เมื่อไม่รู้ปลายทาง "กกต." จะเป่าคดี "โกง สว." ปล่อย ก๊วนน้ำเงิน ลอยนวล จากความผิดหรือไม่ "พรรคประชาชน" จึงหาทาง เพื่อคดีไม่ถูกตัดจบ ผ่าน แก้กฎหมาย ให้ ประชาชน ฟ้องศาลได้
KEY POINTS
- พรรคประชาชนเตรียมเสนอร่างแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาฯ
- สาระสำคัญของร่างแก้ไขคือการเปิดช่องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถฟ้องคดีทุจริตการเลือกตั้งต่อศาลฎีกาได้โดยตรง
- การผลักดันกฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อคานอำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสร้างหลักประกันว่าคดี "ฮั้ว สว." จะไม่ถูกตัดจบ แม้ กกต. จะมีมติไม่ฟ้องคดีก็ตาม
พรรคประชาชนยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบ “โกง สว.” คู่ขนานไปกับการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่อคดีตรวจสอบการทุจริตเลือก สว. ปี 2567 แม้ว่า “พริษฐ์ วัชรสินธุ” หัวเรือใหญ่ของพรรคส้ม ที่เกาะติดเรื่องนี้ จะถูก 3 นักการเมือง ได้แก่ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมตรี สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว.หนองบัวลำภู ฟ้องหมิ่นประมาท หลังเปิดโปงข้อมูลที่พาดพิงว่าทั้ง 3 คนนั้น มีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการ “ฮั้ว สว.”
โดยทิศทางหลังจากนี้ จะใช้จังหวะที่ “สภา” เปิดสมัยประชุม ในวันที่ 25 สิงหาคม ทำงานอย่างเข้มข้น หลังจากที่ช่วงก่อนหน้านี้ ใช้บทบาท ฝ่ายค้าน เปิดข้อมูล-พยาน ฮั้วสว. นอกสภา รวม 5 เวที ใช้กลไก วิปฝ่ายค้าน ตรวจสอบ พ่วงกับ กรรมาธิการ แกะรอย หัวขบวนการฮั้ว สว. และเปิดโปงข้อมูลได้เป็นรายบุคคล
กับบทบาทของ กมธ. ในชั้นสภา พบว่า กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้ตั้งอนุ กมธ.ศึกษากระบวนการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป ปี2569 และการเลือกสว. ปี2567 ให้ “พนิดา มงคลสวัสดิ์” สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เป็นแม่ทัพ
โดยจากการทำงานที่ผ่านมาของ อนุฯ พบร่องรอยและประเด็นที่เป็นปัญหาของระบบ ที่ชั้นนี้มีทางแก้ที่เตรียมใช้สภาฯ ขับเคลื่อนต่อ “พนิดา" บอกว่า หลังเปิดสมัยประชุมสภาฯ พรรคประชาชน จะเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ต่อรัฐสภา ในหลักการคือ ไม่ปิดทางให้ประชาชน สามารถฟ้องร้องประเด็นที่เกี่ยวกับการเลือกต่อศาล
“ตามกฎหมายในคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง กำหนดให้เฉพาะ กกต. ฟ้องร้องต่อศาลฎีกา ประชาชนไม่สามารถทำแทนได้ สิ่งที่แก้ไข คือ เปิดทางให้ประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถฟ้องร้องต่อศาลฎีกาได้โดยไม่ต้องรอ กกต.” พนิดา ขยายความ
กับสิ่งที่ดำเนินการของ พรรคประชาชน แปลความได้ว่า ใช้จังหวะของสภาฯ ตามอำนาจและหน้าที่ เปิดเกมรุก กับ “กกต.” ฐานะองค์กรสำคัญ และองค์กรเดียว ที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายชี้ขาดว่า “คดีฮั้ว สว.” จะมีบทสรุปอย่างไร
ขณะนี้ กกต. อยู่ระหว่างการพิจารณา ก่อนเลือกทางเดิน ระหว่าง “เดินหน้ายื่นฟ้อง” ตามผลการตรวจสอบของ คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ที่สั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีโกงสว. รวม 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และ นักการเมือง 91 คน หรือเลือกทาง “เป่าคดี” ตามผลการพิจารณาของ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เห็นว่าคดีฮั้วสว. ไม่มีมูลความผิด
ดังนั้นหากกฎหมายฉบับดังกล่าว เดินหน้ายื่นต่อรัฐสภา และผ่านการพิจารณาแก้ไขตามข้อเสนอของพรรคประชาชน เท่ากับว่า แม้บทสรุปของเรื่อง กกต. จะเป่าคดีฮั้ว สว. แต่เส้นทางจะไม่ถูกตัดจบ เนื่องจาก “สิทธิฟ้องร้อง” ถูกขยายไปยัง “ประชาชน ฐานะ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย”
แม้เรื่องนี้ พรรคประชาชน จะพยายามเปิดเกมเร็ว ทันทีที่สภาฯเปิดสมัยประชุม ทว่ายังมีสิ่งที่อาจเป็นอุปสรรค ซึ่ง “พนิดา” ยอมรับว่า สิ่งนั้นคือ ความเห็นพ้องต้องกันของ “รัฐสภา" โดยเฉพาะการได้รับเสียงเห็นชอบร่วมจาก “สว.-สส.ฝ่ายรัฐบาล”
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า ให้ใช้เวทีประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณา โดยกำหนดเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ขณะที่การลงมติวาระสาม กำหนดให้ใช้เกณฑ์เห็นชอบ มากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่
เท่ากับว่าต้องได้เสียงโหวต 351 คะแนนถึงจะผ่านด่าน ขณะที่ลำพังเสียง “ฝ่ายค้าน” ในสภาที่มี 200 เสียง รวม สว.พันธุ์ใหม่ ประมาณ 10 เสียง ยังต้องหาความร่วมมือเพิ่มเติมอีกกว่า 141 เสียง
เมื่อ “สว.สีน้ำเงิน” และ “นักการเมืองขั้วรัฐบาล” ที่มีสถานะเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมกับ “ขบวนการ ฮั้ว สว.” ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดช่องให้ “ดำเนินคดีกับตัวเอง” คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นข้อกังวลของพรรคประชาชน ที่การแก้กฎหมายไปไม่ถึงฝั่ง จึงมีโอกาสเป็นไปได้มาก
ทว่าการเปิดแนวรบกับ “กกต.” ของ “พรรคประชาชน” ยังไม่ได้มีแค่หนทางนั้นทางเดียว เพราะก่อนหน้านั้น “พริษฐ์” ยื่นแก้รัฐธรรมนูญ คืนสิทธิ “ประชาชน” ถอดถอน “องค์กรอิสระ” พ่วง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากที่ถูกริบอำนาจ ออกไปจาก รัฐธรรมนูญ 2560
โดยสาระสำคัญของร่าง กำหนดถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายถูกยื่นถอดถอนได้ เช่น ร่ำรวยผิดปกติ “ส่อ” ทุจริตต่อหน้าที่ “ส่อ”ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ “ส่อ” กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม “ส่อ” จงใจใช้อำนาจ หน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
ดังนั้นต้องจับตา หลังจากสภาฯเปิดสมัยประชุมสัปดาห์หน้า “พรรคประชาชน”จะขยับ หรือเปิดเกมรุกในสภาอย่างไรต่อ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า กว่าเรื่องนี้จะเข็นเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ด่านแรกที่ต้องฝ่า คือด่านของ “วิปรัฐบาล-ประธานสภาสีน้ำเงิน” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการ กำหนดวาระ-เรื่องเข้าสู่ที่ประชุม





