"ทวี" ยกคำวินิจฉัยศาลรธน. 1/2569 พร้อม 5 เหตุผลประกอบ ขีดเส้น "กกต." ส่งคดีโกงเลือก สว. ถึงศาลฎีกา หวังหยุดภัยคุกคามระบอบประชาธิปไตย
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ต่อประเด็นการพิจารณาคดีโกงเลือก สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังจับตาการประชุมชี้ขาดคดีประวัติศาสตร์ของ กกต. ว่าจะมีมติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. พ.ศ. 2561 หรือไม่ โดยเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และ สว. กว่า229 คน ทั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความศรัทธาของประชาชนต่อหลักนิติธรรมของประเทศ
พ.ต.อ.ทวี ระบุต่อว่า การพิจารณาทางกฎหมายมหาชนและประสบการณ์ส่วนตัวจากคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ตนมีข้อเสนอ ดังนี้
1. กกต. เป็นองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 215 กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้อำนาจตามดุลยพินิจอำเภอใจ หรือเบี่ยงเบนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด หากแต่หมายถึงความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและความยุติธรรมของบ้านเมือง
2. สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ขณะที่ สว.138 คน ถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว.ชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง ทำให้วิญญูชนตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบ กกต. จะปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนย่อมได้รับผลกระทบจากภาพแห่งความขัดกันของผลประโยชน์ดังกล่าว
3. พฤติการณ์ที่เป็นข้อกังขาของสังคมที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง และการเอื้อประโยชน์เปิดประตูให้ทำการทุจริต อาทิ การใช้หมายเลขผู้สมัคร สว. ทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายหมายเลขเดียวกัน ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือโหวตล็อก อันกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามมาตรา 33 ขบวนการบล็อก หรือลงคะแนนตามโพย รวมถึงการแต่งตั้ง อนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีการอธิบายอย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง
4. ประเด็นที่พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
"คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 หน้า 19 ซึ่งอ้างอิงรายงานการประชุมของวุฒิสภาในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย ได้อธิบายเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาของ กกต. ใช้มาตรฐานทางกฎหมายมหาชน มิใช่มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร ดังนั้นหากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเบื้องต้นที่ทำให้วิญญูชนเห็นได้อย่างมีเหตุผลว่าน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิด ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยต่อไป" พ.ต.อ.ทวี ระบุ
5. หลักกฎหมายมหาชนกำหนดให้การใช้อำนาจรัฐต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน และต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ข้อเท็จจริงและข้อกังวลที่เกิดขึ้น ทางออกที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมมากที่สุด คือการที่ กกต. ใช้อำนาจตามมาตรา 62 ยื่นคำร้องและส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยคดี
"สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือคำวินิจฉัยที่ยุติธรรมตามความเป็นจริงและกฎหมาย ความไม่ยุติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง คือภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่นำไปสู่การขัดแย้งแตกแยกในสังคมโดยส่วนรวม" หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุ



