วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ถอย'แลนด์บริดจ์'ลดแรงต้าน จับตาแนวรบใต้ 'ฟ้า-น้ำเงิน’

ภท.ยอม“ล่มเรือธง”จะกลายเป็นแรงกระเพื่อมภายในหรือไม่ ทั้ง“ผู้นำรัฐบาล”ที่ออกคำสั่ง และ“แม่ทัพภาคใต้”ที่เคยเชียร์สุดตัว   ที่สำคัญแนวรบภาคใต้ระหว่าง ‘ค่ายสีฟ้า-ค่ายสีน้ำเงิน’ มีโอกาสจะเดือดยิ่งขึ้น  

KEY POINTS

  • รัฐบาลส่งสัญญาณทบทวนและชะลอโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อลดแรงต้านจากภาคประชาชนและฝ่ายการเมือง
  • การตัดสินใจถอยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการให้เร่งเชื่อมต่อโครงข่ายถนนและรถไฟที่ยังขาดช่วง (Missing Links) ซึ่งทำได้เร็วกว่า
  • โครงการแลนด์บริดจ์เป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างพรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) ที่เป็นผู้ผลักดัน และพรรคประชาธิปัตย์ (สีฟ้า) ที่คัดค้านมาโดยตลอด
  • การถอยจากโครงการเรือธงของพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นการลดแรงเสียดทานทางการเมือง ในขณะที่คะแนนนิยมของรัฐบาลกำลังลดลง
  • พรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่าแม้รัฐบาลจะถอยในเรื่องร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) แต่ยังคงใช้คำว่า "ชะลอ" กับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งต้องจับตาดูท่าทีต่อไป
  • การชะลอโครงการทำให้แนวรบทางการเมืองในภาคใต้ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ถูกจับตามองว่าจะทวีความเข้มข้นขึ้น

รัฐบาลส่งสัญญาณชัด “ล่มเรือธง”สีน้ำเงิน อย่าง “โครงการแลนด์บริดจ์” มูลค่า 1 ล้านล้านบาท 

โดย “รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links) ทั้งระบบราง และระบบถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การค้า และการลงทุนของประเทศ

อันที่จริงการใส่เกียร์ถอยของรัฐบาล เริ่มเห็นชัดจากท่าที “นายกฯอนุทิน” มาตั้งแต่การเดินทางไปเยือนนครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยระหว่าง กิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” รับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง กับผู้บริหารภาคเอกชนไทยกว่า 150 ราย 

โดยช่วงหนึ่ง “นายกฯอนุทิน” สะท้อนเสียงจากภาคเอกชน จากการร่วมประชุมกับประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานสภาหอการค้า ประธานสมาคมธนาคารไทย เกี่ยวกับการปรับแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยรัฐบาลเตรียมทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ และหันมาเร่งเชื่อมต่อโครงข่ายทางรถไฟและถนนที่ยังขาดหายว่า 

“ท่านบอก ยังไม่ต้องทำแลนด์บริดจ์ก็ได้ ขอให้เชื่อมต่อเส้นทาง ตรงที่ยังขาดช่วงอยู่ ขอให้ต่อทางรถไฟไปตะวันตก และตะวันออกของไทยให้ครบ เพื่อไปเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักจากเหนือมาใต้ แค่นี้ก็ไปปรับปรุงท่าเรือสองฝั่งภาคใต้ของไทย ก็น่าเพียงพอต่อบริบทการลงทุนของประเทศ ในช่วง 5-10 ปี” 

นายกฯ อนุทิน ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลรับฟัง และเป็นทางออก ถ้าทำแลนด์บริดจ์ไป กว่าจะเริ่ม ต่อให้ไม่มีใครต่อต้าน ก็อีก 3-5 ปี ถ้าปรับปรุงท่าเรือ เชื่อมต่อทางรถไฟ ถนนที่ขาด เราสามารถทำได้เลย เป็นเรื่องปกติ นี่คือสิ่งที่รับฟังจากเอกชนมาว่า แค่นี้พอ

ถอย'แลนด์บริดจ์'ลดแรงต้าน  จับตาแนวรบใต้ 'ฟ้า-น้ำเงิน’

สำทับด้วยท่าทีคีย์แมนภาคใต้ "พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ที่พูดชัดเมื่อ 19 ก.ค.ว่า ตอนนี้รัฐบาลไม่มีนโยบายผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว หลังจากที่ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับกลุ่ม SEC Watch เมื่อ 30 มิ.ย. 2569  โดยตกลงที่จะถอนร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ.SEC) และจะไม่มีการเอ่ยถึงพ.ร.บ. SEC ด้วย เพราะเมื่อพูดถึง SEC ก็จะล้อไปถึงโครงการ EEC ซึ่งจะสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนในพื้นที่ได้

รองนายกฯพิพัฒน์ ยังย้ำว่า จะคิดค้นแนวทางในการพัฒนาโครงการในพื้นที่ภาคใต้ขึ้นมาใหม่ ขณะนี้ต้องรอผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานฯ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 133/2569 ที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นประธานก่อน

