เงื่อนปมโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอน ถึงคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน รวมถึง “ยักษ์ใหญ่” แวดวงรับเหมาก่อสร้างของไทย
เนื่องจากกำลังจะเป็น “โครงการแรก” ที่ “ผู้รับเหมา” หนึ่งในกิจการร่วมค้า ชนะการประมูล ทั้งที่ส่อมีปัญหาด้านคุณสมบัติ เนื่องจากสถานะการเงินของบริษัท อยู่ระหว่างการยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อปลายเดือน พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
ล่าสุด มีความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.ให้สัมภาษณ์สื่อวานนี้ (4 ส.ค.) ว่า เบื้องต้น กทม.ต้องดำเนินการตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ที่จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง แต่เพื่อความรอบคอบ กทม.ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลางอีกครั้ง ว่ากรณีดังกล่าวสามารถทำสัญญาจ้างได้หรือไม่ เนื่องจากกรมบัญชีกลางเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติของผู้ยื่นประมูล โดยเข้าใจว่าบริษัทอาจเข้าร่วมประมูลก่อนที่จะประสบปัญหาทางการเงิน
ทั้งนี้ กทม.ต้องการผู้รับเหมาที่มีความมั่นคงทางการเงิน เพื่อให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายต้องยึดระเบียบเป็นหลัก เพราะผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้มีอำนาจที่จะตัดสินว่าใครมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ จึงต้องรอความชัดเจนจากกรมบัญชีกลางก่อน เพื่อให้สามารถอธิบายต่อสังคมได้ว่า การตัดสินใจทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์
“ชัชชาติ” ยอมรับด้วยว่า โครงการนี้มีปัญหามาตั้งแต่ต้น ทั้งการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพหน้างานจริง ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้ยาก และมีการแก้ไขแบบโดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และทาง กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยการประมูลก่อสร้างดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงสุญญากาศ เป็นช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งในสมัย 2 เมื่อทราบประเด็นข้อปัญหานี้แล้ว ก็ได้กำชับผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างโปร่งใสที่สุด เพื่อให้ตอบคำถามสังคมได้
ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องรอ “กรมบัญชีกลาง” พิจารณา “ชี้ขาด” กันต่อไป
สำหรับไทม์ไลน์การดำเนินโครงการนี้ เริ่มต้นจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ออกประกาศเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 เชิญชวนประกวดราคาจ้าง ก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอน ถึงคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) พร้อมเอกสารการประกวดราคา กำหนดให้ผู้ที่สนใจยื่นเอกสารข้อเสนอ พร้อมกับซองราคาผ่าน e-bidding ในวันที่ 22 มิ.ย.2569
พบว่า มีเอกชนยื่นซองประกวดราคา 3 ราย ได้แก่ 1.กิจการร่วมค้า NC-NB ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด 2.บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
ผลปรากฏว่า กิจการร่วมค้า NC-NB เสนอราคาต่ำสุดเป็นเงิน 9,518 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 43 ล้านบาท ขั้นตอนในขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองราคา ก่อนที่จะเสนอ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.ลงนามประกาศชื่อผู้ชนะการประกวดราคา อย่างเป็นทางการ
ทว่ากลุ่มเอกชนรับเหมาก่อสร้างหลายแห่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หรือ NWR หนึ่งในกิจการร่วมค้า NC-NB ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายเมื่อกลางปี 2569 ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามว่า จะสามารถรับงานโครงการขนาดใหญ่ของรัฐได้หรือไม่
จากการตรวจสอบข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ Mr.Bing Chen ถือหุ้นใหญ่สุด 10.67% รองมาคือ นายพลพัฒ กรรณสูต ถือ 10.25% นำส่งงบการเงินล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า บริษัทมีทรัพย์สินรวม 12,117.99 ล้านบาท แต่มีหนี้สินรวม 15,138.66 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 1,951.74 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 77.79 ล้านบาท
