ปัญหา “นอมินีต่างด้าว” กำลังเปลี่ยนจากปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว ไปสู่โจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการจัดการที่ดินของประเทศ
หลังรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง โดยดึงกระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กรมที่ดิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพากร ตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานในพื้นที่ เข้ามาร่วมตรวจสอบเป็น “เครือข่าย” แทนการจับเฉพาะผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
หัวใจของปฏิบัติการคือการเจาะเข้าไปถึงโครงสร้าง “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ”
ต้นน้ำ คือ เป็นสำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี หรือตัวกลางที่ช่วยจัดตั้งบริษัท
กลางน้ำ คือ บริษัทที่ใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบังหน้า
ปลายน้ำ คือ ทรัพย์สินจริง ทั้งที่ดิน บ้านพัก วิลล่า โรงแรม หรือธุรกิจที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้ลงทุนต่างชาติ
กรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้หารือร่วมกันตั้งแต่เดือนพ.ค.2569 เพื่อวางแนวทางตรวจสอบธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมุ่งพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ และย้ำว่าการปราบปรามจะต้องดำเนินการทั่วประเทศ ไม่ใช่จำกัดเฉพาะเกาะสมุย หรือเกาะพะงันเท่านั้น
เฟส 1 “เกาะพะงันโมเดล” เปิดโปงโครงสร้างนอมินี
จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งกลายเป็นพื้นที่นำร่องในการผ่าตัดเครือข่ายนอมินี หลังเจ้าหน้าที่พบรูปแบบการจัดตั้งบริษัทที่ซับซ้อน มีคนไทยบางรายปรากฏชื่อเป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก ทั้งที่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับเงินลงทุน
13 พ.ค.2569 มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัย จนกลายเป็นต้นแบบ ในการขยายผลไปสู่เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ
การตรวจสอบพบถึงขั้นบุคคลคนเดียวมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวนมาก ขณะที่บางบริษัทใช้ที่อยู่เดียวกับสำนักงานกฎหมายหรือสำนักงานบัญชี และมีการไขว้ชื่อผู้ถือหุ้นระหว่างบริษัท ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างเหล่านี้อาจไม่ได้สะท้อนเจ้าของกิจการตัวจริง
เฟสแรกจึงเน้น “ต้นน้ำ” โดยเข้าตรวจค้นสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีที่สงสัยว่าเป็นผู้จัดตั้งบริษัทและจัดทำเอกสารให้กลุ่มทุนต่างชาติ ก่อนขยายผลไปยังบริษัทที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน
เฟส 2 ขยับไปจัดการ “ปลายน้ำ”
คือบริษัทที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่กว่า 300 นายเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 32 บริษัท และพบกรณีบริษัททุนจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาท แต่ถือครองที่ดินถึง 8 แปลง รวมประมาณ 7.5 ไร่ มูลค่าราว 60 ล้านบาท ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง
ขณะที่การถือหุ้นของคนไทยถูกใช้ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ทั้งที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ลงทุนและผู้ควบคุมตัวจริงเป็นชาวต่างชาติ
ข้อมูลจากตำรวจยังสะท้อนว่า ก่อนการปฏิบัติการครั้งใหญ่ในปี 2569 เกาะพะงันมีคดีเกี่ยวกับบริษัทต้องสงสัยเป็นธุรกิจนอมินีมาแล้วหลายคดี และบางคดีมีคำพิพากษาแล้ว แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่รัฐบาลเปิดปฏิบัติการ 7 เฟส แต่สะสมมาระยะหนึ่ง
