วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ชำแหละ 13 ปมข้อพิรุธ เดิมพันโกง สว. คณะ 26 ‘ชงฟ้อง-ยุบพรรค’

เดิมพันโกงสว.‘ชงฟ้อง-ยุบพรรค’ ชำแหละ 13 ปม กลโกง สว. นับถอยหลังส.ค.ชี้ชะตา จับตาฟัน “กลุ่มน้ำเงินอ่อน” ข้อมูลคณะ 26 ชงฟ้องโกงพ่วงยุบพรรค

KEY POINTS

  • คณะกรรมการไต่สวนฯ คณะที่ 26 ของ กกต. สรุปข้อพิรุธ 13 ประเด็นสำคัญที่ชี้ว่ามีการทุจริตเลือกตั้ง สว. อย่างเป็นระบบ โดยมีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง
  • ข้อกล่าวหาพุ่งเป้าไปที่ขบวนการซึ่งนำโดยกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่วางแผนจัดตั้งผู้สมัคร จ่ายเงิน และทำโพย เพื่อให้ได้ สว. ในเครือข่ายตนเองกว่า 130 คน
  • คณะ 26 เสนอให้ กกต. ชุดใหญ่ส่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้อง 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 91 คน
  • ผลการตัดสินใจของ กกต. ชุดใหญ่ถือเป็นเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะหากส่งฟ้องตามข้อเสนอ อาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับ สว. และอาจถึงขั้นยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง

ชำแหละ 13 ปมข้อพิรุธ เดิมพันโกง สว. คณะ 26 ‘ชงฟ้อง-ยุบพรรค’

หากยึดตามไทม์ไลน์ การพิจารณาคดีโกงเลือก สว. จะจบภายในเดือน ส.ค.2569 ตามคำยืนยันของ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งถือเดิมพันของคนบนกระดานการเมือง

หาก “กกต.ชุดใหญ่” มีมติส่งฟ้อง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เอาผิดผู้อยู่ในขบวนการโกง สว. 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 91 คน อาจเกิดจุดเปลี่ยนทางการเมือง

อีกทางหนึ่ง หาก กกต.ชุดใหญ่ ยึดตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เห็นว่า ข้อกล่าวหาโกง สว. ไม่มีมูลความผิด อาจทำให้ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น เดิมพันเกมอำนาจทางการเมือง จึงอยู่ในมือของ “7 อรหันต์” กกต.ชุดใหญ่ ที่จะชี้ขาดว่า จะส่งสำนวนคดีโกง สว.ให้ศาลพิจารณาหรือไม่ หรือจะเอาผิดแค่บางคน ซึ่งจัดอยู่ในหมวด “สีน้ำเงินอ่อน” เพื่อรักษาอำนาจของเครือข่ายสีน้ำเงินเอาไว้

อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่าเหตุใดผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว หวาดกลัวข้อมูลของ “คณะ 26” ถึงขั้นเชื่อกันว่า มีการตั้ง “อนุกรรมการฯ คณะที่ 36” มาหักล้างตัดตอนรายงานการไต่สวนของ “คณะ 26”

โดยข้อมูลของ “คณะ 26” มุ่งไปที่ 13 ประเด็นหลัก ทิ่มทะลุกล่องดวงใจของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ประกอบด้วย 

1.หัวเรือใหญ่ที่ดำเนินการเรื่อง “โกง สว.” เป็นกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองหนึ่ง ระดมสมองวางแผนกันอย่างจริงจัง

2.จัดทำแฟลชไดรฟ์ นำไปเปิดในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ณ ที่ทำการพรรค โดยมีทั้งหัวหน้าพรรค และผู้นำจิตวิญญาณร่วมประชุมด้วย

3.ข้อมูลละเอียดถึงขัั้นว่า หากไปถึงศาล สามารถ “เดินเผชิญสืบ” ได้เลย เพราะมีการอ้างถึงรายละเอียดว่า ห้องประชุมอยู่ชั้นไหน มีจอโปรเจกเตอร์ตรงไหน มุมไหน

4.พยานหลักฐานส่วนหนึ่งเป็น “คำบอกเล่า” เพราะขบวนการวางแผนฮั้ว ระมัดระวังทุกข้นตอน มีการสั่งเก็บโทรศัพท์มือถือของทุกคนก่อนเข้าประชุมทุกครั้ง

5.แผนที่วางเอาไว้ เริ่มดำเนินการก่อนรับสมัคร และก่อนเลือกตั้งระดับประเทศประมาณ 2 เดือน จัดหาตัวผู้สมัครทั่วประเทศ เพื่อการันตีว่า เมื่อผ่านระดับอำเภอ จังหวัด ขึ้นมาถึงระดับประเทศ เลือกไขว้ข้ามกลุ่มกันอย่างไร ก็จะมีคนในเครือข่ายได้มาเจอกัน

6.กำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ ในการเลือกขั้นต้น จังหวัดละ 1 ล้านบาท มีข้อมูลว่า “รับเงินสดกันที่พรรค”

7.จ่ายโหวตเตอร์ 10,000-50,000 บาท ในระดับอำเภอและจังหวัด ส่วนระดับประเทศ 200,000 บาท

