วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘โกงสอบท้องถิ่น’ ไทยเสี่ยงวืด 'OECD' ACT จี้เร่งปิดช่อง ‘ทุจริต‘

ภาคประชาสังคม กังวลว่า ประเทศไทย อาจไม่ถูกเลือกให้เป็นสมาชิกโออีซีดี หากไม่เร่งสะสางการทุจริต โดยเฉพาะโกงสอบท้องถิ่น

KEY POINTS

  • ปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่ ที่มีมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD
  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ชี้ว่ากรณีดังกล่าวซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องเกือบ 6,000 คน สะท้อนปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างที่ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานานาชาติ
  • ACT เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบและปิดช่องโหว่การทุจริตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการออกกฎหมายเพื่อเอาผิด "กลุ่มตัวกลาง" ที่อำนวยความสะดวกในการติดสินบน

รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล”  ประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิก "องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ" หรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ให้ได้ภายในปี 2571 

ทำให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 19 พ.ค. 2569 หรือ 2 เดือนก่อน ได้ตั้ง “คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดี” ที่ “นายกฯ” นั่งเป็นประธาน เพื่อกำกับทิศทาง เร่งรัด และติดตามการทำงาน

ทว่า ในช่วงเวลาเตรียมความพร้อม กลับพบประเด็นที่ส่อว่าจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ “ประเทศไทย” อาจไม่ได้รับพิจารณาคือ การทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบพบเจอ และคิดเป็นมูลค่าเสียหาย กว่า 4,500-5,000 ล้านบาท และมีข้าราชการที่ถูกบรรจุจากการสอบท้องถิ่นในรอบนั้น เกือบ 6,000 คนที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีส่วนร่วมในกระบวนการโกง

‘โกงสอบท้องถิ่น’ ไทยเสี่ยงวืด 'OECD'  ACT จี้เร่งปิดช่อง ‘ทุจริต‘

แม้รัฐบาลจะเร่งเคลียร์ ทั้งระดับกระทรวงคือ “กระทรวงมหาดไทย” ฐานะที่ “อนุทิน” สวมหมวก มท. 1 จับ “ข้าราชการ-ผู้ที่มีส่วนร่วม” มาลงโทษทางวินัย ยกเลิกบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันและเตรียมเพิกถอนการรบรรจุแต่งตั้งราชการท้องถิ่นที่คะแนนผิดปกติ กว่า 5,924 คน 

ระดับนโยบาย ผ่านการเตรียมแผนผ่าตัด-ล้างบางระบบโกงสอบท้องถิ่น รวมถึงระดับ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ที่เตรียมแก้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่ออุดรูรั่วของระบบ

ทว่าการแอ็กชันของ “รัฐบาล-อนุทิน” กลับไม่ได้เรียกความเชื่อมั่น หรือ วางใจในสังคม โดยเฉพาะในแง่ของการแก้ไขเชิงระบบ ป้องกัน-ปราบปราม “การโกง” ที่ต้นตอ ซึ่งภาคเอกชนและภาควิชาการด้านต่อต้านคอร์รัปชัน สะท้อนมุมมอง ต่อประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่นอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

ในเวทีเสวนา ที่จัดโดย กรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เรื่อง "มาตรฐานโออีซีดี การต่อต้านคอร์รัปชัน กับเส้นทางประเทศไทย” 

‘โกงสอบท้องถิ่น’ ไทยเสี่ยงวืด 'OECD'  ACT จี้เร่งปิดช่อง ‘ทุจริต‘

กิตติเดช ฉันทังกูล” ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) มองว่า ประเด็นโกงสอบท้องถิ่น เป็นเรื่องใหญ่ของโครงสร้างภาครัฐไทย ที่ถูกเปิดเผยความเน่าเฟะของการทุจริตในภาครัฐ ที่ลงลึกถึงระดับการรับคนเข้ามาเป็นข้าราชการท้องถิ่นทั่วประเทศ 

ตัวเลขที่ถูกเปิดเผยว่า โกงกว่า 5,900 คน จากคนทั้งหมด 1.5 หมื่นคน คิดเป็น 1 ใน 3 และอาจมีเพิ่ม เป็นสิ่งสะท้อนว่า ระบบราชการไม่เน้นคัดคนที่ความสามารถ แต่คัดคนที่พร้อมจ่าย ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบ และยังเป็นจุดที่ทำลายความน่าเชื่อถือด้านความซื่อสัตย์สุจริตของประเทศต่อสายตาชาวโลก

ทั้งนี้ “ผู้อำนวยการองค์กรต้านโกง” มองวิกฤติที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสสำคัญที่ “รัฐบาล” จะกู้หน้า ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ ทำให้หน่วยงานภาครัฐกระชับ ลดใช้ดุลพินิจ ปิดช่องจ่ายสินบน ปิดช่องรีดไถ พร้อมเสนอให้เร่งจัดการ “กลุ่มตัวกลาง-มือดีล” ที่เป็นกลุ่มหาลูกค้า หาคนจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ ผ่านการออกกฎหมายให้สามารถเอาความผิด-ลงโทษ

