วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

จุดอ่อน ‘ชัยชนะ’ จุดเสี่ยง ‘ปชป.’  โจทย์ท้าทาย ‘มาตรฐานพรรค’

ปม "ชัยชนะ" กลายเป็นคำถามถึงมาตรฐานของ "ประชาธิปัตย์" ว่าจะจัดการกับสมาชิกตัวเองอย่างไร ที่สัมพันธ์ถึงการกอบกู้ "ศรัทธา" คงฐานการเมืองที่มั่นแดนใต้

KEY POINTS

  • คดีที่ "ชัยชนะ เดชเดโช" สส. ประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายตำรวจ กลายเป็นจุดเสี่ยง และบททดสอบสำคัญของพรรคที่กำลังพยายามกอบกู้ศรัทธา
  • แม้ขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชัดว่าจะทำอย่างไร ต่อกรณีของ "สส." ในสังกัด เพราะต้องรอหารือ กรรมการบริหาร  ทำให้ถูกมองว่าเป็นความท้าทายต่อ "มาตรฐานทางจริยธรรม" ของพรรคในการจัดการกับสมาชิกของตนเอง
  • เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดอ่อนที่อาจถูกคู่แข่งทางการเมืองนำไปขยายผลโจมตี และส่งผลกระทบต่อความพยายามของพรรคในการทวงคืนฐานเสียงในภาคใต้

คดีทำร้ายร่างกายตำรวจของ “ชัยชนะ เดชเดโช” อาจไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ “ประชาธิปัตย์” ในวันที่พรรคต้องเร่งกู้ศรัทธา และทวงคืนฐานเสียงภาคใต้ 

การขยับตรวจสอบของ “อภิสิทธิ์” จึงไม่ใช่แค่การจัดการปัญหาภายใน แต่เป็นการสกัด “จุดอ่อน” ก่อนถูกคู่แข่งขยายผล เป็นบาดแผลทางการเมือง

การเมืองภาคใต้กำลังกลับเข้าสู่โหมดแข่งขันหนัก แบบไม่มีพื้นที่เสาไฟฟ้าในอดีต โดยเฉพาะกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่กำลังพยายามปัดฝุ่นแบรนด์การเมืองเก่า สร้างภาพพรรคใหม่ และทวงคืนความเชื่อมั่นจากฐานเสียงเดิม หลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ดังนั้น กรณี “ชัยชนะ เดชเดโช” สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรค ที่ถูกกล่าวหาว่า ทำร้ายร่างกาย พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และมีการแจ้งความดำเนินคดี จึงไม่อาจเป็นเพียง “เรื่องส่วนตัวของนักการเมืองกับตำรวจ” ได้อีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปฏิกิริยาของประชาธิปัตย์ครั้งนี้แตกต่างจากการปล่อยให้ปัญหาบางเรื่องค่อยๆ เงียบหายไปเหมือนในอดีต

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมอบหมาย “พงศกร ขวัญเมือง” โฆษกพรรค ติดต่อพูดคุยกับชัยชนะ ขณะที่ “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” เลขาธิการพรรค และ “สกลธี ภัททิยกุล” รองหัวหน้าพรรค ออกมายืนยันว่า พรรคจะตรวจสอบรายละเอียด และข้อเท็จจริง โดยขอเวลา 1-2 วัน ก่อนชี้แจงต่อสังคม

จุดอ่อน ‘ชัยชนะ’ จุดเสี่ยง ‘ปชป.’   โจทย์ท้าทาย ‘มาตรฐานพรรค’

ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่เพียงว่าคดีจะจบอย่างไร แต่อยู่ที่ว่า “ประชาธิปัตย์จะจัดการกับสมาชิกของตัวเองอย่างไร” เพราะพรรคกำลังถูกจับตาถึงมาตรฐานทางการเมืองว่า จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคนหรือไม่

เลขาฯ “ชัยวุฒิ” ยืนยันว่า พรรคไม่ได้เพิกเฉย แต่ต้องดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับ ตั้งกรรมการตรวจสอบ รับฟังข้อมูลรอบด้าน และในส่วนคดีความต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า โดยพรรคจะไม่แทรกแซงหรือก้าวก่าย

ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ.2567 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรค กำหนดให้สมาชิกต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษา และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ประพฤติตนอยู่ภายใต้กรอบจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม วางตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน เคารพสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล รวมถึงไม่แสดงกิริยาหรือใช้วาจาไม่สุภาพ อาฆาตมาดร้าย หรือเสียดสีบุคคล

ข้อบังคับยังวางกลไกตรวจสอบ ตั้งแต่การรับข้อมูล การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ไปจนถึงบทลงโทษ ตั้งแต่การตำหนิ ภาคทัณฑ์ การห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 6 เดือน และในกรณีร้ายแรงอาจนำไปสู่การลงมติขับออกจากพรรค

แต่มี “ช่องว่าง” ที่น่าสนใจ เพราะมาตรการลงโทษที่เขียนไว้อย่างชัดเจน เน้นไปที่กรณี การละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ขณะที่กรณีทำร้ายร่างกายไม่ได้ถูกระบุไว้โดยตรง

จุดอ่อน ‘ชัยชนะ’ จุดเสี่ยง ‘ปชป.’   โจทย์ท้าทาย ‘มาตรฐานพรรค’

นี่จึงกลายเป็นโจทย์ ที่ต้องตีความว่า พฤติกรรมของ ชัยชนะ จะสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่หมวด “หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อพรรคของสมาชิก” ซึ่งกำหนดให้สมาชิกต้องรักษาชื่อเสียงของพรรค และไม่กระทำการใดที่นำความเสื่อมเสียมาสู่พรรค ได้หรือไม่

หากตีความได้ ประชาธิปัตย์ก็มี “เครื่องมือ” อยู่ในมือ 

แต่หากตีความไม่ได้ พรรคก็ต้องตอบให้ได้ว่า มาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคครอบคลุมเพียงพฤติกรรมบางประเภท หรือครอบคลุมถึงการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์พรรคด้วย

นี่ต่างหากคือ บททดสอบที่แท้จริง

ที่สำคัญ ไม่ใช่ครั้งแรก... ประเด็นที่ทำให้เรื่องของ “ชัยชนะ” มีน้ำหนักทางการเมืองมากขึ้นคือ กรณีนี้ถูกมองว่าเป็น เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2

หากพรรคกำลังอยู่ในช่วง “รีแบรนด์” การเกิดเหตุในลักษณะนี้ซ้ำ และยิ่งเกิดขึ้นในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ประชาธิปัตย์ต้องต่อสู้กับทั้ง ภูมิใจไทยและกล้าธรรม ยิ่งไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะแค่คู่แข่งหยิบเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมา “ขยายแผล” ก็เพียงพอแล้ว

ยิ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกับที่ชัยชนะมีฐานทางการเมือง การจัดการคดี ย่อมถูกจับตาเป็นพิเศษ

หลังเกิดเหตุ มีรายงานว่าชัยชนะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความสนิทสนมกัน และมีท่าทีว่าจะยุติเรื่อง แต่เรื่องกลับไม่จบ เมื่อรองผู้กำกับฯ เข้าแจ้งความดำเนินคดีในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกัน มีข้อสั่งการจาก ผบ.ตร. ให้ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 นำคณะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ตรงนี้เองที่เรื่องส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนสถานะเป็น “เรื่องสาธารณะ”

เพราะเมื่อมีทั้งการแจ้งความ การตรวจสอบในระดับกองบัญชาการ และผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามเรื่อง อำนาจ อิทธิพล และความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่

แม้สุดท้ายคดีอาจจบลงด้วยการเปรียบเทียบปรับ แต่ “ภาพจำ” ทางการเมืองอาจไม่จบตามไปด้วย

จุดอ่อน ‘ชัยชนะ’ จุดเสี่ยง ‘ปชป.’   โจทย์ท้าทาย ‘มาตรฐานพรรค’