ส่วนในงบการเงินประจำปี 2568 ระบุว่า มีสินทรัพย์รวม 12,669.18 ล้านบาท หนี้สินรวม 15,620.84 ล้านบาท รายได้รวม 8,409.34 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1,001.86 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีสถานะทางการเงินขาดทุนสุทธิติดต่อกันถึง 3 ปี ได้แก่ ปีงบ 2568 ขาดทุนสุทธิ 1,001.86 ล้านบาท ปีงบ 2567 ขาดทุนสุทธิ 3,983.53 ล้านบาท ปีงบ 2566 ขาดทุนสุทธิ 1,020.98 ล้านบาท
สำหรับ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ จากข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ณ วันที่ 13 มี.ค.2569 ประกอบด้วย 1.MR. BING CHEN สัดส่วน 10.67% 2.นายพลพัฒ กรรณสูต สัดส่วน 10.25% 3.ว่าที่ ร.ต.พิษณุ คมวีระวงศ์ สัดส่วน 1.74% 4.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สัดส่วน 1.73% 5.นายทวีฉัตร จุฬางกูร สัดส่วน 1.49% ทั้งนี้หากย้อนหลังข้อมูลการผู้ถือหุ้นใหญ่ ตั้งแต่ปี 2565-2568 พบว่า “ตระกูลกรรณสูต” โดยนายพลพัฒ กรรณสูต สัดส่วน 10.25%
โดย NWR ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 โดยศาลล้มละลาย รับคำร้องไว้พิจารณา และนัดไต่สวนในวันที่ 17 ส.ค.2569
ที่น่าสนใจ ไทม์ไลน์ของโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยาย จากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสี่ ผู้ว่าฯ กทม.ลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e-bidding วันที่ 28 เม.ย.2569 ต่อมาเปิดรับฟังความเห็นร่างเอกสาร 12-19 พ.ค.2569 และประกาศเชิญชวนวันที่ 20 พ.ค.2569
หลังจากนั้น วันที่ 29 พ.ค.2569 คณะกรรมการ (บอร์ด) NWR มีมติและยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยบริษัทชี้แจงว่า มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง มีหนี้จำนวนมาก และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด หลังจากนั้น 10 มิ.ย.ศาลล้มละลายกลาง รับคำร้องไว้พิจารณา ต่อมา 22 มิ.ย. 2569 เป็นวันยื่นเสนอราคาโครงการ
น่าสังเกตว่า การยื่นเสนอราคาเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 เพียงแค่ 6 วัน และเกิดขึ้นหลังจาก NWR ยื่นขอฟื้นฟูกิจการ 24 วัน
ประเด็นสำคัญ นอกเหนือจากโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำฯ วงเงินกว่า 9.5 พันล้านบาทแล้ว NWR ยังร่วมเป็นกิจการร่วมค้า และเป็นคู่สัญญากับ กทม.อีกอย่างน้อย 3 แห่ง รวมวงเงินกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท และมีอย่างน้อย 2 สัญญาที่ยังทำไม่แล้วเสร็จ ทั้งที่จะสิ้นสุดสัญญาในสิ้นเดือน ส.ค.นี้ แต่ NWR กลับยังฝ่าอุปสรรคเข้าร่วมประมูลโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำฯ กทม. และยังจ่อเข้าวินเป็นผู้ชนะอีก
ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ กทม.เท่านั้น แต่ “กรมบัญชีกลาง” ในฐานะโต้โผใหญ่เรื่องการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จำเป็นต้องออกมาเทคแอ็กชั่น หรือพิจารณาเรื่องนี้โดยด่วน เบื้องต้น “ชัชชาติ” ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อวานนี้ (4 ส.ค.) แล้วว่า ได้ส่งเรื่องนี้ให้กรมบัญชีกลาง “ชี้ขาด” แล้ว ดังนั้นคงต้องรอดู
อย่างไรก็ดี เงื่อนปมโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำฯ กทม. วงเงินกว่า 9.5 พันล้านบาท ที่ยังไม่เคลียร์ต่อสังคม คือ
1.เหตุใด กทม.จึงยังเจรจาต่อรองราคากับ NC-NB ซึ่งประกอบด้วย NWR ที่ยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มะลายกลาง เข้าข่ายทำผิดต่อเงื่อนไขใน TOR หรือไม่ เหตุใด “ชัชชาติ” จึงไม่สั่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ หรือคณะกรรมการ TOR ตรวจสอบ เพื่อนำไปสู่การยกเลิกการประมูล หรือเปิดประมูลใหม่ แต่ยังยื้อเรื่อง ส่งให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบ
2.ไฉนกรมบัญชีกลางซึ่งเป็น “แม่งาน” ในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างทั่วประเทศ ถึงไม่ติดตามตรวจสอบสถานะของ NWR ตามหนังสือเวียนฉบับที่ 2 เม.ย. 2569 แต่กลับปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ จนพ้นกระบวนการประมูล เข้าสู่กระบวนการต่อรองราคา เพื่อนำไปสู่การลงนามสัญญาจ้าง กระทั่ง “เรื่องแดง” ออกมา จน “ชัชชาติ” ต้องส่งเรื่องกลับไปให้ชี้ขาด
ส่วนบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาหน้าไหน ต้องรอดูกันต่อไป



