คดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน คาดว่าจะได้ข้อสรุปและมีการลงมติโดย กกต. ภายในเดือนสิงหาคมนี้
KEY POINTS
- กกต. ชุดปัจจุบันมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ยกเลิกผลประเมินเดิม ทำให้ นายแสวง บุญมี ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ต่อไปจนครบวาระ
- คดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน คาดว่าจะได้ข้อสรุปและมีการลงมติโดย กกต. ภายในเดือนสิงหาคมนี้
- เกิดข้อกังวลว่าผลการพิจารณาคดีโกง สว. อาจเอาผิดได้เพียงผู้กระทำผิดระดับล่าง และไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้บงการใหญ่ใน "เครือข่ายสีน้ำเงิน" ได้
เป็นข่าวเงียบ ๆ ไปปลายสัปดาห์ก่อน กรณีที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง “ยกเลิก” มติการประเมินผลการปฏิบัติงานของ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ กกต.ชุดเดิมซึ่งมี “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต.ประเมินให้ “สอบตก”
ด้วยมติ กกต.ชุดปัจจุบันที่มี “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นประธาน กกต.ส่งผลให้ “แสวง” ยังนั่งเก้าอี้เลขาธิการ กกต.ต่อไปได้ และคาดว่าจะอยู่ยาวจนหมดวาระในวันที่ 31 มี.ค. 2570 หรืออีกเกือบ 1 ปี
โดยในปีงบประมาณ 2568 นั้น “เลขาฯ แสวง” ถูก กกต.ชุดเดิมที่มี “อิทธิพร” เป็นประธาน ประเมินผลการปฏิบัติงาน ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 60 ส่งผลให้ไม่ผ่านการประเมินตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง และต้องพ้นจากตำแหน่ง ทว่าเรื่องนี้ยังไม่ทันชงเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อ “ยืนยันมติ” บรรดา กกต.ชุดเดิม พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากหมดวาระไปก่อน
ทำให้ กกต.ชุดปัจจุบัน เกิดการตั้งคำถามว่า ยังสามารถยืนยันหรือลงมติเกี่ยวกับการประเมิน “เลขาฯแสวง” ได้อยู่หรือไม่
โดย กกต. ส่งข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อขอให้ตีความเรื่องดังกล่าว กลับไม่มีการตีความเรื่องนี้ และส่งเรื่องกลับมาให้ กกต.พิจารณาเอง
นอกจากนี้ยังส่งเรื่องหารือกับ “คณะที่ปรึกษากฎหมาย” ของ กกต. นำโดย “ศุภชัย สมเจริญ” อดีตประธาน กกต. และอดีตรองประธานวุฒิสภา เป็นประธานคณะที่ปรึกษา ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามสัญญาจ้างกำหนดให้ กกต. “ชุดที่มีอยู่” เป็นผู้ประเมิน อ้างในอดีตมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขา กกต.คนก่อน ถูกประเมินโดย กกต.ชุดที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้น
ทำให้คณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ มีมติเสียงข้างมากเสนอว่า อำนาจการประเมิน “เลขาฯ” เป็นของ กกต.ชุดปัจจุบัน ส่งผลให้ที่ประชุม กกต.ชุดปัจจุบัน ดำเนินการลงมติ “ยกเลิก” ผลการประเมินงานของ “แสวง” ดังกล่าว
นั่นจึงทำให้ “แสวง” คืนชีพกลับมานั่งเก้าอี้ “เลขาธิการ กกต.” อย่างอยู่รอดปลอดภัยอีกครั้ง ท่ามกลาง “คดีร้อน” ทางการเมืองที่กำลังเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ใน กกต. โฟกัสไปที่ “คดีโกง สว.” ซึ่งที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ มีการประชุมกันทุกวันจันทร์ ใกล้ได้บทสรุปแล้ว ภายในเดือน ส.ค.นี้
โดยมีกระแสข่าวสะพัดว่ากันว่า อาจมีการ “ตัดตอน” เอาผิดแค่ระดับ “ตัวเบี้ย” หรือ “คนจ่ายเงิน” ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ลูกน้อง-เครือข่าย” แต่ไม่สามารถโยงใยไปเอาผิดกับ “ระดับนำ” ของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ได้ ทั้งที่คดีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน แบ่งเป็น 138 สว.ชุดปัจจุบัน และ 91 เครือข่าย “นักเลือกตั้งสีน้ำเงิน” ปรากฏชื่อทั้งระดับ “บ้านใหญ่” จนถึง “แกนนำอีสานใต้” ด้วย
