วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

We Watch แถลง5ข้อจี้กกต.เปิดมติ 'คดีโกงสว.' ชี้ รธน.ต้นตอการเมืองบิดเบี้ยว

We Watch แถลง5ข้อจี้กกต.เปิดมติ 'คดีโกงสว.' ชี้รัฐธรรมนูญต้นตอการเมืองบิดเบี้ยว ปลุกประชาชนเสนอร่างแก้ไขฉบับใหม่

เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch) ออกแถลงการณ์ 

ต่อกรณีผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) วันที่ 14 กันยายน 2569

เรื่อง ข้อกังวลต่อที่มา อำนาจ และแนวทางการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อคดี “โกงเลือก สว.”

สืบเนื่องจาก กระบวนการเลือกกันเองของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในปี 2567 ที่ผ่านมา ได้ปรากฏข้อกล่าวหา ข้อสังเกต และพยานหลักฐานจากหลายภาคส่วน ว่ามีการ “โกงเลือก สว.” ซึ่งอาจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก เกิดขึ้นทั้งในระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรมของการได้มาของ สว.ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญของประเทศ

เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch) ในฐานะองค์กรภาคประชาชนที่ติดตามตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมของประชาชน มีความกังวลอย่างยิ่งต่อที่มา อำนาจ และแนวทางการพิจารณาของ กกต.ต่อกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา เนื่องจาก กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในหลักนิติรัฐ นิติธรรมในวงกว้าง รวมทั้งกระทบต่อความชอบธรรมของสถาบันนิติบัญญัติสำคัญของประเทศ โดยมีข้อกังวลและข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

ประการแรก ที่มาของ กกต.ขาดความยึดโยงกับประชาชนอย่างสิ้นเชิงและมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่กล่าวว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ กกต.จำนวน 4 คน มาจากการลงมติรับรองโดย สว.ที่มาจากกระบวนการเลือกกันเอง ซึ่งหลายรายมีความเกี่ยวข้องกับคดี “โกงเลือก สว.” อยู่ในขณะนี้ ส่วน กกต.อีก 3 คน มาจากการลงมติรับรองของ สว.ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรัฐประหาร เหล่านี้สะท้อนให้เห็นสภาวะ “งูกินหาง” ของระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่ “ผลัดกันเกาหลัง” ระหว่างผู้ตรวจสอบและผู้ถูกตรวจสอบ กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนในด้านความเที่ยงธรรมต่อการพิจารณา

ประการที่สอง ด้านบทบาทและอำนาจของ กกต.ถูกขยายขอบเขตและใช้เหมือนศาล แม้กฎหมายเลือก สว.กำหนดไว้ให้ กกต.มีบทบาทและอำนาจในการสืบสวนหรือไต่สวน “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น”

แม้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.จะกล่าวว่า “เราไม่ได้พิจารณาตามอำเภอใจ หรือแรงกดดันจากสังคม หรือความต้องการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กกต.มีอิสระในการพิจารณา” แต่ กกต.กลับระบุว่า พยานไม่น่าเชื่อถือและคำให้การของพยานไม่สอดคล้องกัน ทั้งที่ กกต.ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ใช่การด่วนตัดสินถูกผิดและยุติกระบวนการดังกล่าวเอง ซึ่งต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาเท่านั้น

 

ดังกรณีของพยานรหัสที่ 16/26 ได้เคยให้การไว้ในสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ก่อนที่พยานรายนี้จะส่งหนังสือกลับคำให้การเพียงฉบับเดียว ซึ่ง กกต.นำเหตุความน่าเชื่อถือของพยานมากล่าวอ้างในการยกคำร้อง ทำให้เกิดข้อสังสัยว่า ได้มีการชั่งน้ำหนักกับพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเส้นทางการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือพยานบุคคลรายอื่นที่ถูกอ้างเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ทำให้เกิดความกังวลว่า กกต.อาจให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลและกำลังละเลยหลักฐานอื่น จนยุติการไต่สวนต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่ อีกทั้ง ไม่ปรากฏการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และไม่ส่งฟ้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานและหลักฐานอื่น

