ไม่ว่า "ชายแดนไทย-กัมพูชา" จะไต่ระดับไปถึงจุดใด แต่ทุกระดับของการเตือนภัยสามารถแปลงเป็นมาตรการปกป้องประชาชน-กำลังพลได้จริง ก่อนที่ “ปรอทชายแดน” จะถึงจุดแตกหัก
KEY POINTS
- ศูนย์ JCI ประเมินความเคลื่อนไหวของกัมพูชา โดยกำหนดสัญญาณที่ต้องจับตาไว้ 7 ประการ ระดับแจ้งเตือน 5 ระดับ
- ครม.อนุมัติงบกลาง 433 ล้านบาท ให้มหาดไทย เสริมความปลอดภัย ประชาชน 7 จังหวัดชายแดน
- กมธ.ทหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบประสิทธิภาพบังเกอร์ รวมถึงเส้นทางส่งกำลังบำรุง แข็งแรงพร้อมจะรับสถานการณ์หรือไม่
จับตา 7 สัญญาณความเคลื่อนไหวกัมพูชา ตั้งแต่การเคลื่อนกำลัง อาวุธ สงครามข้อมูล ไปจนถึงพฤติกรรมผิดปกติ ขณะที่รัฐเดินหน้าเสริมความปลอดภัย พื้นที่ส่วนหลัง 7 จังหวัดชายแดน อัดงบกลางกว่า 433 ล้านบาท สร้างบังเกอร์-หลุมหลบภัย หอกระจายข่าว และระบบสื่อสาร รับมือสถานการณ์ตั้งแต่ “เฝ้าระวัง” ไปจนถึงระดับ “ปะทะ”
“ชายแดนไทย-กัมพูชา” เข้าสู่โหมดติดตาม และเฝ้าระวังท่ามกลางความกังวล หลัง “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา” หรือ JIC ออกมาสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน พร้อมระบุว่า “กองทัพ” เตรียมมาตรการป้องกันภัยคุกคามที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น
การประเมินสถานการณ์ให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวของกัมพูชา โดยกำหนดสัญญาณที่ต้องจับตาไว้ 7 ประการ ได้แก่
1.) การเคลื่อนย้ายกำลังที่ผิดปกติ
เพิ่มกำลังทหารในพื้นที่แนวชายแดนผิดปกติไปจากเดิม เคลื่อนย้ายหน่วยรบหรือหน่วยพิเศษเข้าพื้นที่แนวชายแดน พบการฝึกซ้อมร่วมขนาดใหญ่ใกล้แนวชายแดน
2.) การเพิ่มกำลัง และอาวุธยุทโธปกรณ์
เพิ่มอาวุธหนัก ปืนใหญ่ จรวด BM-21 รถถัง และระบบป้องกันภัยทางอากาศ - ตรวจพบกระสุนหรือวัตถุระเบิดจำนวนมาก - ปรับปรุงฐานยิง หลุมหลบภัย และคลังอาวุธ
3.) กิจกรรมการข่าว และสงครามข้อมูลข่าวสาร
เพิ่มการสอดแนม ใช้โดรนหรือบอลลูนใกล้แนวชายแดน - ปล่อยข่าวปลอม สร้างกระแสเกลียดชัง หรือปลุกปั่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ - รบกวนการสื่อสารหรือสัญญาณของไทย
4.) การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร
สร้างถนน สะพาน ท่าเรือ สนามบิน ใกล้แนวชายแดน ขุดคู สร้างคูเลต และแนวกำบัง สร้างฐานทัพชั่วคราว จุดรวมพล
5.) การทูตและพฤติกรรมทางการเมือง
ใช้ถ้อยแถลงแข็งกร้าว และเพิ่มวาทกรรมชาตินิยม ยื่นหนังสือประท้วง กล่าวหาซ้ำๆ ถอนตัวหรือไม่เข้าร่วมกลไกการเจรจาที่ตกลงกันไว้
6.) การเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่
รวมตัวชุมนุมใกล้แนวชายแดน - อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง - แจกจ่ายเสบียง จัดตั้งที่พักพิงขนาดใหญ่
7.) พฤติกรรมที่ผิดปกติ
กักตุนเชื้อเพลิง อาหาร และเวชภัณฑ์ - เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจผิดปกติในพื้นที่เสี่ยง - เปลี่ยนแปลงระเบียบการผ่านแดนอย่างกะทันหัน
ระดับการแจ้งเตือน “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา” กำหนดไว้ 5 ระดับ พร้อมแนวทางรับมือ ดังนี้
ระดับ 1 : เฝ้าระวัง พบสัญญาณบางประการ แต่ยังไม่ปรากฏความผิดปกติอย่างชัดเจน และยังไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคง
ระดับ 2 : น่ากังวล พบสัญญาณหลายปัจจัยที่เริ่มผิดปกติจากเดิม ฝ่ายไทยจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจ และเตรียมกำลัง
ระดับ 3 : เสี่ยงสูง หากสัญญาณหลายด้านสอดคล้องกัน และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไทยจะเตรียมกำลังรบตามแผนป้องกันประเทศเชิงรุก
ระดับ 4 : วิกฤติ หากมีการจัดวางกำลังพร้อมรบและมีแนวโน้มจะใช้กำลัง ฝ่ายไทยจะเตรียมปฏิบัติการตอบโต้ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่
ระดับ 5 : ปะทะ หากมีการใช้อาวุธหรือเริ่มการโจมตีในพื้นที่เป้าหมาย ฝ่ายไทยจะดำเนินการตามแผนป้องกันประเทศ และตอบโต้เต็มรูปแบบ
รัฐอัดงบ 433 ล้าน เสริมความปลอดภัย
การเตรียมความพร้อมดังกล่าวสอดรับกับการประชุมคณะรัฐมนตรี โดย “ลลิดา เพริศวิวัฒนา” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสาร และการแจ้งเตือนภัย
งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ สร้างบังเกอร์ และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท สร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท ปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัล ให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท
“หัวใจสำคัญคือ การเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสาร และการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ลลิดา กล่าว
โครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือน และทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่
ก่อนหน้านี้ สำนักงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมถึงการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา และขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อม และมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนอขออนุมัติครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัย และระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือน และความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
กมธ.ทหาร ตรวจบังเกอร์-เส้นทางส่งกำลัง
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการทหาร (กมธ.การทหาร) สภาผู้แทนราษฎร นำโดย “เอกราช อุดมอำนวย” ประธานคณะกรรมาธิการ นำคณะตรวจเยี่ยมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี และตราด หรือ กปช.จต. กองทัพเรือ ต.วัดใหม่ อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี โดยมี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) และผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.กปช.จต.) ให้การต้อนรับ
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของบังเกอร์ หลัง “ฉัตร สุภัทรวณิชย์” สส.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่ 3 ตั้งคำถามถึงคุณภาพ ราคา และความคุ้มค่า รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัย
“ได้รับข้อมูลจาก กปช.จต.ว่า หน่วยนาวิกโยธินรับผิดชอบชายแดน ซึ่งกินพื้นที่กว่า 250 กิโลเมตร มีถิ่นทุรกันดาร ซึ่งในแต่ละจุดทาง ผบ.นย.ยืนยันว่า พยายามเข้าให้ถึงพื้นที่ ซึ่งอาจมีบางจุดที่แร้นแค้น ได้วางแผนว่าจุดไหนมีความผันแปร หรือมีการเปลี่ยนจุดจู่โจม จะไปตรวจสอบ เพราะมีความเป็นห่วงกำลังพล ในขณะที่ต้องสู้ไป ทำไป และต้องโยกย้ายกำลังพลไป ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้กำลังพลปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพบังเกอร์ เพราะหลายจุดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ บางครั้งกว่าจะไปเติมหรือไปดำเนินการก็ค่อนข้างมีอุปสรรค และหากมีเหตุปะทะก็จะทำให้เกิดความล่าช้า” ฉัตร กล่าว
สำหรับ “บังเกอร์” ที่เป็นประเด็นดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า เป็นการก่อสร้างในช่วงการสู้รบรอบแรก โดยมีการนำงบประมาณของกองทัพเรือมาใช้ เพื่อดำเนินการสร้างความมั่นคงแข็งแรงในพื้นที่ก่อน จากนั้นจึงได้รับงบกลางเข้ามาเพิ่มเติม โดยการก่อสร้างดำเนินการควบคู่ไปกับสถานการณ์สู้รบ
ส่วนตัวเลขค่าก่อสร้างหลังละประมาณ 50,000 บาท เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นสำหรับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ไม่ได้กำหนดสเปกโดยเฉพาะ เนื่องจากอยู่ในช่วงการสู้รบ ซึ่งกองทัพมีความจำเป็นต้องสร้างที่มั่นเพื่อความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่
ต่อมากองทัพ ได้ปรับปรุง และพัฒนาให้บังเกอร์มีความแข็งแรงมากขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่มีเรื่องเงินทอน และจะให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของกำลังพล โดยจากการรับฟังข้อมูลจากฝ่ายทหาร ฉัตร ระบุว่า เข้าใจถึงความจำเป็นดังกล่าว
นอกจากนี้ กมธ.การทหารยังได้ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการชายแดน จ.ตราด เพื่อรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงตรวจเส้นทางการส่งกำลังบำรุงและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า และเส้นทางคมนาคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลตามแนวชายแดน
ทั้งหมดจึงเป็นภาพของการทำงานที่สอดประสานกันหลายระดับ ตั้งแต่รัฐบาลที่อนุมัติงบกลางเพื่อดูแลพื้นที่ส่วนหลังใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งบังเกอร์ หอกระจายข่าว และระบบสื่อสารวิทยุดิจิทัล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน
ขณะที่ กองทัพเตรียมความพร้อมด้านกำลัง และแผนรับมือ ส่วน กมธ.การทหารลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานและความพร้อม ทั้งหมดเป็นการเตรียมการรองรับภัยคุกคามตามแนวชายแดน ตั้งแต่ระดับ “เฝ้าระวัง” ไปจนถึงระดับ “ปะทะ”
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าชายแดนจะเดินไปถึงระดับใด แต่คือ การทำให้ทุกระดับของการเตือนภัยสามารถแปลงเป็นมาตรการที่ปกป้องประชาชน และกำลังพลได้จริง ก่อนที่ “ปรอทชายแดน” จะไต่ขึ้นถึงจุดแตกหัก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





