สถานการณ์ภายใน “พรรคน้ำเงิน” ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในเวลานี้ ภายใต้การ “บาลานซ์อำนาจ” ของ “2 น.-1 พ.” ที่เป็นเสมือน “ดาว 3 ดวง” ในภูมิใจไทย
KEY POINTS
- บทความกล่าวถึง 3 ผู้มีบารมีในพรรคภูมิใจไทย "2 น. - 1 พ." ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล (น.หนู), เนวิน ชิดชอบ (น.เนวิน), และพิพัฒน์ รัชกิจประการ (พ.พิพัฒน์) ที่แสดงความสัมพันธ์อันดีเพื่อสยบข่าวลือความขัดแย้งภายในพรรค
- ประเด็นความขัดแย้งที่ถูกจับตาคือการที่นายกฯ อนุทินดึงอำนาจการดูแลโครงการ EEC และการชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การผลักดันของพิพัฒน์
- ความสัมพันธ์ของทั้งสามยังคงอยู่ได้ด้วยการคานอำนาจซึ่งกันและกัน โดยพิพัฒน์คุมฐานเสียงสำคัญในภาคใต้ ขณะที่เนวินและอนุทินมีฐานอำนาจในภาคอื่น ทำให้ต้องพึ่งพากันและเลือกที่จะประนีประนอม
- การแสดงความเป็นปึกแผ่นของ "2 น. - 1 พ." ไม่ใช่แค่การสยบข่าวลือ แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงการจัดสมดุลอำนาจภายในพรรค ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดสรรตำแหน่ง โครงการขนาดใหญ่ และการปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต
- อนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคได้ส่งสัญญาณเตือนสมาชิกพรรคไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายใน เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพภายใต้การบริหารจัดการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
“2น.-1พ.” ผู้มากบารมีพรรคภูมิใจไทย ทั้ง “น.หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค “น.เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน และ “พ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคมและแม่ทัพภาคใต้ค่ายสีน้ำเงิน โชว์ซีนหวาน ช่วงค่ำวันที่ 27 ก.ค. ติดแคปชั่น“สัมพันธ์ #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée”
สยบกระแสอลหม่าน “หลังม่านน้ำเงิน” หลังถูกจับตาประเด็นไม่ลงรอย ไล่ตั้งแต่วิกฤติพลังงานที่มีการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลัง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ เผชิญครหาเอื้อเจ้าสัว
ถัดมาคือกรณี “นายกฯอนุทิน” ดึงอำนาจในการควบคุมสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “รองฯพิพัฒน์” มาอยู่ในความดูแลของตัวเอง
หรือกรณี “โครงการแลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การผลักดันของ “รองฯพิพัฒน์” ล่าสุดรัฐบาลส่งสัญญาณถอย โครงการดังกล่าว หันไปเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links)
ก่อนหน้านี้ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ สยบเกาเหลา “3 ผู้มากบารมี” สีน้ำเงิน ยืนยันว่าเป็นเพียงการพยายามสร้างความแตกแยก โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
