'พริษฐ์' กังขา กกต.สั่งฟ้องผู้สมัคร สว.ขาดคุณสมบัติ 1,767 ราย 2 ปีช้าไปหรือไม่ จี้เร่งสปีดคดีใหญ่ ฟ้อง 229 ชื่อพันโกง สว. ต้อน 'นภินทร' ร่วมขบวนการหรือไม่
เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตั้งกระทู้ถามสดถึงนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเองได้รับข้อมูลมาว่า นายนภินทร ได้เรียกผู้สมัคร สว. เข้าไปคุยก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อปี 2567 ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีการขอให้เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้าจึงอยากถามถึงความชัดเจนในส่วนนี้ อีกทั้ง นายนภินทร ก็เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกกล่าวหาว่าโกง สว.
นายพริษฐ์ กล่าวถึงที่มาของข้อมูลที่ใช้นำเสนอ ว่า ได้รับมาจากหลายภาคส่วน และสิ่งที่ตนเองทำเสมอคือการไตร่ตรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลในเบื้องต้น ก่อนที่จะออกมานำเสนอ และตั้งคำถามให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจง และเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่อาจจะยืนยัน หรือสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้
นายพริษฐ์ กล่าวว่า การตรวจสอบในช่วงหลังนี้ คาบเกี่ยวพอดีกับที่ กกต. จะลงมติ การจัดเวทีฝ่ายค้านในรอบที่ผ่านมานั้นเราจัดมา 4 - 5 ครั้ง ซึ่งอยู่ในช่วงปิดประชุมทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเปิดสมัยประชุม คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สภาผู้แทนราษฎร จะใช้กลไกที่เป็นทางการของรัฐสภา ในการตอบคำถามที่คาใจของสังคม
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ผิดหวังที่นายนภินทร ไม่มาตอบคำถามด้วยตัวเอง ซึ่งได้ประสานไปยังวิปรัฐบาล ไปตั้งแต่วันจันทร์ว่าจะถามรัฐมนตรีคนไหนบ้าง โดยนายนภินทร ให้เหตุผลว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้เนื่องจากติดลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรี ตนมองว่าแม้การลงพื้นที่ต่างจังหวัดมีความสำคัญ แต่เมื่อรู้ว่ากระทู้สดที่จะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี ช่วงเช้า จึงควรจัดตารางการประชุมกับหน่วยงาน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแวะมาตอบกระทู้ในสภาได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่า กกต. จะสั่งฟ้องหรือไม่ และแนวทางจะออกมาในรูปแบบไหน นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอด หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ควรสั่งฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ซึ่งตัวเลขนั้น ไม่ได้มาลอย ๆ แต่มาจากสรุปของการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ มีการสอบพยาน 700 คน และตนเองก็มีข้อสงสัยว่าบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ใน 229 คน ที่มีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าอยู่ในขบวนการโกง สว. เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่การเหมารวม แต่เป็นรายชื่อที่ถูกกลั่นกรองมาในระดับนึงแล้ว
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเกณฑ์ที่ กกต. ต้องใช้ ณ เวลานี้ คือต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตโกง สว. หรือไม่ โดยนายนภินทร เคยยอมรับว่ามีการมายื่นหนังสือร้องเรียนในวันเวลาดังกล่าวจริง ซึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้หากเป็นเอกสารจริง จะต้องมีเลขรับหนังสือในระบบราชการ
เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต. มีมติ ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. ที่ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจำนวน 1,767 รายนั้น เพื่อเป็นการลดกระแสสังคมใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าจะวิเคราะห์ไปในทางนั้นได้หรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่า เราคาดหวังให้กกต. ดำเนินการทุกคดีอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติ ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่ กกต. ดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือมีการตั้งข้อสังเกตกับคดีดังกล่าว ว่าเริ่มต้นมานานแล้วหรือไม่ ระยะเวลาที่ใช้นานยาวเกินกว่าที่ควรเป็นหรือไม่ แต่ตนเองไม่ได้เห็นรายละเอียดในคดีนี้
นายพริษฐ์ ยกตัวอย่างว่า ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติตามกฏหมาย เช่น เป็นสามีภรรยา หรือเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็สามารถตรวจสอบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วกว่านี้ และควรตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่รับสมัครแล้ว แต่ กกต. ใช้เวลาสองปีกว่า แม้ผลลัพธ์จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เกิดช้าเกินไป และหลังจากนี้ต้นจะไปดูรายละเอียด ว่าบุคคลที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนจนสามารถเอาผิดได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอ ทั้งที่ได้รับมาและมีหน่วยงานยืนยัน แทบจะทั้งหมดที่มีการนำเสนอ ท้ายที่สุดมีการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริง ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน และบุคคลในคลิปเสียง ตนเองในฐานะ สส. ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลระดับหนึ่ง ก่อนที่จะนำมาตั้งคำถามต่อสาธารณะ และข้อมูลที่ระบุออกมาที่เป็นความจริง ก็น่าจะบ่งบอกได้ถึงความน่าเชื่อถือ ของสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ระดับหนึ่ง
