วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ล้ม 'โกงสอบ' บทพิสูจน์ ‘อนุทิน’ ประกาศิตนายกฯ ไม่มีมวยล้มต้มคนดู

ล้ม'โกงสอบ'บทพิสูจน์‘อนุทิน’ ยกคำพิพากษา‘ศาลปกครองสูงสุด’ ถอนสิทธิ 3,621 พ้นขรก. ประกาศิตนายกฯ ไม่มีมวยล้มต้มคนดู

ปัญหาว่าด้วย เรื่อง การทุจริตจากการสอบเข้ารับราชการส่วนปกครองท้องถิ่น(โกงสอบท้องถิ่น) คำประกาศของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ มท.1 ให้เป็น “โมฆะ” จะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ กำลังมีบทพิสูจน์จาก “กรรมการตรวจสอบ” ที่ตั้งทีมเฉพาะกิจ เดินหน้ากวาดขยะใต้พรม ภายใน “มหาดไทย” ให้สะอาด

เบื้องต้น อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เตรียมนำเรื่องเข้าคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในวันที่ 23 ก.ค.2569 เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการเพิกถอนสิทธิ และต้องมีคดีอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โดยการเพิกถอนสิทธิผู้สอบ 5,814 ราย ตามที่ กสถ.แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1.) กลุ่มมีการปรับคะแนน จากที่สอบตก มาเป็นผ่านเกณฑ์ จำนวน 3,621 ราย

2.) กลุ่มผู้สอบได้แต่ถูกอัปคะแนนเพิ่มขึ้น 1,713 ราย

3.) กลุ่มผู้สอบได้ มีคะแนนผิดไป สแกนไม่ชัด เคลื่อนไป 1-2 คะแนน 480 ราย

ปลัด“อรรษิษฐ์” อธิบายว่า ในกลุ่มแรก 3,621 ราย ต้องเพิกถอนการบรรจุเลย ต้องไปให้เร็วที่สุด เนื่องจากมีผู้บริสุทธิ์มาร้องทุกข์ คนที่เขาเข้ามาแล้ว ไม่รู้ว่าจะโดนหรือไม่ เป็นความกลุ้มใจที่สุด ตนอยากให้ความเป็นธรรม 9,174 คน อยากให้ความเชื่อมั่นกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้รับความเป็นธรรมที่สุด

สำหรับกลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม จะมีการนับคะแนนใหม่ เพื่อมาจัดลำดับใหม่ทั้งหมด เพื่อดูว่า ถ้าเขาคะแนนดีอยู่แล้ว แล้วถูกอัปขึ้นมา พอนับคะแนนใหม่ เขาอาจจะตกมาก็ได้ แต่ว่าถ้าเขาอยู่ในกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ทางคดีอาญา ถ้าสาวถึงก็จะไปถึงตัวเขาเอง

“ตอนนี้ ถ้าเขาทำคะแนนดีอยู่แล้ว อยู่ๆ มีคนไปอัปให้เขาขึ้น อยู่ๆ เราจะให้เขาตก มันต้องมีการสืบสวน และพิสูจน์กันอีก หากตรวจสอบคะแนนใหม่ มีการจัดลำดับใหม่แล้วเสร็จ คนเหล่านี้ที่ได้รับการจัดลำดับใหม่ ก็จะบรรจุแทน”

แนวทางการทำงานของ “อรรษิษฐ์” สอดคล้องกับประกาศิตของ “นายกฯอนุทิน” ที่ลั่นไว้ต่างกรรมต่างวาระ เมื่อเรื่องนี้แดงขึ้นมา โดยเมื่อ 24 มิ.ย.2569 ได้ระบุว่า “ผมเคยเจอที่บอกว่า ต่อให้ผิด แต่บรรจุเข้ามาแล้ว ถ้ามาด้วยการสอบที่ถูกต้อง ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามาด้วยการทุจริต ต้องโมฆะหมด”

ต่อมาเมื่อ 7 ก.ค. 2569 ระบุว่า “ในส่วนที่เป็นการบริหารภายในมหาดไทย มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ คงต้องเพิกถอนเรื่องของการบรรจุ ส่วนเงินเดือนก็ต้องเรียกคืน และต้องดำเนินคดีอาญาด้วย”

ล่าสุดเมื่อ 15 ก.ค. 2569 นายกฯ ระบุว่า “ตอนนี้เจอประมาณ 5,900 รายที่ทุจริต ถ้ามันทุจริตตั้งแต่ช่วงต้น มีการเปิดเผยข้อสอบ และนำไปสู่การยกเลิกเพิกถอนอะไรได้ เราก็ต้องทำตามทุกอย่างที่กฎหมายเปิดช่องไว้”

