วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘อนุทิน’ ติดบ่วง เกมยื้อ ‘หมอสรณ’ จับตา ‘สว.’ รับเผือกร้อนหรือถอย

ประเด็น "หมอสรณ" ถูกถอดจาก "กสทช." สร้างแรงสะเทือน อย่างน้อย 2 ส่วน คือ "นายกฯ" ฐานะผู้ต้องทูลเกล้าฯ ปลด และ "สว." ที่มีความพยายามรับเผือกร้อน เพื่อช่วยบางฝ่าย

KEY POINTS

  • นายกฯ อนุทิน เผชิญแรงกดดันทางกฎหมายให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อปลด นพ.สรณ ออกจากตำแหน่ง ซึ่งหากเพิกเฉยอาจเสี่ยงต่อข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • หมอสรณ ไม่ยอมรับคำวินิจฉัย และปฏิเสธที่จะลงจากตำแหน่ง ทำให้กระบวนการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่ต้องหยุดชะงัก และกลายเป็นเกมยื้อเวลาที่สร้างแรงกดดันต่อนายกรัฐมนตรี
  • วุฒิสภา (สว.) มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย โดยเสียงส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเฉยเพราะเกรงว่าการเข้ามาแทรกแซงจะเป็นการรับ "เผือกร้อน" และสร้างปัญหาทางการเมืองเพิ่ม

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในคดีของ “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทเรื่องสถานะของ “ประธาน กสทช.” หากแต่กำลังกลายเป็น “กับดักทางกฎหมาย” ที่ค่อยๆ บีบพื้นที่การตัดสินใจของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และอาจลาก “วุฒิสภา” ให้ตกอยู่ท่ามกลางแรงปะทะทางการเมืองไปพร้อมกัน

ประเด็น “หมอสรณ” ไม่ยอมรับการวินิจฉัยของ “คณะกรรมการสรรหา กสทช.” ที่มี “เกียรติพงศ์ อมาตยกุล” เป็นประธาน วินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งประธาน กสทช.เพราะมีหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ยังทำงานนอก และได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงหลังจากรับตำแหน่ง ถือเป็นการฝ่าฝืนลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.กสทช. ส่งผลย้อนหลังให้ถือว่า “สละสิทธิ์” ตั้งแต่ต้น

‘อนุทิน’ ติดบ่วง เกมยื้อ ‘หมอสรณ’ จับตา ‘สว.’ รับเผือกร้อนหรือถอย

แม้คณะกรรมการสรรหาจะมีมติตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ให้พ้นจากตำแหน่ง แต่หมอสรณยังไม่ยอมลงจากเก้าอี้ จนกลายเป็นปัญหาพัลวัน ทำให้เรื่องบานปลาย จนเกิดคำถามสำคัญ 2 ข้อ

ข้อแรก “นายกรัฐมนตรี” ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.กสทช. มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่

ข้อที่สอง “วุฒิสภา” ซึ่งเป็นองค์กรที่เคยลงมติเห็นชอบให้หมอสรณดำรงตำแหน่ง จะมีบทบาทหรืออำนาจเข้ามาทบทวนเรื่องนี้ได้เพียงใด

ประเด็นแรก ถือเป็นโจทย์ที่กดดัน “อนุทิน” มากที่สุด เพราะกฎหมายกำหนดให้นายกฯ เป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ อีกทั้งมาตรา 20 ยังระบุชัดว่า หากกรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 8 นายกฯ ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

‘อนุทิน’ ติดบ่วง เกมยื้อ ‘หมอสรณ’ จับตา ‘สว.’ รับเผือกร้อนหรือถอย

นั่นหมายความว่า หากนายกฯ อนุทินเลือก “นิ่งเฉย” หรือ “ยื้อเวลา” อาจเปิดช่องให้ถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนถูกหยิบยกไปเชื่อมโยงกับความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ในอนาคต

อีกด้านหนึ่ง กฎหมาย กสทช. มาตรา 18  เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องแสดงหลักฐานการลาออก หรือเลิกประกอบอาชีพที่เป็นลักษณะต้องห้ามก่อนนายกฯ นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าสละสิทธิ์ และต้องเริ่มกระบวนการสรรหาบุคคลใหม่

หากยึดตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว เส้นทางต่อจากนี้จึงควรนำไปสู่การสรรหา กสทช. คนใหม่แทน หมอสรณ 

