หากฝ่ายค้านเลือกที่จะเดินเกมยื่นซักฟอกแบบ “ลงมติไม่ไว้วางใจ” แบบปัจจุบันทันด่วน จะส่งผลให้ในสมัยประชุมนี้จะไม่สามารถยื่นญัตติดังกล่าวได้อีก
KEY POINTS
- ฝ่ายค้านวางแผนยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติก่อน เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาและวิกฤติต่างๆ ของรัฐบาล โดยยังไม่ต้องการให้มีการลงมติไว้วางใจ
- กลยุทธ์นี้เป็นการ "ยื้อเวลา" เพื่อเก็บสิทธิ์การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ซึ่งทำได้เพียงครั้งเดียวต่อสมัยประชุม ไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมกว่า
- ฝ่ายค้านกำลัง "รอจังหวะ" ให้รัฐบาลอ่อนแอลงจากผลของคดีความทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะ "คดีโกง สว." ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
- เป้าหมายสูงสุดคือการใช้ญัตติไม่ไว้วางใจแบบลงมติในช่วงปลายสมัยประชุม (ก่อน 22 ธ.ค.) เมื่อมีข้อมูลและสถานการณ์ที่สุกงอมพอที่จะ "เขย่าบัลลังก์" รัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้สถานการณ์ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่กำลังเผชิญสารพัด “วิกฤติร้อน” เซาะกร่อนเสถียรภาพไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นในระบบนิติธรรม จาก “2คดีมหาโกง” ท่ามกลางครหา “ตัดตอน” ที่ดังก้องในเวลานี้
“คดีโกงสอบท้องถิ่น” เวลานี้โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่แค่การ “ล้มผลสอบ” แต่อยู่ที่ว่า เมื่อคดีดำเนินไปถึงที่สุดแล้ว จะสามารถสาวไปถึง “ไอ้โม่ง” ตัวจริง และโดยเฉพาะ “คีย์แมน” ที่อยู่เหนือเครือข่ายได้มากน้อยเพียงใด
ไหนจะ “คดีโกงสว.” จากที่ถูกจัับตาจะถูกปิดจบภายในเดือนส.ค.นี้ ทว่าอ่านเกมการเมืองที่เวลานี้ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวที่กำลังรุกไล่ “สีน้ำเงิน” มีการหยิบยกข้อกฎหมายพูดถึงบันไดขั้นต่อไปคือการ “ยุบพรรคการเมือง” ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากหลักฐานปรากฎชัดเป็นการดำเนินการที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
เป็นเช่นนี้แน่นอนว่า ในห้วงที่ฝ่ายสีน้ำเงินกำลังเรืองอำนาจบน “กระดานการเมือง” อาจเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ “เกมยื้อ” กำลังดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุผลคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในการพิจารณาคำร้องประกอบพยานหลักฐานรายจังหวัดเพิ่มเติม แม้ก่อนหน้านี้ประธาน กกต. ย้ำว่าจะเร่งปิดจบภายในเดือนส.ค.นี้ก็ตาม
ขณะที่เวทีสภาฯ หลังวันที่25ส.ค.ซึ่งสภาฯจะเปิดสมัยประชุม มีวาระร้อนทั้งการรับทราบพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยการอออกพ.ร.ก.ของรัฐบาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในวาระ2-3
ทว่าศึกใหญ่ที่ต้องจับตาหนีไม่พ้นการ “ยื่นญัตติซักฟอก” ทั้งแบบลงมติและไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 และ152 เห็นชัดจากความเคลื่อนไหวพรรคประชาชน “ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ล่าสุดพูดถึงความเคลื่อนไหวฝ่ายค้าน เตรียมยื่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบทั่วไปก่อน เพื่อนำเสนอให้ประชาชนเห็นว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่ฝ่ายค้านอยากแนะนำ อยากจะท้วงติง เราจะนำเสนอผ่านการอภิปรายครั้งนี้
ขณะที่เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราเตรียมความพร้อมไว้อยู่เสมอ เมื่อถึงจังหวะเวลาที่เราสามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เรายื่นอย่างแน่นอน
ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดไทม์ไลน์ แกนนำพรรคฝ่ายค้าน นัดหารือช่วงสิ้นเดือนส.ค.
อ่านเกมฝ่ายค้านที่อาจเลือกยื่นอภิปรายทั่วไปแบบ “ไม่ลงมติ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา152 ก่อน เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงเทอม2 ของสมัยประชุมนี้ ซึ่งจะไปสิ้นสุดในวันที่22ธ.ค.2569
นั่นหมายความว่า ฝ่ายค้านยังมีเวลาอีก 4เดือนในการยื่นซักฟอกแบบ “ลงมติ” ไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา151
แน่นอนว่า ภายใต้ปมร้อนที่รัฐบาลกำลังเผชิญในเวลานี้ โดยเฉพาะ “คดีโกงสว.” ซึ่งจะถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่จะถูกนำมาขยี้แผลกลางสภา ขณะที่เกมฝ่ายค้านเวลานี้กำลังไล่บี้กกต. ส่งเรื่องสู่ศาลฎีกา เพื่อเอาผิดบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “229นักการเมือง” เครือข่ายสีน้ำเงิน
ขณะที่ท่าทีสัญญาณจากกกต.จนถึงเวลานี้ เห็นได้ชัดว่าส่อแววยืดเยื้อออกไปไม่มีทางตัดจบในเดือนส.ค.ตามที่ประธานกกต.กล่าวอ้าง
ฉะนั้นหากฝ่ายค้านเลือกที่จะเดินเกมยื่นซักฟอกแบบ “ลงมติไม่ไว้วางใจ” แบบปัจจุบันทันด่วน จะส่งผลให้ในสมัยประชุมนี้จะไม่สามารถยื่นญัตติดังกล่าวได้อีก เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญระบุว่า สมาชิกสามารถถยื่นญัตติได้เพียง1ครั้งต่อ1ปีประชุมเท่านั้น ซึ่งปีประชุมถัดไปจะเริ่มขึ้นในวันที่14มี.ค.2570
การเดินเกมของ “ฝ่ายค้าน” เวลานี้จึงพุ่งเป้าไปที่การ “ขยี้แผลรัฐบาล” ท่ามกลางสารพัดวิฤติ ทั้งวิกฤตินิติธรรมที่กำลังกระทบความเชื่อมั่น ไหนจะวิกฤติความมั่นคงจากสถานการณ์ไฟใต้ รวมไปถึงวิกฤติภัยธรรมชาติและวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรุ้มเร้ารอบด้านด้วยการยื่นญัตติ “อภิปรายทั่วไป” เพื่อรอจังหวะเพลี้ยงพล้ำ
โดยเฉพาะผลของบรรดา “คดีความการเมือง” ที่กำลังค้างคาอยู่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลานี้ ซึ่งอาจเป็น “จุดพลิก” ทางการเมืองที่สำคัญ เมื่อถึงเวลานั้น ฝ่ายค้านจะเดินเกมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายสมัยประชุมที่จะมีเวลาถึงวันที่22ธ.ค.นี้ก็ยังไม่สาย
ขณะที่ “เกมรุกฝ่ายค้าน” ที่นำโดยพรรคประชาชน มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแนวร่วม เวลานี้กำลังถูกจับตา จะเดินหน้าเขย่า “บัลลังก์สีน้ำเงิน” ได้เข้มข้นเพียงใดหลังวันที่25ส.ค.จะได้รู้กัน