ถอย'แลนด์บริดจ์'ลดแรงต้าน  จับตาแนวรบใต้ 'ฟ้า-น้ำเงิน’

แน่นอนว่า ในสภาวะที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับ “ปรากฏการณ์บูมเมอแรง” จากสารพัดปมร้อนในเวลานี้ หากยังขืนฝ่าแรงต้าน ดันเผือกร้อน อย่าง “โครงการแลนด์บริดจ์” ที่มีหลายประเด็นข้อสงสัย ทั้งการเอื้อประโยชน์ “เอกชน” หรือ “เจ้าสัว”ในพื้นที่ภาคใต้ ความคุ้มค่าที่สะท้อนจากภาคเอกชนแล้ว 

ทำไปทำมาจะยิ่งส่งผลไปถึง “คะแนนนิยมรัฐบาล” ที่ยังขาลง ให้แย่ไปกว่าเดิม 

 ย้อนผลสำรวจ “คนใต้” ขวาง? 

สะท้อนจากผลสำรวจ “นิด้าโพล” ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 เรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว”

ประเด็นที่ถามถึง การเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้ เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ 54.43% ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการ 26.67% ระบุว่า เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับโครงการฯ 10.52% ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เกี่ยวกับโครงการ

นอกจากนี้ เมื่อถามว่า คนภาคใต้มีความกังวลใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ 38.03% ระบุว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเล 33.16% ระบุว่า ไม่กังวลใจใด ๆ เลย 29.71% ระบุว่า ผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เช่น การถูกเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนไป 25.81% ระบุว่า การทุจริตและความไม่โปร่งใสของโครงการฯ 15.30% ระบุว่า ความคุ้มค่าในระยะยาว

ขณะที่ความคิดเห็นของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์พบว่า 34.21% ระบุว่า เห็นด้วยมาก 33.01% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย 19.43% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย 13.35 % ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

น่าสนใจว่า จากผลสำรวจ“นิด้าโพล” แม้เสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่กลับพบว่า 54.43% ยังเข้าใจโครงการดังกล่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 ศึกนโยบายภท.-ปชป.สมรภูมิปักษ์ใต้

หากมองในมิติการเมือง ประเด็นนี้ถูกขยี้หนัก โดย “พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งเป็นคู่แข่งในสนามภาคใต้มาโดยตลอด สะท้อน“เกมวัดพลัง” ปลุกแนวร่วมเลือกข้างระหว่าง “พรรคน้ำเงิน” ที่ชูเรือธง “แลนด์บริดจ์” กับ “พรรคฟ้า” ที่ค้านสุดตัวมาตั้งแต่ต้น

ตอกย้ำจากเวทีสัมมนา สส.พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้สโลแกน “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต” เมื่อวันที่ 12 ก.ค.

ช่วงหนึ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ชำแหละประเด็นความคุ้มค่า การลงทุนเมกะโปรเจกต์ล้านล้านบาท​ แต่กลับไม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์กับคนภาคใต้

“แม้วันนี้สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลยืนยันว่าถอยแล้ว คือการจะไม่ทำ พ.ร.บ. SEC เพราะตามความเป็นจริง จะเอาต้นแบบโครงการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC มาดู แต่ล่าสุดก็เห็นได้ชัดว่า EEC เจอปัญหา อย่างรถไฟ 3 สนามบิน ที่เอกชนไม่ทำ​ แต่นายกฯ ยืนยันว่า อย่างไรก็ทำ​ ในขณะที่หน่วยงานก็ไปคนละทิศคนละทาง จึงเหมือนรัฐบาลจะถอยแล้ว แต่โครงการแลน​ด์บริดจ์​ รัฐบาลใช้คำว่าชะลอ​ มีการตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมา โดยให้รองนายกฯเอกนิติ​​ เป็นประธาน​ ใช้เวลา 90 วัน สรุปถึงความคุ้มค่า ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าครบ 90 วัน จะมีการขยายเวลาอีกหรือไม่” อภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกต

เป็นการตอกย้ำว่า การส่งสัญญาณ “ล่มเรือธง” สีน้ำเงินของรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ เพื่อลดแรงต้าน อาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบคู่ต่อสู้ ในสภาวะที่กำลังติดลบเรื่องคะแนนนิยมมากยิ่งขึ้น 

น่าจับตาหลังภูมิใจไทยยอม“ล่มเรือธง”จะกลายเป็นแรงกระเพื่อมภายใน“พรรคสีน้ำเงิน”หรือไม่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคีย์แมน ทั้ง“ผู้นำรัฐบาล”ที่ออกคำสั่ง และ“แม่ทัพภาคใต้”ที่เคยเชียร์สุดตัว  

ที่สำคัญแนวรบภาคใต้ระหว่าง ‘ค่ายสีฟ้า-ค่ายสีน้ำเงิน’ มีโอกาสจะเดือดยิ่งขึ้น