น สงครามสมัยใหม่ ควรนับเสียงปืนนัดแรก ไม่ใช่วันที่ไทยตอบโต้ ซัด แยกให้ออก อาชญากรรมข้ามชาติ กับ ที่ตั้งทหาร

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา กล่าวในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยใช้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นข้ออ้างในการเข้าครอบครองดินแดนกัมพูชา และเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ “สงครามสมัยใหม่” ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง และยิ่งเป็นการกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศ ยิ่งควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้

ประเทศไทยไม่ได้ใช้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างในการยึดดินแดนของประเทศใด แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ กับ การนำสถานที่นั้นไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารซึ่งเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง

หากอาคารหรือพื้นที่ใดถูกใช้เป็นที่ตั้งกำลัง เก็บยุทโธปกรณ์ หรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้งานของสถานที่นั้นตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“เพราะฉะนั้น อย่าเปลี่ยนคำถามจาก สถานที่นั้นถูกใช้ทำอะไรระหว่างการสู้รบ ให้กลายเป็น ไทยโจมตีเพราะเป็นสถานที่สแกมเมอร์หรือไม่ สองคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ถ้าจะพูดถึงสงคราม ต้องเริ่มจากนัดแรก ไม่ใช่เริ่มจากวันที่ไทยตอบโต้”ผอ.JIC กล่าว

ส่วนที่สมเด็จฮุน เซน อ้างว่าสงครามชายแดนทำให้กัมพูชากำลังถูกเข้าครอบครองดินแดน ผอ.JIC กล่าวว่า หากจะอธิบายสงครามหรือการปะทะ สิ่งสำคัญที่สุดคือลำดับเหตุการณ์ ไม่ควรเริ่มบันทึกประวัติศาสตร์ในวันที่อีกฝ่ายตอบโต้

“ตามข้อมูลและหลักฐานของฝ่ายไทย กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน และมีการใช้อาวุธที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนของไทย”

ผอ.JIC กล่าวต่อว่า การตอบโต้ของประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามและปกป้องชีวิตของกำลังพลและประชาชน หากฝ่ายกัมพูชาเห็นต่าง วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การแข่งกันกล่าวหาผ่านเวทีระหว่างประเทศ แต่ควรนำวัน เวลา พิกัด ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐานของทั้งสองฝ่ายมาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

“ข้อเท็จจริงไม่ควรกลัวการตรวจสอบ การคงกำลังตามข้อตกลงหยุดยิง ไม่ควรถูกเปลี่ยนคำศัพท์เป็นการยึดครอง”

เมื่อถามย้ำว่า ฮุน เซนยืนยันว่าไทยกำลังครอบครองดินแดนกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องกลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองประเทศตกลงกันเอง โดยหลักการหลังการหยุดยิงคือ คงกำลังตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ในขณะหยุดยิง ไม่เคลื่อนกำลังเข้าหากัน ไม่เพิ่มความตึงเครียด ลดการยั่วยุ และที่สำคัญ การจัดวางกำลังดังกล่าวไม่ได้เป็นการตัดสินเรื่องการปักปันเขตแดน

“ดังนั้น เราไม่ควรทำสองสิ่งพร้อมกัน คือ ด้านหนึ่งลงนามให้คงกำลัง แต่อีกด้านหนึ่งกลับเรียกการคงกำลังของอีกฝ่ายว่า การยึดครอง หากมีข้อแตกต่างว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ให้กลไกเขตแดนทำงาน ทหารไม่ควรเป็นผู้ลากเส้นเขตแดน สื่อไม่ควรเป็นผู้ลากเส้นเขตแดน และคำปราศรัยฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถลากเส้นเขตแดนได้ เรื่องนี้ต้องกลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ”

นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังได้กล่าวถึงกรณีการโจมตีพลเรือนว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าพลเรือนต้องได้รับการคุ้มครอง และหลักการดังกล่าวต้องใช้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ เด็กไทยต้องได้รับการคุ้มครอง เด็กกัมพูชาก็ต้องได้รับการคุ้มครอง โรงเรียนไทยต้องปลอดภัย โรงเรียนกัมพูชาก็ต้องปลอดภัย เพราะหลักมนุษยธรรมไม่มีสัญชาติ