อันที่จริงไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่าง “พ.” และ “น.” สีน้ำเงิน เท่านั้นที่ถูกจับตา แต่ยังหมายรวมไปถึงความสัมพันธ์ “พี่น้อง 2 น.” ที่กำลังถูกจับตาเช่นกันว่า เวลานี้ยังแน่นแฟ้นมากน้อยเพียงใด
ก่อนหน้านี้ “นายกฯหนู”พูดติดตลก สยบข่าวเกาเหลา ย้ำความสัมพันธ์ “2 น.” ยังเหนียวแน่น แทบจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เนทิน” กับ “อนุวิน” ส่วนแรงกระเพื่อมใน “พรรคสีน้ำเงิน” ในระดับลูกน้องทะเลาะกัน “นายกฯหนู” พูดทีเล่นทีจริง แต่แฝงนัยส่ง “สัญญาณเตือน” ไปยังลูกพรรค
“ลูกน้องในพรรคภูมิใจไทย ลองกล้าทะเลาะกันดูสิ โดนมาไม่รู้กี่คนแล้ว โดนดุ โดนแซว โดนไก่ย่างถูกเผา มาไม่รู้กี่คนแล้ว โดนไก่ย่างถูกเผาไป 4-5 คน ลองไปถามว่าใครโดน” นายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา
ด้วย “ยี่ห้อภูมิใจไทย”ภายใต้อำนาจในการบริหารจัดการที่เบ็ดเสร็จ บวกประกาศิตเด็ดขาดของ“ผู้มากบารมี” สไตล์พูดจริงทำจริง และมักจะย้ำกับ“ลูกพรรค”แทบทุกครั้งที่เกิดความอลหม่านปั่นป่วนภายในพรรค ในทำนอง “ก็ลองดู” ทำให้ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีประเด็นดราม่าอะไรภายใน “พรรคสีน้ำเงิน” ก็มักจะถูกตัดจบสยบป่วนในท้ายที่สุด เนื่องจาก “พลพรรคสีน้ำเงิน” ยังเกรงบารมี “นาย” ไม่กล้าทำอะไรนอกลู่นอกทาง
ไม่ต่างจากสัมพันธ์ของ “2 น.-1 พ.” 3 บิ๊กคีย์แมนสีน้ำเงิน ที่ส่งสัญญาณชัดว่า ยังไม่ถึงคราว “แตกหัก” นั่นเป็นเพราะ “ดุลอำนาจ” ที่ถูกเฉลี่ยเป็นสายต่างๆ ยังต้องค้ำยันและเกื้อกูลกัน จึงจำเป็นต้อง “รอมชอม” มากกว่าจะเลือก “แตกหัก”
ทั้ง “น.เน-น.หนู” และ “พ.พิพัฒน์” ที่คุมขุมกำลังภาคใต้ มี สส.31 ที่นั่ง จากทั้งหมด 59 ที่นั่ง เป็นฐานเสียงสำคัญไม่แพ้ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา “คีย์แมนสายครูใหญ่” ไหนจะ “ขุมทรัพย์”ที่จะต้องใช้เป็น “กระสุนการเมือง” ในสนามต่อๆ ไปนับจากนี้
การปล่อย“ซีนหวาน”เพื่อโชว์ปึ้กของ “3 คีย์แมน” ลึกๆ แล้ว จึงไม่ใช่แค่คอนเทนต์เพื่อสยบข่าวร้าวเท่านั้น แต่ยังสื่อนัยไปถึงการ “บาลานซ์อำนาจ” ภายในพรรคสีน้ำเงิน ที่ต้องจับตาหลังจากนี้อีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็นบรรดา “บิ๊กโปรเจกต์” มูลค่ามหาศาลที่รัฐบาลเตรียมผลักดัน หรือแม้แต่การจัดสรรโควตา รวมถึงตำแหน่งต่างๆ โดยเฉพาะข่าวคราวการ “ปรับครม.อนุทิน 2” ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไม่เกิน 1 ปีแรกของการบริหารราชการแผ่นดิน เวลานี้เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของบรรดา สส.“ซุ้มสีน้ำเงิน”
กลุ่มที่มีตำแหน่งต่างเร่งเครื่องสร้างผลงาน เพื่อถีบตัวเองออกจาก “เรดโซน” ไปอยู่ใน “เซฟโซน” ขณะที่ "กลุ่มอกหัก" ในรอบที่แล้ว กำลังฉวยจังหวะเปิดเกมรุกอย่างหนัก หวัง “ชิงโควตา-ชิงตำแหน่ง” จากกลุ่มที่ขึ้นชื่อว่า“ตีตั๋ววีไอพี” ขึ้นแท่นเสนาบดีแบบก้าวกระโดด
เป็นการสะท้อนสถานการณ์ภายใน “พรรคน้ำเงิน” ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในเวลานี้ ภายใต้การ “บาลานซ์อำนาจ” ของ “2 น.-1 พ.” ที่เป็นเสมือน “ดาว 3 ดวง” ในภูมิใจไทย