เมื่อถามถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ออกมาแถลงข่าว ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไม่ใช้ความเห็นของคณะที่ 36 นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประหลาดใจมากในห้องแถลงข่าวเมื่อวานนายศุภชัยมีการใช้คำประมาณว่า ตนได้นำเอกสารมาแสดงโชว์ แล้วนายศุภชัยก็ถือเอกสารขึ้นมาชุดหนึ่งพร้อมอธิบายว่าเป็นเอกสารอะไร ตนก็งงว่าเคยไปแสดงเอกสารโชว์ที่ไหน ในโซเชียลมีเดียของตนก็ไม่ได้มีการโพสต์อะไรเกี่ยวข้องกับเอกสาร ต้นอภิปรายในสภาก็เกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ และให้สัมภาษณ์เพียงรายการเดียวแต่ไม่ได้แชร์เอกสารอะไร
"จึงค่อนข้างสับสนว่าการที่ สส. คนหนึ่งใช้ห้องแถลงข่าวสภา กล่าวข้อมูลอันเป็นเท็จขนาดนี้ เกิน 12 ชั่วโมงแล้วและยังไม่มีการแก้ไขข่าว มันบ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือของผู้แถลงข่าวได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณศุภชัยยืนยันว่าเมื่อวาน ผมมีการแสดงเอกสารที่อยู่ในมือคุณศุภชัย ก็ระบุให้ชัดว่าผมไปแสดงเอกสารเวลาไหน ผ่านช่องทางไหน ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน" นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามย้ำถึงนายศุภชัย ระบุไม่มีการนำเอกสารของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 มาเปิดเผยบ้างนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ได้พูดมาตลอด ในช่วงเดือนมิถุนายน กกต. ได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมการ ก็ได้ซักถามข้อมูลทั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และ 36 คณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 ประธานมาชี้แจงด้วยตัวเองเลยตอบคำถามได้ทั้งหมด แต่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่มีใครตอบคำถามได้เลย ทางคณะกรรมาธิการได้ขอเอกสารคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 อย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีการส่งมา และขอเลื่อนมาโดยตลอดขณะนี้ครบ 2 เดือนแล้วก็ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว ก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่านายศุภชัยสามารถช่วยตนในการเรียกร้องให้ทาง กกต. ส่งเอกสารกลับมาที่กรรมาธิการ ตนก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อถามว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนหรือไม่หากฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเร็วกว่านี้ แบบที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ทัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลังจากเลือกตั้งตนได้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ในคดีนี้ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยว 90 วัน ที่ กกต. พิจารณาคดีนี้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ ที่หลายภาคส่วนออกมาสื่อสารเรื่องการโกง สว. กันอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลานี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่กกต. จะต้องลงมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือตัดตอนใครจนทำให้ไปไม่ถึงศาลหรือไม่ แล้วตอนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต. จะลงมติทิศทางใด หากดูตามกรอบเวลาแล้ว กกต. ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดช่วงต้นเดือนกันยายน จึงคิดว่าจะจบเมื่อไหร่ ในชั้นกกต. จะรู้ผลช่วง 1-2 สัปดาห์นี้
"สิ่งที่สำคัญกว่าคือจะจบอย่างไร ย้ำว่าหาก กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนไปที่ศาล แต่ถ้าหากยกทั้งหมดก็จะค้านกับหลักฐานที่สังคมเห็น หรือหากใช้วิธีการสั่งฟ้องแค่ 20-30 คน ก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าเชื่อว่ามีการโกง สว. หรือไม่ ถ้าเชื่อว่าไม่มี เหมือนอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็ยกคำร้องได้เลย แต่ยืนยันว่าจะเป็นการสวนทางกับสิ่งที่ปรากฏแต่ถ้าเชื่อว่ามี จะเป็นไปได้อย่างไรที่กระบวนการนี้จะประสบความสำเร็จ โดยคนมีความผิดแค่ 20-30 คน ถ้าเชื่อว่ามีก็ต้องมีผู้ร่วมกระบวนการจำนวนมาก ดังนั้นก็รออยู่เหมือนกันว่าหากกกตจะไม่สั่งฟ้องทั้งหมดจะอธิบายกับสังคมอย่างไร" นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่ามีการเปรียบเทียบการทำงานของฝ่ายค้านกับภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ที่ออกมาเปิดข้อมูลเยอะกว่า นายพริษฐ์ กล่าวว่า คดีโกงสว. เป็นคดีที่สำคัญต่อประเทศหากสมมติคดีโกง สว. มีคนกระทำความผิดแต่ไม่มีคนรับผิด เหมือนสังคมกำลังออกใบอนุญาตให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดครองประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน ส่งผลต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในอนาคต อาจทำให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มในอนาคต ทำอะไรก็ไม่ผิด ดังนั้นเมื่อเป็นคดีสำคัญที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมากและส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศเรา หลายฝ่ายที่ตรวจสอบเรื่องนี้ก็พยายามร่วมกันเต็มที่ เพื่อนำเสนอชุดข้อมูลที่ตัวเองมี ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย นำเสนอความจริงให้ได้มากที่สุด