อีกจุดที่ประชาธิปัตย์ต้องระวังคือ “จังหวะเวลา” เพราะเมื่อสภาฯ เปิดสมัยประชุม ประเด็นนี้มีโอกาสถูกนำกลับมาขยายผลได้ทันที ทั้งในพื้นที่สภาฯ และนอกสภาฯ

คู่แข่งทางการเมืองไม่จำเป็นต้องโจมตีว่าชัยชนะ “ผิดกฎหมาย” หากกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด เพียงตั้งคำถามว่า “นักการเมืองควรมีมาตรฐานพฤติกรรมสูงกว่าประชาชนทั่วไปหรือไม่” หรือ “พรรคที่ประกาศฟื้นศรัทธา และยกระดับมาตรฐานการเมือง จะจัดการกับสมาชิกที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมรุนแรงอย่างไร” แค่นี้ก็เพียงพอจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองแล้ว

และหากเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับประเด็นจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อกว่าคดีอาญาเสียอีก

 การเมืองภาคใต้ในวันนี้ เปลี่ยนไปมาก อดีตที่ประชาธิปัตย์เคยมีสถานะเป็น “เจ้าของพื้นที่” ไม่ได้หมายความว่าคะแนนเสียงจะถูกล็อกไว้กับพรรคอีกต่อไป วันนี้มีทั้งภูมิใจไทย กล้าธรรม และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นที่พร้อมแทรกตัวเข้าไปทุกเขตเลือกตั้ง

โดยเฉพาะภูมิใจไทยที่สามารถใช้เครือข่ายฝ่ายปกครอง การเมืองท้องถิ่น และฐานบ้านใหญ่เป็นแรงส่งทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กล้าธรรมเองก็มีเครือข่ายการเมืองที่พร้อมขยายฐาน ประชาธิปัตย์จึงไม่มีสิทธิพลาดง่ายๆ

สิ่งที่ประชาธิปัตย์ควรทำคือ เปิดข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งปล่อยให้พื้นที่ข้อมูลถูกเติมด้วยข่าวลือมากเท่าไร ก็ยิ่งเสียหายมากขึ้นเท่านั้น

“อภิสิทธิ์” จึงไม่ได้กำลังแก้ปัญหาของชัยชนะคนเดียว แต่โจทย์เรื่องนี้ใหญ่กว่าการจัดการสมาชิกคนหนึ่ง แต่คือ การพิสูจน์ว่า ประชาธิปัตย์ยุคใหม่จะเอาจริงกับมาตรฐานของคนในพรรคแค่ไหน

จุดอ่อน ‘ชัยชนะ’ จุดเสี่ยง ‘ปชป.’   โจทย์ท้าทาย ‘มาตรฐานพรรค’

ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด พรรคก็ต้องกล้าพูดให้ชัด หากพบพฤติกรรมที่ขัดต่อข้อบังคับ พรรคก็ต้องกล้าดำเนินการ และถ้าข้อบังคับมีช่องโหว่ ก็ถึงเวลาต้องแก้ ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตีความ 

เพราะการ “ฟื้นประชาธิปัตย์” ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนหัวหน้าพรรค เปลี่ยนกรรมการบริหาร หรือเปลี่ยนคำขวัญ แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนเชื่อว่า คนของพรรคต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับที่พรรคเรียกร้องจากนักการเมืองคนอื่น

กรณี “ชัยชนะ” จึงกำลังกลายเป็นมากกว่าคดีหนึ่ง แต่เป็น “บททดสอบแรกๆ ของประชาธิปัตย์ยุคอภิสิทธิ์” ว่าจะเลือกปกป้อง “คน” หรือรักษา “มาตรฐาน” เพราะในสนามเลือกตั้งภาคใต้ที่กำลังเดือดขึ้นทุกวัน ความผิดพลาดของนักการเมืองหนึ่งคน อาจกลายเป็นต้นทุนของทั้งพรรค

หากประชาธิปัตย์ไม่รีบปิด “จุดอ่อน” ตั้งแต่วันนี้…แผลของชัยชนะ อาจลามไปถึง “ชัยชนะของประชาธิปัตย์” ในสนามเลือกตั้งแดนใต้ได้ในที่สุด

 

 

 

 พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์