วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘3 เดือน’ รัฐบาลอนุทิน 2 จับตา‘อีเวนต์’ พลัสแต้มสีน้ำเงิน

3 เดือนเศษในการบริหารราชการแผ่นดินของ “รัฐบาลอนุทิน” นับแต่แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อ 10 เม.ย.2569 

สถานการณ์รัฐบาลก็เผชิญสารพัดวิกฤติร้อนที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น โดยเฉพาะปัญหาพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ลามถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องในประเทศ 

ขณะที่สารพัดแคมเปญ จากนโยบายหาเสียง ที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อกู้วิกฤติ ก็เอาไม่อยู่ จนถึงเวลานี้การแจกสารพัดนโยบาย“พลัส” ยังถูกตั้งคำถามว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และตอบโจทย์มากน้อยเพียงใด 

 ล่าสุด ยังมีปัญหาซ้ำเติม กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือน “ระบบราชการ” ทั้งระบบ หนักสุดคือกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่นายกฯอนุทิน ควบ มท.1 กำกับดูแลโดยตรง แถมยังถูกรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จโดย “4 รัฐมนตรี” พรรคภูมิใจไทย

ภายใต้สถานการณ์รัฐบาล แม้เวลานี้จะเบ็ดเสร็จในเชิง “ดุลอำนาจ”คุมแทบทุกองคาพยพไว้ในมือ แต่กลับสวนทางกับสภาวะ “ความเชื่อมั่น” ที่กำลังถูกสั่นคลอนจากวิกฤติต่างๆ เหล่านี้ 

ตอกย้ำด้วยผลสำรวจ “นิด้าโพล” เรื่อง “คะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569” เผยแพร่เมื่อ 5 ก.ค. ถามความเห็นประชาชนถึง "บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้" พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 26.08 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.68 อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย อันดับ 5 ร้อยละ 10.24 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

ขณะที่พรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 34.80 พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 17.00 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.84 พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.68 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 5.32 ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้

 หากเทียบกับ “คะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” เผยแพร่ 29 มี.ค. พบว่าบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ณัฐพงษ์  อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 อนุทิน อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 อภิสิทธิ์ อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่ายังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ยศชนัน

ขณะที่พรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุน อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 26.60 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

ผลสำรวจทั้ง 2 ครั้ง พบว่า“คะแนนนิยม”ทั้ง “อนุทิน” และ“พรรคภูมิใจไทย” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่สัญญาณประเมินผลงานกระทรวงต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การ “ปรับครม.” จากเดิมถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะมีการประเมินเคพีไอ ในช่วง 6 เดือน - 1 ปีของการบริหารราชการแผ่นดิน ทว่าภายใต้สารพัดมรสุมรุมเร้าจนสถานการณ์รัฐบาลขาลง การปรับครม.รวมถึงตำแหน่งต่างๆ อาจเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด

สำหรับหัวหน้ารัฐบาล “นายกฯอนุทิน” ที่เป็นด่านหน้า รับแรงปะทะตรงแทบทุกเรื่อง แม้จะเร่งเครื่องได้เฉพาะบรรดารัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย แต่ดูเหมือนไม่เป็นผล 

สถานการณ์กลับกลายเป็นว่า ปัญหาดังกว่าผลงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่นายกฯอนุทิน ควบ มท.1 และมี รมช.เป็นแผงถึง 4 คน 

ขณะเดียวกันนายกฯ อนุทิน ยังพยายามเดินสายต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าร่วมประชุมเวทีนานาชาติ เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ อาทิ ฟิลิปปินส์ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ฝรั่งเศส เข้าพบประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง เพื่อกระชับความร่วมมือ เวียดนาม ประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 รัสเซีย ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ มาเลเซีย พบปะหารือนายกฯ เรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง คุณภาพชีวิตของประชาชน 

 ล่าสุด นายกฯอนุทิน ไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค.2569 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน 

โดยจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 

รวมทั้งโอกาสนี้ นายกฯ จะเข้าร่วมประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 (World Artificial Intelligence Conference)

ตัดกลับมาที่การเมืองในประเทศ ที่ผลงานรัฐมนตรี แทบไม่มีใครโดดเด่น หลายรายกลายเป็นฉุดกระแสรัฐบาลลง 