8.แต่ละกลุ่มอาชีพ จ่ายไม่เท่ากัน ขึ้นกับความยากง่ายในการหาคนมาสมัคร

9.มีการทดลองระบบ ด้วยการจัดตั้งจังหวัดสำคัญๆ ก่อน เช่น พิจิตร อ่างทอง อุทัยธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ เลย บึงกาฬ สตูล พระนครศรีอยุธยา

10.ผู้ประสานงานกลางทั้งประเทศ คือ “เจ๊ ร.” ซึ่งเป็นแกนนำพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ก่อนถึงตัว “เจ๊ ร.” ต้องผ่านทีมกลั่นกรอง คือ “นาง ร.” ชื่อเล่น “น.” โดย “นาง ร.” ที่ว่านี้ มีชื่อเคยถูกดำเนินคดีอาญาฐานอั้งยี่ ฟอกเงิน ในสำนวนของดีเอสไอ ที่ส่งให้อัยการ แต่อัยการตีกลับสำนวน

11. กระบวนการฮั้ว จัดทำโพย เลือกตามโพย จนได้ตัวเลขชุดเดียวกันอย่างผิดธรรมชาติ เป็นไปตามข่าวที่เปิดโปงไปแล้วทั้งหมด

12.หลังเลือกเสร็จ และประกาศรับรองผล มีพยานยืนยันว่า สว.ใหม่ต้องไปรับนโยบายจากผู้นำจิตวิญญาณ ณ โรงแรมหรูแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่ใกล้ไม่ไกลอนุสาวรีย์ชัยฯ

ทั้งนี้ ในการประชุมมีการวางตัวประธาน รองประธาน และประธานคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ เรียบร้อย รวมถึงการวางตัว มาจากข้อตกลงที่เจรจากันไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มขบวนการฮั้ว ใช้สัดส่วน 1 : 20 ในการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ

13.ความเห็นของ “คณะ 26” ยืนยันไว้ในรายงานว่า “ปากคำพยานมีรายละเอียดในการดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอนอย่างมีเหตุมีผล”

ขณะเดียวกันยังพบความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่” ของพรรคการเมือง จับมือแกนนำพรรค จัดตั้งขบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. ในสังกัด โดยร่วมกันคิดค้นระบบและสูตรคำนวณ บันทึกแฟลชไดรฟ์ นำไปเปิดหารือ และจัดอบรมแบบออฟไลน์ ซึ่งวางแผนตั้งแต่เดือน เม.ย.2567 นำไปรายงานในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค พร้อมการันตีคะแนนโหวตรอบไขว้ไว้ที่ 60 คะแนน (ระดับหัวกะทิ)

ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายให้ได้ สว. จำนวน 110-120 คน แต่ผลออกมาจริงๆ ได้ สว.เกินเป้า อยู่ระหว่าง 130-140 คน 

สำหรับขั้นตระเตรียมการ มีการสั่งการให้ สส.และหัวคะแนนระดับพื้นที่จัดหาผู้สมัครลงครบทุกอำเภอ ทุกกลุ่มอาชีพ ตามแผนคือ ไม่ว่าจะจับสลากเลือกไขว้ไปเจอสายไหน ก็จะมีคนของเครือข่ายตนเองรอโหวตให้

โดยวางกติกาว่า หาก “หัวหน้าทีม” พื้นที่ใด รวบรวมโหวตเตอร์ในทีม เพื่อเลือกระดับประเทศได้ 15-20 คน จะได้โควตาเป็น “สว. ตัวจริง 1 คน”

ผู้สมัครในเครือข่ายทุกคน ต้องเซ็น “ใบลาออกจากตำแหน่ง สว.” ไว้ล่วงหน้า โดยไม่ลงวันที่ พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน เพื่อป้องกันการแตกแถวในภายหลัง

ขั้นตอนลงมือปฏิบัติ มีการจัดติวเข้ม และทำ “โพยฮั้ว” นำผู้สมัครไปเก็บตัวในรูปแบบสัมมนาตามโรงแรม และรีสอร์ทต่างๆ เลือกโรงแรมในรัศมี 30-100 กิโลเมตรจากเมืองทองธานี (เช่น อยุธยา นครนายก ปทุมธานี)

พร้อมกับมีทีมงาน “ติวเตอร์” เข้าควบคุม ยึดโทรศัพท์มือถือ และสั่งให้ผู้สมัครใช้ไม้บรรทัดตีตารางคัดลอกหมายเลขลงใน “สมุดแนะนำตัว (สว.3)”

ทั้งนี้หลังประกาศผล ได้จำนวน สว.ตามแผน นัดรวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ไม่ไกลอนุสาวรีย์ชัยฯ รับนโยบายจาก “ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคการเมือง” พร้อมวางตำแหน่งประธาน รองประธาน และประธาน กมธ. 21 คณะ

หากเรื่อง “โกง สว.” มีการวางงานกันมาจริง กกต.จะไม่มีทางลงมติไปในทางเดียวกับ “คณะ 26” อย่างแน่นอน เพราะผลของมัน ไม่ใช่แค่เอาผิด สว.ตัวจริง และแกนนำพรรคการเมือง แต่มันไปไกลถึง“ยุบพรรค”กันเลยทีเดียว