“สิ่งที่ต้องจัดการ คือกลุ่มตัวกลาง เพราะเป็นกลุ่มที่เก็บค่าเช่าส่วนเกิน เก็บค่าต๋งทางธุรกิจ แต่ไม่ทำประโยชน์ให้ระบบ ดังนั้นต้องถูกกำจัดออกไป บางคนเป็นคนถือกระเป๋าแทนผู้หลัก ผู้ใหญ่ และที่บอกว่าสาวไปไม่ถึงระดับบน เพราะคนพวกนี้ตัดตอนเอาไว้ ดังนั้นกฎหมายไทยต้องแก้ ให้เอาผิดตัวกลางและตัวหลักให้ชัดเจน และที่สำคัญนักการเมือง ต้องทำเป็นตัวอย่าง เช่น ไม่ตั้งคนทุจริตเป็นทีมงาน คณะทำงาน เป็นบุคคลใกล้ชิด” ผู้อำนวยการองค์กรต้านโกง ให้ความเห็น

พร้อมกับเรียกร้องให้ “นายกฯ-อนุทิน” เร่งหาคนผิด มาลงโทษ ก่อนที่ทั้งโลก จะมองความซื่อสัตย์สุจริตของ “ข้าราชการไทย” ติดลบ

กับการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่ทุกรัฐบาลประกาศไว้ในคำแถลงนโยบาย ว่าจะให้เป็นวาระแห่งชาติ 

‘โกงสอบท้องถิ่น’ ไทยเสี่ยงวืด 'OECD'  ACT จี้เร่งปิดช่อง ‘ทุจริต‘

สำหรับ “รัฐบาลอนุทิน” ได้ให้สัญญาไว้เช่นกัน เมื่อ 9 เม.ย.2569 ได้โฟกัสไปที่ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง” พร้อมกำหนดตัวชี้วัด ที่ “ระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น” พร้อมยกมาตรการของ “โออีซีดี” เป็นแนวปฏิบัติควบคู่กับมาตรฐานจริยธรรม

ทว่า ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ที่ “รัฐบาลอนุทิน” เข้ามาบริหารประเทศ กลับพบความคลุมเครือต่อการใช้อำนาจบริหาร-การกำกับงานภาครัฐ ที่ส่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งกับคนใกล้ตัว “นายกฯ” หรือแม้แต่ คนในพรรคภูมิใจไทย ที่ “อนุทิน” ฐานะหัวหน้าพรรคกำกับ ที่ถูกโยงว่ามีส่วนร่วมกับ “ทุนเทา-นอมินีสีเทา” ที่ส่อว่าหากนำข้อมูลมาประเมิน อาจทำให้ประเทศไทยตกเกณฑ์โออีซีดีได้

ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมกังวล โดยผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ มองว่า ทุกรัฐบาลมีคำแถลงนโยบายเรื่องต้านโกงไว้เป็นคำติดปาก แต่สิ่งที่ต้องถามต่อว่า แล้วจะอย่างไรต่อ จะมีตัวชี้วัด ประเมินผลให้ได้หรือไม่ว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐ หัวหน้ากรมที่ปล่อยให้หน่วยงานของตนเองเรียกรับสินบน หรือเงินทอน ต้องถูกลงโทษ เหมือนที่ประเทศจีนทำคือ ให้วินัยและโคดออฟคอนดักต์ เป็นตัวนำแก้ปัญหาทุจริต ส่วนของไทยแม้บางคดีทุจริตจะมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญา แต่กลับไม่มีการลงโทษทางวินัย เพราะมีระบบผลัดกันเกาหลัง อุ้มคนผิด ดังนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจัดการ ไม่เช่นนั้นประเทศจะอยู่ไม่ได้ มีแต่คนโกงที่ได้ประโยชน์

ขณะที่ “อาจารย์ธิปไตร แสละวงศ์” นักวิจัยอาวุโสสถาบันทีดีอาร์ไอ ให้มุมมองว่า ปัญหาของประเทศต่อเรื่องทุจริตไม่ใช่ว่าเราไม่มีกฎหมาย แต่การบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง ทำให้ที่ผ่านมาถึงเจอปัญหามีทุนไม่ดี ทุนเทา ทุนผูกขาด ทุนที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาการทุจริต การเรียกรับสินบน นอกจากต้องบังคับใช้กฎหมายแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้บริหารประเทศเอาจริงแค่ไหน หากเอาจริงบางเรื่องไม่เอาจริงบางเรื่อง คนจะไม่เชื่อถือ

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา นักวิชาการยังมีความเห็นร่วมกันที่ว่า นอกจากประเทศจะมีกฎหมายเพื่อสกัดการโกงแล้ว ต้องแสดงออกเชิงผลลัพธ์ เช่น เอาคนทุจริตติดคุก และทำลายมุมมองที่ว่า ประเทศไทยกลายเป็นสังคมที่ใช้ “ตำแหน่ง” แก้ปัญหา ให้คนใหญ่คนโตช่วยเจรจาไม่ให้ถูกตรวจสอบ จับทุจริตให้ได้

ส่วนจะเป็นจริงได้แค่ไหน นอกจากภาคประชาสังคมจะให้ความร่วมมือแล้ว ความเข้มแข็ง การเอาจริงเอาจังของ “กลไกภาครัฐ-รัฐบาล” น่าจะเป็นคำตอบ และผลลัพธ์ที่ทุกคนอยากเห็นที่สุด ไม่ใช่แค่วลีที่พูดว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เพียงอย่างเดียว