จุดสำคัญของ “พะงันโมเดล” จึงไม่ใช่เพียงการยึดทรัพย์ แต่เป็นการใช้ข้อมูลทะเบียนบริษัท รายชื่อกรรมการ ผู้ถือหุ้น งบการเงิน ที่ดิน และความเชื่อมโยงของบุคคล มาประกอบกันเพื่อค้นหา “เจ้าของตัวจริง”
เฟส 3 ปูพรม ภูเก็ต-พังงา-กระบี่
วันที่ 20 มิ.ย. ปฏิบัติการขยายเข้าสู่ 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ โดยใช้กำลังมากกว่า 500 นาย ตรวจค้นเป้าหมาย 76 บริษัท
ผลการตรวจสอบพบเครือข่ายนอมินีที่เชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินรวมประมาณ 49 ไร่ มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมากกว่า 1,053 ล้านบาท
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังพบพฤติการณ์ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งการจัดทำเอกสารอำพรางสัดส่วนการถือหุ้น และกรณีที่มีการนำชื่อบุคคลอื่นมาใช้ในการทำนิติกรรม
เฟสนี้มีนัยสำคัญ เพราะทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพว่า “นอมินี” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการซื้อที่ดิน แต่เชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และผู้ให้บริการวิชาชีพที่อาจทำหน้าที่สนับสนุนการจัดตั้งโครงสร้างบริษัท
จากนั้น DBD ได้ยกระดับการตรวจสอบ โดยไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลข 51% ของหุ้นไทยกับ 49% ของหุ้นต่างชาติ แต่ตรวจสอบไปถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุน งบการเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น และพฤติกรรมทางธุรกิจจริง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ดูเอกสาร” ไปสู่ “ดูเจ้าของและเงิน”
เฟส 4 ชลบุรี เจาะเครือข่ายบ้านหรู-อสังหาฯ
เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยวภาคตะวันออกใน จ.ชลบุรี วันที่ 17 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตรวจค้น 41 จุด เชื่อมโยง 33 บริษัท และจับกุมชาวรัสเซีย 4 ราย
การตรวจสอบพบผู้เกี่ยวข้องบางรายมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก ขณะที่บางบริษัทเชื่อมโยงกับโครงการบ้านจัดสรร และอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง
หนึ่งในรูปแบบที่ตรวจพบคือ การใช้บริษัทเป็นนิติบุคคลถือครองบ้านและที่ดิน แล้วนำไปขายหรือปล่อยเช่า โดยมีเครือข่ายชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุมกิจกรรมทางธุรกิจอยู่เบื้องหลัง
ทำให้การตรวจสอบต้องขยายไปถึงข้อมูลบัญชี เอกสารธุรกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อค้นหา"เครือข่าย"ที่แท้จริง
กรณีนี้สะท้อนว่า หากรัฐตรวจเฉพาะทะเบียนบริษัท อาจไม่เห็นภาพการควบคุมธุรกิจจริง เพราะผู้ถือหุ้นตามเอกสารอาจเป็นคนไทย แต่การขาย การตลาด การปล่อยเช่า และการตัดสินใจทางธุรกิจกลับอยู่ในมือของต่างชาติ
เฟส 5 เชียงใหม่ ใช้ Data Screening
ขยับขึ้นเหนือสู่เชียงใหม่ ตรวจค้น 18 จุด ดำเนินคดี 31 คดี โดยใช้ฐานข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญ
จากนิติบุคคลกว่า 33,000 บริษัท พบ 4,741 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าว ก่อนคัดกรองเหลือ 1,591 บริษัทที่มีความเสี่ยง และวิเคราะห์ซ้ำจากรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นที่ซ้ำกัน จนเหลือเป้าหมายสำคัญ 31 บริษัท
ในจำนวนนี้ 16 บริษัทมีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน ขณะที่อีก 15 บริษัท เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นต่างชาติในสัดส่วนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และการครอบครองที่ดิน
ทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายมี 29 แปลง รวมประมาณ 20 ไร่ มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างราว 633 ล้านบาท
รูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐสามารถใช้ “Data Screening” คัดกรองความเสี่ยงจากบริษัทนับหมื่นแห่ง ก่อนใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะเป้าหมายที่มีความผิดปกติ
เฟส 6 หัวหิน เจาะ “พูลวิลล่า-ธุรกิจท่องเที่ยว”
ขยับเข้าสู่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจพูลวิลล่าและอสังหาริมทรัพย์ระดับบน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนสูงและสามารถใช้บริษัทเป็นตัวกลางในการบริหารทรัพย์สินและรับรายได้จากการท่องเที่ยว
มีการออกหมายจับชาวต่างชาติ 45 ราย และหมายเรียกคนไทยอีก 39 ราย เพื่อสอบสวนบทบาทในการจัดตั้งหรือสนับสนุนโครงสร้างบริษัท
รูปแบบคือ การใช้บริษัทที่มีคนไทยถือหุ้นตามเอกสาร แต่การลงทุนจริง เงินทุน การบริหารทรัพย์สิน และผลประโยชน์ตกอยู่กับชาวต่างชาติ รวมถึงการนำอสังหาริมทรัพย์ไปปล่อยเช่าในตลาดท่องเที่ยวโดยใช้โครงสร้างบริษัทหลายชั้น
เฟสนี้จึงเป็นอีกขั้นของการขยาย “พะงันโมเดล” จากพื้นที่เกาะไปยังเมืองท่องเที่ยวชายฝั่ง และชี้ว่ารัฐจำเป็นต้องตรวจสอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะคล้ายกันในเมืองท่องเที่ยวอื่นด้วย
เฟส 7 “สมุย” จุดใหญ่สุด เปิดโปง 5 เครือข่าย
ล่าสุด 15 ส.ค.2569 รัฐเปิดปฏิบัติการเฟส 7 ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ระดมกำลังมากกว่า 300 นาย ตรวจค้น 37 จุด
จากนิติบุคคลบนเกาะสมุย 12,906 แห่ง พบ 8,254 แห่งที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง 875 แห่ง ขณะที่กรมที่ดินพบว่ามีบริษัทถือครองที่ดิน 3,892 บริษัท โดยมีทั้งกลุ่มที่พบความผิดชัดเจนและกลุ่มต้องสงสัยอีกกว่า 2,500 บริษัทที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก
พฤติการณ์คือ ทุนต่างชาติเริ่มปรับรูปแบบจากการพยายามถือครองที่ดินโดยตรง มาเป็นการเช่าระยะยาว เช่น 30 ปี รวมถึงใช้บริษัทไทยถือครองทรัพย์สิน แล้วให้ต่างชาติเป็นผู้ควบคุมและรับผลประโยชน์
เจ้าหน้าที่ยังพบรูปแบบรับเงินค่าเช่าบางส่วนเป็นเงินสด และบางส่วนโอนผ่านบัญชีต่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบต่อในประเด็นภาษีและการฟอกเงิน หากพบหลักฐานว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความผิด
การตรวจค้นเฟส 7 เชื่อมโยง 5 เครือข่าย ครอบคลุมธุรกิจวิลล่าหรู ธุรกิจเกี่ยวกับเด็กและการศึกษา การจัดตั้งบริษัทเพื่ออำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตทำงานและวีซ่า รวมถึงกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการนำเงินจากการฉ้อโกงไปลงทุนในโรงแรมและวิลล่า
ผลปฏิบัติการตามข้อมูลที่ตำรวจแถลง ระบุว่า ดำเนินคดี 60 คดี เชื่อมโยง 61 บริษัท มีผู้ต้องหา 88 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 62 คน และคนไทย 26 คน พร้อมยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่าราว 1,500 ล้านบาท
“นอมินี”ผิดกฎหมายอย่างไร
กฎหมายหลักที่ใช้ดำเนินคดีคือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะกรณีคนไทยให้ความช่วยเหลือหรือร่วมประกอบธุรกิจเพื่อให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย ขณะที่คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 1 แสน-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีค่าปรับรายวันจนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
กรณีใช้คนไทยเป็นตัวแทนเพื่อให้ต่างชาติได้มาซึ่งที่ดิน ยังเกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับ
แต่ไม่ใช่ว่าการลงทุนของต่างชาติทุกกรณีเป็นสิ่งผิดกฎหมาย นักลงทุนต่างชาติยังสามารถลงทุนในไทยได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย ปัญหาอยู่ที่การใช้ “ชื่อคนไทย” บังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด และให้ต่างชาติเป็นผู้ควบคุมธุรกิจหรือทรัพย์สินจริง
“จับนอมินี”ต้องไปให้ถึง“รื้อระบบ”
ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า 6 เฟสแรก ตรวจสอบเป้าหมายไปแล้ว 272 แห่ง จับกุมผู้ต้องหา 270 คน และมีทรัพย์สินที่ยึดอายัดหรืออยู่ระหว่างตรวจสอบมูลค่ากว่า 2,839 ล้านบาท เมื่อรวมกับเฟส 7 ยิ่งสะท้อนขนาดของปัญหาในเมืองท่องเที่ยว
บทเรียนจากทั้ง 7 เฟสชี้ว่า การจับกุมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหากจับคนไทยที่ถือหุ้นแทนได้ บริษัทหนึ่งแห่ง หรือยึดทรัพย์บางแปลง แต่ยังปล่อยให้ “ระบบจัดตั้งนอมินี” ดำเนินต่อไป เครือข่ายใหม่ก็สามารถเกิดขึ้นแทนได้
5 แนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
มาตรการระยะยาวจึงควรเดินอย่างน้อย 5 แนวทาง
1.ตรวจเงินก่อนตรวจหุ้น การถือหุ้น 51:49 อาจถูกจัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงคือ คนไทยที่ถือหุ้นมีเงินลงทุนจริงหรือไม่ เงินมาจากไหน ใครเป็นผู้โอน และใครเป็นผู้รับผลตอบแทน
2.สร้างฐานข้อมูลกลาง “บริษัท-บุคคล-ที่ดิน-เงิน” กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน สรรพากร ตำรวจ ตม. ดีเอสไอ และหน่วยงานด้านการเงินควรเชื่อมข้อมูล เพื่อให้เห็นบุคคลที่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นจำนวนผิดปกติ บริษัทที่ใช้ที่อยู่ซ้ำกัน หรือกลุ่มบริษัทที่ซื้อที่ดินจำนวนมากผิดจากขนาดธุรกิจ
3.ไล่ตรวจผู้ประกอบวิชาชีพที่เป็น “ต้นน้ำ” หากพบสำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี หรือผู้จัดทำเอกสารที่ช่วยสร้างโครงสร้างนอมินีซ้ำ ๆ ต้องตรวจสอบถึงบทบาทและดำเนินคดีหากพบหลักฐาน เพราะการจับเพียง “คนถือหุ้นแทน” โดยไม่ตัดต้นน้ำ เท่ากับปล่อยให้เครื่องจักรผลิตนอมินียังทำงานต่อ
4. จัดการทรัพย์สินให้ถึงที่สุด การยึดหรืออายัดเป็นเพียงขั้นตอนแรก หากพิสูจน์ได้ว่าที่ดินได้มาโดยไม่ชอบ กฎหมายเปิดทางให้เข้าสู่กระบวนการจำหน่ายที่ดินตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยกรมที่ดินมีอำนาจดำเนินการกับที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงกรณีถือแทนคนต่างด้าว
5. สร้างระบบเตือนภัยก่อนจดทะเบียน ไม่ใช่รอให้เกิดคดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เริ่มใช้มาตรการให้ผู้ถือหุ้นแสดงหลักฐานทางการเงินและยืนยันการลงทุนจริง ซึ่งมีรายงานว่าช่วยลดการจดทะเบียนนอมินีลงอย่างมีนัยสำคัญ การพัฒนาระบบคัดกรองความเสี่ยงก่อนบริษัทเข้าสู่ระบบจึงควรเป็น “ด่านแรก” ของการป้องกัน
ท้ายที่สุด การปราบนอมินีไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการต่อต้านการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะประเทศไทยยังต้องการเงินทุน เทคโนโลยี และนักลงทุนต่างชาติ สิ่งที่รัฐต้องทำให้ชัดคือ เปิดประตูให้ทุนต่างชาติที่ลงทุนอย่างถูกต้อง แต่ปิดช่องให้ทุนสีเทาใช้คนไทยเป็นฉากบังหน้า
ปฏิบัติการกวาดล้างนอมินีต่างด้าว 7 เฟสที่ผ่านมา จึงไม่ควรถูกวัดความสำเร็จจากจำนวนหมายค้น จำนวนผู้ต้องหา หรือมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้เท่านั้น หากแต่ต้องวัดจาก หลังปฏิบัติการจบลงแล้ว บริษัทนอมินีจะลดลงจริงหรือไม่ ที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบจะถูกจัดการอย่างไร และกลไกที่เคยเปิดช่องให้ทุนต่างชาติใช้ชื่อคนไทยเป็นเจ้าของแทนจะถูกปิดลงได้จริงเพียงใด
เพราะหากรัฐยังต้อง “เปิดเฟสใหม่” ไล่จับนอมินีในเมืองท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ โดยไม่สามารถตัดต้นน้ำของการจัดตั้งบริษัท ปิดช่องทางการเงิน และจัดการทรัพย์สินปลายทางได้เด็ดขาด ปัญหาก็อาจไม่ต่างจากการ“ตัดกิ่ง” แต่ปล่อยให้ “ราก” ของเครือข่ายทุนสีเทายังคงอยู่
และนี่คือบททดสอบสำคัญว่า ปฏิบัติการ 7 เฟสจะเป็นเพียง มหกรรมกวาดล้างระยะสั้น หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ “รื้อระบบนอมินี” อย่างจริงจังและยั่งยืน