ต้องยอมรับว่าปม “โกงสอบ” เป็นเดิมพันใหญ่ของ “รัฐบาลอนุทิน” หากจัดการต้นตอจริงๆ จะเรียกศรัทธากลับคืนมา ต้องไม่ลืมว่า 3-4 เดือนนี้ ความนิยมรัฐบาลไม่ได้ดีขึ้น หากรัฐบาลจะอยู่ยาว ต้องจัดการปัญหาไม่ให้มีข้อแคลงใจ นับว่าท้าทายอย่างยิ่ง

ทว่าหาก “นายกฯเอาไม่อยู่” ทำไม่ได้ย่อมมีผลต่อสถานะของรัฐบาล เพราะจับแต่ปลาซิวปลาสร้อย เอาผิดแค่ข้าราชการระดับล่าง แก้ทุจริตไม่ได้ ศรัทธานายกฯ และรัฐบาลหดหาย และรัฐบาลอายุสั้น อยู่ได้ไม่นาน

เวลานี้ “รัฐบาลอนุทิน” และ “สีน้ำเงิน” เป็นแกนนำ ได้เสียงข้างมาจัดตั้งรัฐบาล อาจจะไม่ง่ายอย่างใจคิด หากปล่อยให้ “มะเร็งร้าย” จากการทุจริตคอร์รัปชัน มีโอกาสที่จะทำให้รัฐบาลพังได้

ทั้งนี้ “นายกฯอนุทิน” เคยลั่นวาจาไว้อีกว่า “คดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ไม่มีบุญคุณใด ๆ ต้องตอบแทน สิ่งที่เห็นมาโดยตลอดนั้น ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ทั้งดำเนินคดี มีคำสั่งทางวินัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่” ในมิติทางการเมือง และรัฐศาสตร์ บอกว่า “รัฐบุรุษ” เวลาตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด จะมีความกล้าหาญทางการเมือง และตัดสินใจเพื่ออนาคต

ส่วนนักการเมืองมักตัดสินใจเฉพาะหน้า การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น เชือดเพียงแค่ “ผู้สอบ” ไม่จบ ต้องเชือด “ตัวการ” ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เพราะโกงถึง 5,000 ล้านบาท ไม่มีนักการเมืองมาเกี่ยวข้อง เป็นไปได้หรือไม่ 

ขณะเดียวกันต้องจับตาบทบาทของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุดมีการยกแนวคำพิพากษา “ศาลปกครองสูงสุด” กรณีทุจริตสอบนายอำเภอมาเทียบเคียง

สำหรับ ข้อกฎหมายในการจัดการกับผู้ที่ทุจริต “ปกรณ์” ระบุว่า มีแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดวางหลักไว้แล้วเมื่อปี 2565 จากกรณีทุจริตสอบนายอำเภอ ว่าประกาศผลสอบที่ผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้ ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่มีผลผูกพันมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถออกคำสั่งให้ออกจากราชการได้ทันที โดยไม่ต้องรอการเพิกถอน และจะไม่กระทบกับคนที่สอบเข้ามาอย่างถูกต้อง

“ผมยืนยันคำเดิมว่า ไอ้คนชั่วร้ายที่มันจ่ายเงินซื้อเข้ามา มันไม่ควรอยู่ในระบบราชการ มันไม่ใช่ระบบราชการแบบนี้ มันระบบโจร เอางี้ดีกว่า มันทำกันเหมือนเป็นรังโจร ส่วนตัวผมเทียบกับคดีความมั่นคงเลย เพราะว่าคุณเอาคนแบบนี้เข้ามารับราชการ มันไม่ปล้นชาติปล้นแผ่นดินคุณ แล้วทำลายแผ่นดินคุณ แล้วทำยังไง มันทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งจะเข้ารับราชการ มาโกงข้อสอบ เพื่อมารับเงินเดือนแล้วก็มาโกงต่อ มันทำลายประเทศชัดๆ”

​“ปกรณ์” ระบุอีกว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยที่ประชุมใหญ่วางหลักไว้แล้ว การประกาศผลการสอบมีข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรงคือ มีคนที่ไม่ได้ ดันโผล่ขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่ามันเป็นคำสั่งทางปกครองที่ผิดพลาดร้ายแรง ผลของมันคือมันไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น ไม่ต้องเพิกถอน

“หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องไปประกาศให้คนเขาทราบ แล้วคนที่มีปัญหา ปัจจุบันรับราชการกันไปแล้ว ก็สามารถมีคำสั่งให้ออกจากราชการได้เลย ส่วนคนที่เขาปกติ เขาก็ไม่กระทบอะไร ก็แค่นั้น”

หลังจากนี้ต้องจับตาการตรวจสอบปม “โกงสอบ” ของ “รัฐบาลอนุทิน” หากสาวถึงปลาใหญ่ จนสามารถเอาผิด “มือมืด” ได้ทั้งขบวนการ อาจจะฟื้นความนิยมกลับมาได้ แต่หากเอาผิดแค่ “ปลาเล็ก” อาจจะสะเทือนความเชื่อมั่นในระยะยาว