วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ไฟต์บังคับ ‘รัฐบาลน้ำเงิน’ ผ่าตัดระบบราชการ หยุดถังแตก

ในวันที่รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานเรื่องความไม่เชื่อมั่นในการบริหารงานหลายมิติ กับจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบราชการที่กำลังค่อยๆ ถูกดิสรัปต์ปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟาง หรือลูบหน้าปะจมูก จะเกิดขึ้น หากรัฐบาลพูดแต่ไม่ทำ หรือทำครึ่งๆ กลางๆ

KEY POINTS

  • รัฐบาลเผชิญภารกิจบังคับในการปฏิรูประบบราชการ เพื่อแก้ไขปัญหางบประมาณ กับจุดเสี่ยงต่อภาวะถังแตกของประเทศ
  • แนวคิดเบื้องต้นคือ การกำหนดอัตราที่ชัดเจน เปลี่ยนระบบบำนาญ สวัสดิการรักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการใหม่
  • มุ่งเน้นการลีนไขมัน นำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนกำลังคนในบางตำแหน่งงาน

กลายเป็นเดอะแบกของรัฐบาลไปอีกคน สำหรับ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ที่รับภารกิจสำคัญกับการผ่าตัดระบบราชการ ที่เป็นภาระงบประมาณมหาศาล

ตัวเลขในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบุคลากรภาครัฐ สูงถึง 852,671,218,600 บาท

ในส่วนของงบกลาง อาทิ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ สูงถึง 94,200 ล้านบาท เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานภาครัฐ 4,670 ล้านบาท เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 389,090 ล้านบาท เงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท 

รวมแค่ส่วนที่ระบุข้างต้น ตัวเลขเกินกว่า 1.3 ล้านล้านบาท สัดส่วนงบประจำที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร เมื่อเทียบกับงบลงทุนจึงต่างกันอย่างมาก

การที่ภาครัฐต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อดูแลข้าราชการ ทั้งที่มีข้อสังเกตมากมายถึงความคุ้มค่า และประสิทธิภาพการทำงาน กลไกขับเคลื่อนที่ล่าช้า หลายภาคส่วนถูกติฉินนินทาเรื่องเช้าชามเย็นชาม การที่ประชาชนต้องติดต่อหรือขออนุญาตกับหน่วยงานของรัฐบางแห่ง ต้องมีค่าน้ำมันหล่อลื่น ค่าน้ำร้อนน้ำชา แลกความสะดวก

คำนิยามว่ารัฐราชการ ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายจากฝ่ายบริหาร กระทั่งเกิดฝีแตกเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ที่มีการจ่ายเงิน 3-8 แสนบาท กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้การปฏิรูประบบราชการถูกพูดถึงมากขึ้นไปอีก

แนวคิดของปกรณ์ ที่เติบโตในสายข้าราชการทั้งชีวิต จนเมื่อได้รับโอกาสเป็นรองนายกฯ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้ามาจับปัญหานี้ ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่า เป็นงานยาก กระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียวงกว้าง แต่ผู้เกี่ยวข้องก็รู้ดีว่า ไม่สามารถทำแบบพลิกฝ่ามือ หรือตัดสวัสดิการ บำนาญของข้าราชการที่ได้รับสิทธินั้นอยู่ แต่จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“ระบบราชการไม่ใช่เพิ่งเกิดปัญหา มันหมักหมมมานาน ถึงเวลาแก้หรือยัง คนพูดหมดว่าต้องปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอโยนประเด็นเรื่องปฏิรูปลงไป กลายเป็นว่า ทำไม่ได้ กลัวอะไร กลัวคะแนนเสียงคุณไม่ได้หรือ คุณต้องการให้ประเทศนี้ดีขึ้นหรือเปล่า โจทย์ของผมอยู่ตรงนั้น ผมต้องการให้ประเทศดีขึ้น ข้าราชการมีประสิทธิภาพ ผมไม่ได้ต้องการคะแนนเสียง อย่างผมมองเรื่องการเมืองคือ เรื่องของบ้านเมือง ไม่ใช่เอาคะแนนนิยมส่วนตัวเป็นหลัก” ปกรณ์ ระบุ

