เวที ฝ่ายค้าน เปิดข้อมูลถึงคำพยากรณ์-คาดการณ์ล่วงหน้า จาก "สนช." ต่อแผนการ "ฮั้ว-โกง สว." แม้การทำกฎหมาย สนช. จะเขียนปิดช่อง สุดท้าย "สนช."เองที่รื้อกฎคุมโกง เสียเอง
KEY POINTS
- ประเด็นปัญหาการ "ฮั้ว-บล็อกโหวต" ในการเลือก สว. เคยถูกเตือนมาแล้วตั้งแต่ขั้นตอนการร่างกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี 2560
- กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช. เคยพยายามสร้างกลไกป้องกันการทุจริต เช่น การเลือกไขว้ และมาตรการที่สันนิษฐานว่ามีการสมยอมกันหากมีผู้สมัครได้คะแนนน้อยผิดปกติ
- มาตรการสำคัญในการสกัดการฮั้วผ่านผู้สมัคร "พลีชีพ" (ผู้ได้คะแนนศูนย์) ถูกตัดออกในขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณากฎหมาย
- ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ที่นำมาสู่ปัญหา เลือก สว. ที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม ที่เป็นปัญหาอย่างในปัจจุบัน
ความพยายามของฝ่ายค้าน นำโดย “พรรคประชาชน” และเครือข่ายภาคประชาสังคม ในการเปิดข้อมูลเพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่า มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” อาจเกิดการทุจริตในการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาขยายภาพ คือคำถามว่า ปัญหา “ฮั้ว-บล็อกโหวต” ในการเลือก สว. ถูกมองเห็น และถูกเตือนมาก่อนแล้วหรือไม่ และที่สำคัญคือ กติกาที่ออกแบบขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 เคยพยายามปิดช่องเหล่านี้อย่างไร ก่อนจะมีบางมาตรการถูกตัดออกในขั้นตอนสุดท้าย
เวทีล่าสุดได้เชิญ “ปุรวิชญ์ วัฒนสุข” นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาวิจัยและติดตามบทบาทของวุฒิสภาไทย ร่วมเปิดข้อมูลจากงานวิจัยและเอกสารการประชุมในอดีต
ปุรวิชญ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีก่อน จะพบว่าเรื่อง “ฮั้วเลือก สว.” ไม่ใช่ประเด็นที่เพิ่งถูกพูดถึงหลังการเลือก สว.ปี 2567 แต่มีการอภิปรายและเตือนกันตั้งแต่ตอนที่กำลังออกแบบกติกา
* สมาชิก สนช.เตือนกันตั้งแต่ปี 2560
หลักฐานสำคัญอยู่ในรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ครั้งที่ 68/2560 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หน้า 57-87 อภิปรายถึงระบบ “เลือกกันเอง” ของ สว. ในครั้งนั้น สมาชิก สนช. 2 คน อภิปรายถึงช่องโหว่ที่เปิดทางให้เกิด “ล็อกโหวต-บล็อกโหวต-ฮั้วกัน” ตั้งแต่ต้น
ปุรวิชญ์ระบุว่า ในเอกสารการประชุมมีการพูดถึงภาพที่รุนแรงถึงขั้นว่า หากใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ก็อาจสามารถ “ยึดประเทศ” ได้ ขณะที่การส่งคนเข้าไปสมัครเพื่อให้เสียสละคะแนน หรือที่ในเวลานั้นใช้คำว่า “กามิกาเซ่” ถูกมองเห็นเป็นความเสี่ยงตั้งแต่แรก
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ที่วางแผนจัดตั้งกลุ่มผู้สมัครอาจไม่จำเป็นต้องสนใจว่า คนเหล่านั้นจะได้รับเลือกหรือไม่ เพราะมีการวางตัวและกำหนดคนที่ต้องการไว้แล้ว โดยมี “โค้ช” หรือผู้ควบคุมคอยจัดการ
เมื่อย้อนกลับมาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือก สว.ปี 2567 จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ระบบที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ปลายปี 2560 อาจเปิดช่องให้เกิดการฮั้วได้ตั้งแต่แรกหรือไม่
"ในเอกสารระบุคำพูดของ สนช.ว่า กระบวนการแบบนี้ 5,000 ล้านบาทยึดประเทศได้ ส่วนกระบวนการฮั้วที่มีคำพูดว่าพลีชีพ แต่สมัย สนช.ใช้คำว่ากามิกาเซ่ แสดงว่าเห็นร่องรอยตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว และบอกด้วยว่า คนเหล่านี้ที่จัดตั้งเข้ามา ไม่สนว่าจะเลือกใคร เว้นแต่คนที่เขากำหนดให้แล้ว เพราะมีโค้ชคอยจัดการ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เท่ากับว่าระบบนี้ออกแบบให้เกิดการโกง การฮั้วได้ตั้งแต่ปลายปี 2560 แล้ว”
“มีชัย”เคยยอมรับโจทย์ใหญ่คือเรื่องฮั้ว
หากย้อนกลับไปดูรายละเอียดการอภิปรายในวันนั้น จะพบว่าแม้แต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้วางระบบการได้มาซึ่ง สว. ก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าวเป็นอย่างดี
ในการประชุม สนช. วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ขณะพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดย "มีชัย" อธิบายว่า ก่อนหน้านั้นประเทศไทยเคยใช้ระบบได้มาซึ่ง สว.หลายรูปแบบ
1.ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งมีปัญหาเรื่องการซื้อเสียง 2. การสรรหาทั้งหมด ซึ่งมีปัญหาเรื่องการบล็อกโหวต และ 3.ระบบผสมระหว่างการสรรหากับการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีช่องว่างที่อาจทำให้เกิดการทุจริตหรือฮั้วกันได้ง่าย
ส่วนระบบ “เลือกกันเอง” ออกแบบเพื่อลดความเสี่ยงของการฮั้ว จำกัดจำนวนผู้ที่สามารถเลือกได้ เพื่อให้การรวมกลุ่มหรือการฮั้วทำได้ยากขึ้น
"เราพยายามลดความเสี่ยงฮั้ว ไม่ให้ฮั้วกันได้ง่าย ทั้งใช้วิธีจับสลาก การเลือกไขว้ ใช้วิธีเลือกจำกัด เพื่อให้แตกกระจายออกไปให้ได้ แล้วถ้าฮั้วกัน จะฮั้วกันไปไม่ได้ตลอด”
"มีชัย" ยังขอให้ สนช.ช่วยกันคิดต่อว่า จะทำอย่างไรเพื่ออุดช่องโหว่ ไม่ให้ใครสามารถใช้เล่ห์เพทุบาย หรือหาวิธีหลบกติกาได้
* 2 สนช.เตือน “ขนคน”มาบล็อกโหวต
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวาระแรกของการอภิปรายครั้งนั้น สมาชิก สนช.อย่าง “กล้านรงค์ จันทิก” และ “สมชาย แสวงการ” กลับมองเห็นปัญหาอีกด้านอย่างชัดเจน
กล้านรงค์ตั้งข้อสังเกตถึงการเปิดช่องให้มี “กลุ่มอื่นๆ” และให้อำนาจ กกต.กำหนดรายละเอียด เพื่อให้คนจากหลากหลายอาชีพสามารถสมัครได้ ปัญหาที่น่ากังวลคือ หากเปิดกว้างเกินไป ก็อาจกลายเป็นช่องให้มีการ “ขนคน” เข้ามาสมัครจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบล็อกโหวต
คำถามสำคัญของกล้านรงค์ในเวลานั้น คือ หากจะหนีปัญหา แต่เจอกับนักการเมืองที่วางแผนล่วงหน้า เตรียมการมาดี ระบบใหม่จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
“จะหนีปัญหาการซื้อเสียง หรือบล็อกโหวต จะเกิดผลหรือไม่ หากเจอกับนักการเมืองที่เขามองอยู่ และวางแผนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ระบบนี้น่ากังวลว่า จะแก้ปัญหาได้ไม่ดีกว่าระบบเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง” กล้านรงค์ อภิปรายไว้ต่อที่ประชุม สนช.เมื่อ 9 ปีที่แล้ว