“เพราะฉะนั้น หากเราจะพูดถึงความเสียหายต่อพลเรือน เราต้องตรวจสอบความเสียหายทั้งสองด้าน รวมถึงชนิดอาวุธ ทิศทางการยิง พิกัด เวลา และเป้าหมาย และอีกหลักหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องไม่ใช้สถานที่พลเรือนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารจนทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง นี่คือมาตรฐานที่ทุกฝ่ายควรยอมรับร่วมกัน สงครามข้อมูลมีจริง วิธีต่อสู้กับมันคือเปิดหลักฐาน ไม่ใช่เพิ่มโฆษณาชวนเชื่อ”

เมื่อถามถึงกรณีฮุน เซนกล่าวถึง Information Warfare และ Psychological Warfare ที่ใช้ทำลายชื่อเสียงกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า สงครามข้อมูลและการบิดเบือนข้อมูลเป็นความท้าทายในศตวรรษที่ 21 แต่เห็นว่าวิธีรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การสร้างคำกล่าวหาเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง

“วิธีที่ดีที่สุดคือ เปิดข้อมูล เปิดหลักฐาน เปิดลำดับเหตุการณ์ และเปิดให้ตรวจสอบ ถ้าเรากล่าวว่าอีกฝ่ายทำสงครามข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันเราเลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนเรื่องเล่าของตัวเอง เราก็จะไม่มีวันออกจากวงจรสงครามข้อมูลได้”

ส่วนกรณีที่ไทยต้องการอะไรนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า คำตอบง่ายมาก คือ ประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม ไม่ต้องการดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ต้องการเห็นประชาชนกัมพูชาเป็นศัตรู แต่ประเทศไทยมีหน้าที่ปกป้องชีวิตประชาชนและกำลังพลของเรา

“เรื่องสแกมเมอร์ ให้เราร่วมกันปราบ เรื่องการใช้สถานที่เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร ให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นตัวตัดสิน เรื่องเหตุปะทะ ให้เปิดลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่เริ่มเล่าเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ เรื่องเขตแดน ให้กลไกเขตแดนทำงาน และเรื่องหยุดยิง ให้ทั้งสองฝ่ายรักษาถ้อยแถลงร่วม คงกำลังตามที่ตกลง ลดการยั่วยุ และสร้างบรรยากาศให้การเจรจาเดินหน้า”

ผอ.JIC กล่าวว่า หากกังวลจริงว่าสงครามในศตวรรษที่ 21 กำลังทำลายสังคม สิ่งที่ควรทำไม่ใช่สร้างสงครามเรื่องเล่าอีกสนามหนึ่ง แต่คือทำให้เสียงปืนเงียบ ข้อเท็จจริงดังขึ้น และการเจรจากลับมาทำงาน เพราะนั่นคือสิ่งที่ประชาชนไทยและกัมพูชาต้องการ

“ถ้าจะพูดถึงสงคราม ต้องเริ่มจากนัดแรก ไม่ใช่เริ่มจากวันที่ไทยตอบโต้ ถ้าจะพูดถึงสแกมเมอร์ ก็ต้องแยกให้ออกระหว่างอาชญากรรมข้ามชาติกับการใช้สถานที่เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร”

วันเดียวกัน ผอ.JIC ยังระบุถึงกรณี นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา กล่าวบนเวที ISC-2 ถึงการสร้าง National Resilience ของกัมพูชา ทั้งรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจ การศึกษา และสถาบันที่เข้มแข็ง แต่ในเวทีเดียวกันก็กล่าวหาไทยว่ายังคงยึดครองดินแดนกัมพูชาและพยายามสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ว่า ก่อนอื่น ประเทศไทยยินดีกับทุกประเทศที่พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ พัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง เพราะเพื่อนบ้านที่มั่นคง เศรษฐกิจดี และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคโดยรวม

แต่ผมอยากเสนออีกมิติหนึ่งว่า
National Resilience ต้องเดินคู่กับ Regional Responsibility ความเข้มแข็งของประเทศต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อประเทศเพื่อนบ้าน ต่อข้อเท็จจริง และต่อข้อตกลงที่ตนเองลงนามไว้

Digital Transformation อาจทำให้ข้อมูลเดินทางเร็วขึ้น แต่ความเร็วไม่สามารถทดแทนความจริงได้ และเทคโนโลยีไม่ควรถูกใช้เพื่อทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวดูเสมือนเป็นข้อยุติ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องเขตแดน ซึ่งไม่สามารถตัดสินได้ด้วยจำนวนครั้งที่กล่าวผ่านสื่อ หรือขนาดของเวทีที่ใช้กล่าว