แนวทางเบื้องต้นของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างหารือในการผ่าตัดระบบราชการ หรือลีนไขมันส่วนเกิน ซึ่งปกรณ์ ยืนยันชัดเจนว่า รัฐบาลนี้จะไม่ยอมให้ฝีแตก จึงต้องกำหนดอัตราให้ชัดเจน และไปดูว่าตำแหน่งไหนสามารถใช้เทคโนโลยีทดแทนคนได้

ส่วนระบบบำนาญสำหรับข้าราชการเข้าใหม่อาจจะไม่มีแล้ว แต่จะได้เงินเดือนสูงไปเลย เพื่อที่จะให้ไปบริหารจัดการด้วยตัวเอง ไปลงทุน หรือรับความเสี่ยงเอง หรือใครจะเลือกรับบำนาญก็ได้ เป็นออปชันไม่ได้บังคับ

รวมถึงแนวคิดที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาคือ เรื่องปรับรูปแบบสวัสดิการรักษาพยาบาล โดยปกรณ์ ได้ยกตัวอย่างต่างประเทศ ใช้ระบบประกันสุขภาพ โดยรัฐบาลลงทุนต่อหัว จะช่วยลดภาระงบประมาณ ซึ่งข้าราชการแต่ละคนสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ รวมถึงแนวคิดเรื่องเออลี่รีไทร์

ความจำเป็นในการยกเครื่องระบบข้าราชการ เป็นเพราะต้องใช้เม็ดเงินกับเรื่องคนมากกว่าการพัฒนาประเทศด้านอื่น กลายเป็นว่ารัฐบาลตกอยู่ในสภาพถูกสถานการณ์บังคับให้ทำอะไรจริงจังตั้งแต่วันนี้ ไม่เช่นนั้นภาวะถังแตกจะมาถึง

เกมเสี่ยงกระทบความนิยมรัฐบาล เรื่องการคัดกรองคุณสมบัติผู้ได้สิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เหลือ 9.5 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน 18.8 ล้านคน จนเกิดเสียงวิจารณ์เรื่องเงื่อนไข เช่น การมีรถหรืออะไรต่างๆ จนรัฐบาลต้องเปิดให้ประชาชนอุทธรณ์ยืนยันความเป็นคนจน ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็เพราะเงินไม่พอแจก

การปรับโฉมระบบข้าราชการจึงเป็นเดิมพันใหญ่ของรัฐบาล ที่อาจจะต้องทำควบคู่กับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม การเล่นพรรคเล่นพวก โอนเอนตามอำนาจการเมือง รวมถึงการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ เรื่องเงินทอน ถอนทุน เอื้อพวกพ้อง รัฐบาลภูมิใจไทย มีแนวทางจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร

เจตจำนงทางการเมืองสำหรับตัวของปกรณ์ คงไม่มีคำถาม แต่เจตจำนงของผู้นำรัฐบาลอย่างอนุทิน ชาญวีรกูล กับเจ้าของพรรคภูมิใจไทยที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก จะเอาด้วยจริงหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าราชการ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่เอื้อต่อฝ่ายการเมือง มีส่วนช่วยในการบริหารจัดการพื้นที่ฐานเสียง เชื่อมต่อระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น และอื่นๆ อีกมากมาย นักการเมืองจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีข้าราชการคอยเป็นมือเป็นไม้

ในวันที่รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานเรื่องความไม่เชื่อมั่นในการบริหารงานหลายมิติ กับจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบราชการที่กำลังค่อยๆ ถูกดิสรัปต์ ปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟาง หรือลูบหน้าปะจมูก จะเกิดขึ้น หากรัฐบาลพูดแล้วไม่ทำ หรือทำครึ่งๆกลางๆ

กรณีโกงสอบท้องถิ่น และโกง สว. ที่ยังลากคอนักการเมืองรับผิดไม่ได้ ตรงนั้นว่ายากแล้ว การจะปฏิรูปราชการ ที่ยากกว่าหลายเท่าไม่มีรัฐบาลไหนอยากแตะต้อง แล้วกับรัฐบาลสีน้ำเงิน จะมือถึงจริงหรือ

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์