ด้าน สนช.-สมชาย แสวงการ แสดงความกังวลไม่ต่างกัน โดยมองว่าฝ่ายการเมืองอาจหาวิธี “ล็อกโหวต” คล้ายกับการซื้อเสียงในอดีต
แม้กฎหมายจะกำหนดบทลงโทษรุนแรง ทั้งจำคุก ปรับเงิน และตัดสิทธิทางการเมือง แต่สมชายตั้งข้อสังเกตว่า ในโลกความเป็นจริง การกำหนดโทษหนักไม่ได้หมายความว่าคนจะไม่กล้าทำผิด เพราะในอดีตกฎหมายที่มีโทษรุนแรงก็ไม่ได้ทำให้ผู้กระทำผิดทุกคนหวาดกลัว
* จาก “อุดช่อง” สู่มาตรการสกัดการฮั้ว
ทว่า ระหว่างอภิปราย มีชัย ฤชุพันธุ์ พยายามชี้แจงว่า หลักการของระบบนี้ต้องการเปิดโอกาสให้คนธรรมดาที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพสามารถสมัครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ และหากนักการเมืองใช้เล่ห์เหลี่ยม ทำอะไรที่เกินกว่าที่ผู้ร่างคาดคิด จำเป็นต้องมีกติกาและบทลงโทษเข้ามารับมือ
เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมี “สมคิด เลิศไพฑูรย์” เป็นประธาน จึงมีการเพิ่มมาตรการเพื่ออุดช่องต่างๆ ทั้งการให้อำนาจ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร เพื่อป้องกันการ “ขนคน” เข้ามาสมัคร การกำหนดระบบ “เลือกไขว้” เพื่อสกัดการฮั้ว และที่สำคัญ คือมาตรการป้องกันการส่งคนเข้ามา “พลีชีพ” หรือ “กามิกาเซ่”
กติกาที่วางไว้ในเวลานั้นกำหนดว่า หากการเลือก สว.ในระดับใดพบว่ามีผู้สมัครจำนวนหนึ่งไม่ได้คะแนนเกิน 10% หรือมีผู้ได้คะแนนน้อยกว่า 3 คน ก็ให้สันนิษฐานว่าอาจมีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกครั้งนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องจัดเลือกใหม่ โดยตัดผู้ที่ได้ศูนย์คะแนนออกจากการเลือก
แม้จะมีการถกเถียงว่ามาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมการ “ฮั้วนอกห้อง” หรือการตกลงกันก่อนเข้าพื้นที่เลือกหรือไม่ แต่ สมคิด อธิบายว่า หากพบลักษณะดังกล่าว ก็สามารถใช้เป็นข้อสันนิษฐาน และต้องนำพยานหลักฐานอื่นมาประกอบเพื่อพิสูจน์ต่อไป
* “ตาข่าย”หลายชั้น แต่ผืนสำคัญถูกตัดทิ้ง
ร่างกฎหมายผ่านการพิจารณาวาระสองและวาระสาม โดย สนช.ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านเป็นกฎหมาย แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีขั้นตอนพิเศษ หลังจาก สนช.ผ่านวาระสามแล้ว จะต้องส่งให้ กรธ.และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ โดยพบข้อเสนอที่จำเป็นต้อง ตั้งกมธ.ร่วมเพื่อปรับแก้
โดย กมธ.ร่วม ตั้ง “สมคิด เลิศไพฑูรย์” กลับมาเป็นประธานอีกครั้ง เพื่อพิจารณาปรับแก้รายละเอียดหลายประเด็น
และหนึ่งในสิ่งที่ถูกเสนอให้ “ตัดออก” คือ มาตรการป้องกันการฮั้วผ่านการ “พลีชีพ” หรือการใช้ “คะแนนศูนย์” เป็นตัวชี้ว่าการเลือกอาจมีการสมยอมกัน
รายละเอียดนี้ปรากฏในบันทึกการประชุม สนช.วันที่ 8 มีนาคม 2561 โดย “ปกรณ์ นิลประพันธ์” ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมาธิการวิสามัญ อธิบายถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 39 ซึ่งกำหนด ข้อห้ามเกี่ยวกับผู้สมัครหรือผู้ได้รับเลือก รวมถึงการไม่มีสิทธิออกเสียงหรือการต้องออกจากสถานที่เลือก