รมต.ขาประจำ ติดโผรัฐมนตรีโลกลืม

ตัวอย่าง “นภินทร ศรีสรรพางค์” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กอดเก้าอี้เหนียวแน่น มาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 สวนทางกับผลงานที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มโลกลืม แม้จะพยายามแอ็กชั่นดันโครงการ“ ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส“ ช่วยผู้ประกอบการตัวเล็ก 1 หมื่นราย ก็จุดไม่ติด

“นภินทร” ปฏิเสธว่า การขับเคลื่อนโครงการต่างในช่วงเวลานี้ไม่เกี่ยวกับที่นายกฯ ระบุเรื่องการประเมินเคพีไอการทำงานของรัฐมนตรี แต่เนื่องจากโครงการต่างๆจะทยอยออกมาต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 และจะได้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในช่วงไตรมาส 3 และ 4 นี้ และเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เอสเอ็มอี มีรายได้ที่ดีขึ้น

รมต.รุ่นใหม่ ลุ้นต่อตั๋วรัฐมนตรี

ขณะที่อีกรายอย่าง “โกแพ”วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่เจอพิษคดีโกงสอบท้องถิ่น ทั้งในฐานะกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ต้องลุ้นหนักว่า จะมีผลไปถึงการต่อ “ตั๋วรัฐมนตรี” หรือไม่  

เพราะนอกจากเรื่องงาน ยังถูกโยงไปยังเครือญาติ กรณี “สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์” นายกอบจ.สตูล ผู้เป็นลุง ถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน สตูล วงเงิน 29.7 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบ 59 และผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า และอาจขยายผลไปถึง “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ผู้เป็นพ่อ

แม้แบ็คอัปของ มท.4 ผู้นี้ จะมีทั้ง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี เลขาธิการพรรค รวมถึง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม แม่ทัพอันดามันค่ายสีน้ำเงิน ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับตระกูล “เลียงประสิทธิ์” แต่หากไม่มีผลงานอื่น ฉุดขึ้นมาได้ ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่ออนาคตการเมือง 

 กระแสตีกลับ “ซูเปอร์จี” 

อีกด้านหนึ่งของรัฐมนตรี ที่เป็นดรีมทีมเศรษฐกิจ จุดขายของรัฐบาล จากเดิมถูกคาดการณ์ว่าอยู่ใน “กลุ่มปลอดภัย” ได้ตีตั๋วยาว เวลานี้ สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป เพราะปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้นวันต่อวัน 

โดยเฉพาะ “ซูเปอร์จี” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่กระแสดีมาตั้งแต่ ครม.อนุทิน 1 แทบจะท็อปฟอร์มในช่วงแรก แต่มาถึง ครม.อนุทิน 2 กลับถูกตั้งคำถาม ถึงการผิดฟอร์มอย่างหนัก 

ช่วงหลังๆ ถึงกลับต้องขอห่างหายจากหน้าสื่อ หลังจากเจอกระแสตีกลับจากหลายประเด็นร้อน โดยเฉพาะล่าสุด ที่เสนอแนวคิด “ข้าวแกงราคา 40 บาท”

ขณะที่การควบกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยแยกกระทรวงการกีฬา เป็นอีกกระทรวง หากยังจำกันได้ โมเดล “แยก-ควบรวม”กระทรวง มีการเปิดประเด็นครั้งแรก คล้อยหลัง 1 วัน หลังเวทีสัมมนาสส.พรรคภูมิใจไทย เมื่อ 9 มี.ค.2569 ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยที่มาที่ไปของโมเดลนี้ เกิดจาก“ครูใหญ่สีน้ำเงิน”โยนโจทย์ไปยังลูกพรรคสีน้ำเงิน เนื่องจากมองว่ากระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงท่องเที่ยว มีภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้นพัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ

ความเร่งรีบของเรื่องนี้ กำลังถูกจับตาถึงประเด็นการเมือง โดยผลที่ตามมา คือการปรับ ครม.ที่อาจมีการเขย่าตำแหน่งอื่นๆ ครั้งใหญ่  

กระแสความนิยมของรัฐบาล ที่ขาลงจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด น่าจับตาว่า นายกฯอนุทินและภูมิใจไทย จะงัดอีเวนต์ใดออกมาแก้จุดอ่อน เพื่อพลิกสถานการณ์ “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ได้มากน้อยเพียงใด