โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” วันนี้ นอกจากจะนำพาประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤติเศรษฐกิจรอบด้านแล้ว ยังรวมถึงการขันน็อตมาตรการของรัฐ - อัปเกรดหน่วยราชการ เพื่อให้สังคมสงบสุข
โดยล่าสุด มีแนวคิดแก้ไข "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490” อีกครั้ง หลังจากที่เคยผ่านการแก้ไขมาแล้ว 9 ครั้ง ในห้วง 79 ปีที่บังคับใช้ เหตุเพราะมีประเด็นการก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรงต่อเนื่องจาก “อาวุธปืน” และสังคมตั้งคำถามถึงการควบคุมที่ “มหาดไทย” ฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบดูแล
“ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เผยถึงไฮไลต์ที่ต้องแก้คือ การจัดระบบเช็คลิสต์อาวุธปืน ตั้งแต่นำเข้า - จำหน่าย-ผู้ถือครอง-ใบอนุญาต-โอน ให้เรียลไทม์ทุกระบบ และครอบคลุมการถือครองทั้งระดับบุคคล ธุรกิจพาณิชย์ สถานให้บริการยิงปืน หวังปิดช่องโหว่ของปัญหาทั้งหมด
โดยก่อนหน้านั้น กระทรวงมหาดไทยโดย กรมการปกครอง ร่วมประชุมกับหลายหน่วยงาน และมีมติร่วมกันแก้ไขกฎหมายอาวุธปืน และล่าสุดในระบบกลางทางกฎหมาย เผยแพร่เนื้อหาของการแก้ไขกฎหมายอาวุธปืน ชั้นหลักการเพื่อรับฟังความเห็น ระหว่าง 12 สิงหาคม -10 กันยายน 2569
หลักการของร่างกฎหมายอาวุธที่เตรียมแก้ไข ย้ำชัดถึงการปรับปรุงรายละเอียดรวม 13 ประเด็น ที่กระทบถึงประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบธุรกิจอาวุธปืน และนักกีฬายิงปืน แต่ปัจจุบันระบบยังไม่เปิดให้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่ามีบางส่วนต้องปรับปรุง
13 ประเด็นที่ถูกเผยแพร่ เป็นสารตั้งต้นเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้รัดกุม
มีสาระสำคัญ อาทิ กำหนดหลักเกณฑ์การควบคุมการออกใบอนุญาตให้ทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง นำเข้า ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ ค้า หรือหน่าย ซึ่งอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืน และกำหนดความรับผิดของผู้ได้รับใบอนุญาตที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น กรณีไม่นำอาวุธปืนมาออกใบอนุญาต และกรณีปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นมีหรือใช้อาวุธปืนที่ตนเองได้รับอนุญาต เป็นต้น
พร้อมกับบัญญัติประเด็นที่สร้างแรงจูงใจต่อการนำปืนเถื่อน รวมถึงเครื่องกระสุนที่ถูกครอบครองปัจจุบันเข้าสู่ระบบคือ กำหนดบท “นิรโทษกรรม” ไม่ต้องรับผิดทางอาญาหากนำส่งคืนให้รัฐ และผ่อนปรนให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตครอบครองแต่มีปืนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายสามารถขอใบอนุญาตได้ แต่มีข้อยกเว้นว่า ผู้ครอบครองนั้นต้องไม่ใช่ “อาชญากร-ผู้ต้องหา” ทั้งที่อยู่ระหว่างสอบสวน หรือ ระหว่างพิจารณาคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด
โดยเงื่อนไขนิรโทษกรรมจะมีช่วงเวลากำหนด หากพ้นไปแล้วพบผู้ฝ่าฝืน ให้ถือโทษเป็นสองเท่าของอัตราโทษที่กำหนดไว้
ขณะที่ประเด็นการออกใบอนุญาต ที่เตรียมกำหนดอายุไม่เกิน 3 ปี หากหมดอายุแล้วต้องต่อใหม่ทันที พร้อมกับเตรียมขึ้นค่าออกใบอนุญาต เพิ่มการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้รับใบอนุญาตที่เข้มข้น
เช่น ให้มีหนังสือรับรองการตรวจสุขภาพกายจากสถานพยาบาลของรัฐเท่านั้น หากมีเหตุสงสัยนายทะเบียนท้องที่อาจขอให้ตรวจสุขภาพจิตเพิ่มเติมได้ หรือต้องผ่านทดสอบความรู้ความสามารถใช้อาวุธปืน โดยให้พิจารณาจากหลักฐานแสดงการเข้ารับการฝึกอบรมการใช้อาวุธปืน และทดสอบความรู้ด้านกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เป็นต้น
โดยหวังว่าจะไม่มีใครที่มีใบอนุญาตครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายนำปืนนั้นไปทำผิดกฎหมาย
นอกจากนั้นแล้ว ยังกำหนดความรับผิดของ “ผู้มีใบอนุญาต” ที่ปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นมี หรือใช้อาวุธปืนที่ตนเองได้รับอนุญาต เพื่อให้บุคคลเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ให้ “ปืน” ถูกแอบนำไปใช้ก่อเหตุร้ายแรงใดๆ