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในบันทึกการประชุมครั้งนั้น ไม่มีใครยกมือ หรืออภิปรายโต้แย้ง คัดค้าน ทั้งที่สิ่งที่ตัดออกคือ มาตรการถือเป็นหนึ่งในกลไกที่มีผลโดยตรงต่อการป้องกันการฮั้ว ที่มีผลในเชิงรูปธรรมที่สุด
จึงเกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดมาตรการที่เคยถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการฮั้ว จึงถูกตัดออกในช่วงท้ายของกระบวนการออกกฎหมาย
แน่นอนว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า การตัดมาตรการดังกล่าวเกิดจาก “ใบสั่ง” เพื่อช่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ แต่เมื่อย้อนกลับมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือก สว.ปี 2567 หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า ช่องว่างที่ถูกเปิดไว้ในวันนั้น กลายเป็นปัญหาในวันนี้หรือไม่
เท่ากับว่า ความพยายามของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ออกกฎเกณฑ์เพื่อให้การเลือก สว. เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถูกล้มไปในนาทีสุดท้าย จาก “ปกรณ์ นิลประพันธ์” ที่ปัจจุบันนั่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย
ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า การตัดมาตรการดังกล่าวเกิดจาก “ใบสั่ง” เพื่อหวังช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ในยุคนั้น แต่ร่องรอยอดีตที่ปรากฎในปัจจุบัน ทำให้เห็นว่า “ขบวนการโกงเลือก สว.” ถูกออกแบบไว้ ตามที่ “ปุรวิชญ์” ตั้งข้อสังเกตไว้ จนเป็นปัญหาในวันนี้หรือไม่
ในเวทีของฝ่ายค้าน และเครือข่ายภาคประชาสังคม จึงพยายามเปิดหลักฐานการโกงเลือก สว.รายสัปดาห์ พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของ กกต.ที่เกียร์ว่าง เพิกเฉยต่อการกำกับการเลือกให้สุจริต โปร่งใส ถึงขั้นมีการส่งสัญญาณว่า หาก กกต.ไม่ส่งเรื่องการทุจริตเลือก สว.ไปยังศาลฎีกา ก็จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
ทว่า แรงกดดันดังกล่าวดูเหมือนยังไม่สามารถทำให้ กกต. รวมถึง “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.เปลี่ยนท่าทีได้มากนัก
และยังมีอีกประเด็นที่ถูกจับตา เพราะแม้ท้ายที่สุดจะมีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจริง ยังมีคำถามถึง “ทางออก” ทางกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือร่างกฎหมายที่ถูกเรียกว่า “กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่งมีข้อเสนอเรื่องนิรโทษกรรมทางการเมืองอยู่ในบัญชีแนบท้าย และปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการประกาศใช้
หลักฐานจากการประชุม สนช.สะท้อนว่า ความเสี่ยงเรื่องการฮั้ว การบล็อกโหวต และการขนคนมาสมัคร ถูกพูดถึงตั้งแต่ก่อนกติกาจะถูกนำมาใช้จริงเสียอีก ขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามสร้างกลไกขึ้นมาป้องกัน แต่ท้ายที่สุดมาตรการบางอย่างที่มีเป้าหมายตรงกับการสกัดการฮั้วกลับถูกตัดออก
ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.ที่กำลังถูกตรวจสอบกันในวันนี้ หากย้อนดู “ประวัติการสร้างกติกา” จะเห็นจุดอ่อนที่ระบบเปิดช่องไว้ตั้งแต่ต้น และความพยายามในการปิดช่องเหล่านั้นไม่เป็นผล