การกล่าวซ้ำว่าพื้นที่หนึ่งเป็นของกัมพูชา ไม่ได้ทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็นดินแดนกัมพูชาโดยอัตโนมัติ
เช่นเดียวกับการกล่าวคำว่า ‘รุกราน’ หรือ ‘ยึดครอง’ ซ้ำ ๆ ก็ไม่สามารถใช้แทนกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและการดำเนินการเรื่องเขตแดนตามกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับได้

ยิ่งเป็นเวทีที่มีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม ผมคิดว่ายิ่งควรเป็นเวทีของ ข้อเท็จจริง สันติภาพ และความรับผิดชอบ ไม่ใช่การนำข้อกล่าวอ้างของฝ่ายหนึ่งไปนำเสนอต่อประชาคมระหว่างประเทศเสมือนว่าเรื่องนั้นได้รับการตัดสินแล้ว

สิ่งที่ผมอยากให้กลับไปดูคือ ถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน สาระสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามมาตรการที่ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการวางกำลังและการลดความตึงเครียด ขณะเดียวกัน การดำเนินการดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปตีความเพื่อชี้ขาดเรื่องการปักปันเขตแดน ซึ่งยังต้องดำเนินการผ่านกลไกและกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

ดังนั้น เราต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัดเจน ตำแหน่งการวางกำลัง ไม่ใช่หลักเขตแดน มาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่การปักปันเขตแดน และข้อกล่าวอ้างผ่านไมโครโฟน ไม่ใช่คำตัดสินอธิปไตย
เพราะฉะนั้น คำถามที่ประชาคมระหว่างประเทศควรถาม ไม่ควรมีเพียงว่า

กัมพูชากล่าวหาไทยว่าอะไร แต่ควรถามต่อด้วยว่า ข้อกล่าวหานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อตกลงที่กัมพูชาลงนามไว้เองหรือไม่ประเทศไทยไม่ต้องการทำสงครามข่าวสารกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวต่อประชาคมระหว่างประเทศ เรามีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง

หากเราพูดถึง strong institutions สถาบันที่เข้มแข็งก็ควรหมายรวมถึงการเคารพกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกันด้วย ถ้าเราต้องการสันติภาพจริง ผมคิดว่าเราควรหยุดพยายาม ‘ตัดสินเขตแดนผ่านไมโครโฟน’ แล้วกลับไปใช้โต๊ะเจรจา หลักฐาน แผนที่ สนธิสัญญา การสำรวจร่วม และกลไกทวิภาคี

และหากจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ควรเริ่มจากหลักพื้นฐานที่สุด คือ ทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงที่ตนเองลงนาม ท้ายที่สุด ประชาชนไทยและประชาชนกัมพูชาต้องการสิ่งที่ไม่ต่างกัน คือ ความปลอดภัย เศรษฐกิจที่เดินหน้า และชายแดนที่สงบ

ประเทศไทยไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาของกัมพูชา ตรงกันข้าม เราต้องการเห็นประเทศเพื่อนบ้านเจริญรุ่งเรือง แต่ความเจริญที่ยั่งยืนที่สุดของสองประเทศ คือวันที่ประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนสามารถทำมาหากิน เดินทาง และใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าวันพรุ่งนี้ความขัดแย้งจะกลับมาอีก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึง Resilience ผมขอเพิ่มอีกคำหนึ่งคือ Responsibility Resilience makes a nation stronger. Responsibility makes a region safer.ประเทศไทยพร้อมทำทั้งสองอย่าง โดยยึดข้อเท็จจริง ข้อตกลงที่มีร่วมกัน กลไกการเจรจา และสันติภาพเป็นหลัก

ผอ. JIC กล่าวว่า Resilience ต้องคู่ Responsibility ความเข้มแข็งของประเทศต้องไม่สร้างบนข้อกล่าวหาต่อเพื่อนบ้าน Digital Transformation ทำให้ข้อมูลเดินทางเร็วขึ้น แต่ความเร็วไม่สามารถทดแทนความจริงได้

“ตำแหน่งการวางกำลังไม่ใช่หลักเขตแดน มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ใช่การปักปันเขตแดน และข้อกล่าวอ้างผ่านไมโครโฟนไม่ใช่คำตัดสินอธิปไตย อย่าตัดสินเขตแดนผ่านไมโครโฟน กลับสู่โต๊ะเจรจา หลักฐาน และกลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน คำถามไม่ใช่เพียงกัมพูชากล่าวหาไทยว่าอะไร แต่ข้อกล่าวหานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อตกลงที่กัมพูชาลงนามไว้เองหรือไม่” พล.อ.ประภาส กล่าว