ส่วนประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังตั้งคำถามจากสิ่งที่ “อภิสิทธิ์ชน-นักการเมือง” ได้สิทธิถือครอง “อาวุธปืน-เครื่องกระสุน” ได้เกินกว่าบุคคลธรรมดา มีข้อเสนอที่ถูกพูดถึงการเขียนกฎหมายให้ชัด ถึงการจำกัดจำนวนครอบครองของบุคคล
สิ่งที่ “กรมการปกครอง” เตรียมรับฟังความเห็นเพื่อประเมินทิศทาง ปฏิเสธไม่ได้ว่า คือการเพิ่มอำนาจ-ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ที่หลายครั้งพบว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา ขณะเดียวกันยังไม่เห็นเงื่อนไขใดที่จะทำให้ “สังคม” เบาใจได้ว่า การควบคุมจะถูกยกระดับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของประชาชนในปัจจุบันและอนาคต
การจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายนี้ เบื้องต้นคาดว่าอาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ก่อนจะส่งให้สภาฯ พิจารณาในช่วงปลายสมัยประชุม และเมื่อเข้าสู่ชั้นพิจารณาของสภาฯ แล้ว จะได้รับความเห็นพ้อง-เอกฉันท์หรือไม่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดของรัฐบาลบางเรื่อง ยังมีความเห็นแย้ง ทั้งกรณีห้ามพกปืน 100% หรือยิงโจรเข้าบ้านถือว่าผิด ตามที่ “นายกฯอนุทิน” ให้สัมภาษณ์ เพราะอีกด้านมองว่า คือ การลิดรอนสิทธิป้องกันตัวและทรัพย์สินของสุจริตชน ไม่สะท้อนประสิทธิภาพการแก้ปัญหาในปัจจุบัน
ขณะที่กติกาบางอย่างที่ปรับปรุง สร้างภาระเกินสมควรให้แก่ประชาชน นอกจากนั้นแล้วความพยายามออกกฎใหม่เพื่อกำกับ-ควบคุม ที่เข้มงวด บางประเด็นอาจเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ “เรียกรับส่วย-เก็บส่วยปืนเถื่อน” ได้ในอนาคต
เพราะในกฎหมายที่เปิดช่องให้ “เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจ” เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามมาทุกยุคว่า จะใช้ดุลยพินิจอย่างเที่ยงตรงหรือไม่ เพราะไร้มาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ
เมื่อพิจารณาจากประวัติการแก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ทั้ง 9 ครั้ง พบประเด็นที่ยังคงมีความเห็นแย้งในสภาฯ แม้จะเป็นการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในยุคนั้นๆ เช่น
- การแก้ไขครั้งแรกเมื่อปี 2491 เพิ่มความเข้มงวด การส่งออก นำเข้า เปลี่ยนลักษณะอาวุธปืน และขนย้ายข้ามเขตท้องที่ ให้รัดกุมในยุคหลังสงคราม
- แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อปี 2501 แก้ไขนิยาม อาวุธปืน ให้ครอบคลุม ส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืน เพื่อป้องกันการลักลอบแยกชิ้นส่วนมาประกอบเอง
- แก้ไขครั้งที่ 3 ปี 2510 เข้มงวดเรื่องการขออนุญาต ป้องกันไม่ให้ปืนตกอยู่ในมือบุคคลอันตราย
- แก้ไขครั้งที่ 4 ปี 2519 เพิ่มโทษของผู้ครอบครองปืนเถื่อน เข้มงวดเรื่องการตรวจค้นจับกุม
- แก้ไขครั้งที่ 5 ปี 2522 ประเด็นห้ามพกพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีใบอนุญาตพก เว้นมีเหตุจำเป็น
- แก้ไขครั้งที่ 6 ปลายปี 2522 เพิ่มมาตรการตรวจสอบคลังอาวุธ ร้านค้า และโรงงานทำอาวุธ
- แก้ไขครั้งที่ 7 ปี 2530 เพิ่มมาตรการควบคุมอุตสาหกรรมสิ่งเทียมอาวุธ เช่น ปืนเด็กเล่นที่คล้ายปืนจริง และการดูแลดอกไม้เพลิง วัตถุระเบิดที่ใช้ในอุตสาหกรรม
- แก้ไขครั้งที่ 8 ไม่ใช่แก้ พ.ร.บ.โดยตรง แต่การออกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 44 เพิ่มโทษสูงสุด ทั้งจำคุก โทษปรับ คดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและวัตถุระเบิด
- แก้ไขครั้งที่ 9 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุด เมื่อปี 2543 เพื่อปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต ป.3 และ ป.4
- และในปี 2569 เตรียมจะแก้ไขอีกครั้งเป็นรอบที่ 10
ดังนั้น ต้องจับตาว่า “การรื้อใหญ่กฎหมายคุมอาวุธปืน” จะช่วยบรรเทาปัญหาความรุนแรง จากการใช้ ครอบครองอาวุธปืนที่ไม่ถูกกฎหมายได้ ตามโจทย์ที่ “รัฐบาล” ตั้งเป้า และเป็นไปอย่างที่สังคมคาดหวังหรือไม่