ที่น่าสนใจ หากแกะนัยคำให้สัมภาษณ์ของ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต. เมื่อ 15 ก.ค. 2569 ระบุว่า การลงมติของ กกต.ในคดีนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค. เพราะมีการพิจารณาไปเยอะแล้ว ส่วนเรื่องการพิจารณาคดีไม่ได้มีการตั้งธง แต่เป็นการดำเนินการไปตามพยานหลักฐานที่คณะสืบสวนไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26ได้รวบรวมไว้
อีกทั้งคดีนี้ไม่ได้ทำโดยเปิดเผย ทำให้พยานหลักฐานหายาก และพยานที่เข้ามาให้การเราก็ต้องปกปิดชื่อเพื่อความปลอดภัย ในส่วนของพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้รับความร่วมมือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แม้จะมีการรวบรวมหลักฐานได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ยอมรับจะให้หาพยานหลักฐานง่ายๆ แบบคดีทั่วไปคงลำบาก
โดยกระบวนการทางกฎหมายมีขั้นตอน การพิจารณาความผิดในทางอาญาต้องมีหลักฐานฟังได้ชัดเจนว่าเขาได้กระทำความผิด หากหลักฐานไม่ถึงขั้นความผิดอาญา แต่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด กกต.สามารถส่งเรื่องไปเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือให้พ้นจากตำแหน่งได้ แต่อาจจะไม่ถึงอาญา เป็นดุลยพินิจของ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่มีนั้นไปถึงขั้นใด และเพียงพอหรือไม่ที่จะนำไปสู่การพิจารณาของศาลได้
โฟกัสไปที่ประเด็นหากพบการ “ฮั้ว” ในบางจังหวัดนั้น “สิทธิโชติ” ยืนยันว่า เสียเป็นการเฉพาะตัว ไม่ทำให้กระบวนการทั้งหมดเสียไป เพราะว่าอย่าลืมว่าคนที่เขาไม่ได้ฮั้วก็มี คนที่ฮั้วก็อาจจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ กกต.จะต้องพิจารณา เราจะทำให้ดีที่สุด แต่จะเป็นไปตามที่สังคมบางส่วนอยากให้เป็นหรือไม่เราตอบไม่ได้ อยู่ที่ดุลพินิจของ กกต.ทั้ง 7 คน
นั่นจึงทำให้ “องคาพยพฝ่ายค้าน” ตั้งแต่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดโปงสารพัดคลิปที่แสดงถึงพฤติกรรมส่อไปถึงการ “โกง สว.” โดยเฉพาะการนำโพยเข้าไปในห้องลงคะแนน
ขณะเดียวกัน “ฝ่ายค้าน” ยังจัดเวทีพา “พยาน” ในชั้นการไต่สวนของ กกต.ไปขึ้นเวทีเสวนา เปิดโปงพฤติการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องการ “โกง สว.” อีกด้วย
กระทั่งล่าสุด “ไอลอว์” เครือข่ายภาคประชาชน เปิดโปง 9 ชื่อ “รัฐมนตรีสีน้ำเงิน” ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ “โกง สว.” หวังให้คดีดังกล่าวไม่เงียบหาย หรือถูก “ตีตก” ไป จนถูก “พรรคภูมิใจไทย” เตรียมยื่นฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่ในตอนนี้
ที่สำคัญมีเสียงเล่าอ้างกันว่า หาก “คดีโกง สว.” ไม่จบในชั้นของ กกต.แล้วปล่อยให้ไปสู้คดีใน “ชั้นศาล” มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า ระดับ “ตุลาการ” อาจไม่เอาด้วยกับ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” เพราะการฮั้ว-โกง สว.เป็นจุดด่างพร้อยสำคัญของระบอบประชาธิปไตยของไทย ดังนั้นหากคดีขึ้นสู่ศาลเมื่อไหร่ “สีน้ำเงิน” อาจจบไม่สวยอย่างแน่นอน
นอกเหนือจาก “คดีโกง สว.” แล้ว ยังมีคดีร้องกล่าวหา “ยุบพรรคประชาชน” หรือ ปชน.อีกหนึ่งสำนวน กรณีโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย พาดพิงและวิพากษ์วิจารณ์ “องคมนตรี” ที่ไปร่วมประชุมกับ “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลชุดนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนของ กกต. เป็นอีกชนักหนึ่งของ “พรรคส้ม” ที่ถูกตรึงไว้
ขณะเดียวกันยังมี “คดีบัตรบาร์โค้ด” ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กกต.ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญนัด 26 ส.ค. 2569 เพื่อไต่สวนเรื่องดังกล่าว โดยในช่วงนี้อยู่ระหว่างการรอให้พยานผู้เชี่ยวชาญมาให้ถ้อยคำ และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาเพิ่มเติม
ทั้งหมดคือสารพัดคดีในมือ กกต. ที่“แสวง”เมื่อรอดพ้นบ่วงคัมแบ็กเก้าอี้“เลขา กกต.” จะต้องกลับมา“คุมเกม” เรื่องเหล่านี้อีกครั้ง ส่วนบทสรุปจะออกมาในหน้าไหน ต้องรอลุ้นกัน