แต่ปัญหากลับไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะกฎหมายอีกมาตราหนึ่งกำหนดให้ เมื่อมีกรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่ง สำนักงาน กสทช. ต้องแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วัน เพื่อเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งแทน 

ทว่าในทางปฏิบัติ ฝ่ายธุรการของ กสทช. ยังอยู่ภายใต้การกำกับของหมอสรณ ทำให้ขั้นตอนดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น แม้มติของคณะกรรมการสรรหาจะผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม

‘อนุทิน’ ติดบ่วง เกมยื้อ ‘หมอสรณ’ จับตา ‘สว.’ รับเผือกร้อนหรือถอย

ปมทั้งหมดจึงย้อนกลับมาที่คำถามเดิมว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงยังไม่ดำเนินการตามคำวินิจฉัย ทูลเกล้าฯ ปลด “หมอสรณ” ออกจากตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ภายในวุฒิสภาเองก็เริ่มเห็นรอยแยกของท่าที โดยถูกแบ่งเป็น 2 มุม คือ 

ฝั่งหนึ่งนำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว.กลุ่มสีขาว เห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาอาจมีปัญหาทางกฎหมาย ทั้งในแง่ความสมบูรณ์ขององค์คณะ และกระบวนการพิจารณา พร้อมเสนอให้วุฒิสภาเข้ามาพิจารณาเรื่องนี้ก่อน เพราะวุฒิสภาเป็นผู้ลงมติเห็นชอบให้หมอสรณดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น

นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายาม “บายพาส” วุฒิสภา โดยให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายธุรการของคณะกรรมการสรรหา ส่งเรื่องตรงถึงนายกฯ ทั้งที่ควรเปิดโอกาสให้ สว. ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรับฟังทุกฝ่ายเสียก่อน

“ผมทราบว่าขณะนี้จะมีกระบวนการบายพาส จากสิ่งที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่มีคำวินิจฉัย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายธุรการของคณะกรรมการสรรหาจะแจ้งเรื่องไปยัง นายกฯ โดยทันที ทั้งที่ในทางปฏิบัติ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ฐานะหน่วยงานที่อยู่ภายใต้วุฒิสภาควรเคารพกระบวนการ ให้ สว.พิจารณาก่อน อย่างน้อยควรมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามที่เป็นธรรม และรับฟังทุกด้าน” นพ.เปรมศักดิ์ มอง

แต่อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นท่าทีของ สว.ส่วนใหญ่ กลับเลือก “นิ่ง”

แม้จะมีกระแสข่าวว่า สว.สายสีน้ำเงินอาจถูกคาดหวังให้เป็น “ตัวช่วย” คลี่คลายแรงกดดันให้นายกฯ แต่หากวุฒิสภารับเรื่องนี้เข้ามาโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับ

‘อนุทิน’ ติดบ่วง เกมยื้อ ‘หมอสรณ’ จับตา ‘สว.’ รับเผือกร้อนหรือถอย

อาจกลายเป็นการรับ “เผือกร้อน” มาไว้กับตัวเอง และเปิดแนวรบใหม่ให้สถาบันวุฒิสภาเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองเพิ่มขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังถูกกดดันจาก คดีฮั้ว สว.

อดีตข้าราชการระดับสูงของวุฒิสภารายหนึ่งประเมินว่า หากวุฒิสภาเข้าไปแทรกกระบวนการ รับเรื่องนี้มาใส่ตัว โดยไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย ผลเสียอาจมากกว่าผลดี และหากความเห็นของวุฒิสภาสวนทางกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ก็จะยิ่งทำให้ข้อพิพาทยืดเยื้อ และซับซ้อนกว่าเดิม

สุดท้ายแล้ว ปม “หมอสรณ” จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อรักษาเก้าอี้ประธาน กสทช. แต่กำลังทดสอบขอบเขตอำนาจของหลายองค์กรในเวลาเดียวกัน

สังคมจึงจับตาทางออกของเรื่อง “หมอสรณ” อย่างใกล้ชิด ยิ่งเกมยื้อยาวนานเท่าไร ต้นทุนทางการเมืองของทุกฝ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 

โดยเฉพาะ “อนุทิน” ที่กำลังถูกกฎหมายบีบให้ต้องตัดสินใจ และวุฒิสภา ที่ต้องชั่งน้ำหนักว่าจะยื่นมือเข้าไปรับเผือกร้อน หรือเลือกถอยออกมาเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคู่ขัดแย้งรายใหม่ของสังคม

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์