ดังที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อยกล่าวว่า “เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันเพื่อให้เห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่จับแค่งวง แล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง ซึ่งก็ถูกนั่นไม่ใช่ช้าง นั่นแค่งวง จับแค่หู แล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง เมื่อไหร่จับผสมกันได้หมดนั่นแหละคือช้าง” ซึ่งนายสิทธิโชติมองว่า เป็นแนวทางเดียวกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ประการที่สาม ข้อกังวลต่อบรรทัดฐานในการพิจารณาของ กกต.มีความแตกต่างกันกับคดีอื่น ยกตัวอย่าง กกต.ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีผู้สมัคร สว.สองคนมีการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์เป็นการ “สมยอม” จับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน และศาลได้วินิจฉัยให้กรณีดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย แม้จะไม่ปรากฏผลประโยชน์ในลักษณะทรัพย์สินก็ตาม ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จนนำไปสู่การพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร สว.ทั้งสองคนเป็นเวลา 10 ปี หากใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับกรณี “โกงเลือก สว.” พยานหลักฐานที่ปรากฏไม่เพียงพอต่อการพิจารณาว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” และส่งฟ้องทั้ง 229 คนได้หรือ

ประการที่สี่ ข้อสังเกตของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ระบุว่า การจัดทำโพยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย ได้มีการยึด “โพย” ได้จำนวน 12 โพย ซึ่งผู้ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกอยู่ในหมายเลขที่ระบุในโพย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับผู้ถูกกล่าวหาจึงทำให้ความน่าเชื่อถือเพียงพอ กลายเป็นคำถามสำคัญว่า ความสอดคล้องเชิงสถิติในลักษณะนี้ยากที่จะอธิบายด้วยความบังเอิญ และเหตุใด กกต.เสียงข้างมากจึงยังเห็นว่าพยานหลักฐาน “ไม่เพียงพอ” ที่จะดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์การที่ผู้สมัครไม่เลือกตนเองเกินร้อยละ 10 ในหลายกลุ่มอาชีพอย่างมีนัยสำคัญ แม้ประเด็นดังกล่าวจะสิ้นสุดตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญไปแล้ว แต่นี่อาจเป็นประจักษ์พยานสำคัญของการเลือก สว.ที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม อีกทั้ง คดี “โกงเลือก สว.” ปรากฏหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่การพิจารณาของ กกต.กลับแยกเป็นรายบุคคล ขาดการพิจารณาภาพรวมของความเชื่อมโยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวทางการพิจารณาและการตัดสินใจส่งฟ้องต่อศาลฎีกา

ประการที่ห้า ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าภาคประชาชนมีความกระตือรือร้นเข้าไปมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ แต่กลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง แม้อ้างว่าเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แต่อาจถูกมองได้ว่าเป็นการฟ้องปิดปากประชาชน (SLAPP) ซึ่งกลายเป็นการกีดกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น We Watch จึงขอเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องมีการปกป้องสิทธิของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ รวมถึงผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti - SLAPP Law) และต้องมีการผลักดันกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้รับรองการสังเกตการณ์อย่างของภาคประชาชนและต้องเข้าถึงได้โดยง่าย เพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่อาจมีความลักลั่น และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามตรวจสอบ

นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยรายละเอียดเหตุผลในการลงมติของ กกต.รายบุคคล เพื่อสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบของประชาชน

We Watch ขอยืนยันว่า ระบบการเลือกกันเองผิดหลักการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงไม่ควรมีวิธีและกระบวนการเช่นนี้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่อง “การโกงเลือก สว.” มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินไป พร้อมกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องมีการปฏิรูป กกต. พร้อมกับออกแบบว่า สว.จะมีที่มาและอำนาจอย่างไร รวมถึงประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมี สว.หรือไม่

ต้นน้ำของโครงสร้างทางการเมืองที่บิดเบี้ยวที่แท้จริง คือ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดให้มี สว.ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนมามีอำนาจในการลงมติรับรอง กกต. และองค์กรอิสระอื่น ๆ หากสังคมไทยต้องการคง สว.ไว้ ที่มาต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องเปิดให้ประชาชนได้กำหนดว่าต้องการสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ด้วย ซึ่งผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ชี้ขาดแล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากที่สุด

We Watch ขอย้ำว่า หัวใจของกระบวนการจากนี้ไป ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริงและกว้างขวางที่สุด เพื่อให้ทุกสถาบันทางการเมืองของประเทศ รวมถึงองค์กรที่ทำหน้าที่จัดและตรวจสอบการเลือกตั้งอย่าง กกต.มีที่มายึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

ด้วยความเคารพต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch)

17 กันยายน 2569