“โสภณ” เผยยังไม่ส่งเรื่องถึงศาลฏีกา ไต่สวน ป.ป.ช. ปมตีตกคำร้องซุกหุ้น "ศักดิ์สยาม" เหตุรอ กก.ทรงคุณวุฒิ พิจารณา หลังลงนามตั้งวานนี้ ปัดยื้อเวลา-ฟอกขาว
ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการส่งคำร้องของฝ่ายค้านและสว.ที่เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติตีตกข้อกล่าวหาคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ว่า หลังจากที่ได้รับยื่นเมื่อ 5 มิ.ย. ต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของการลงลายมือชื่อซึ่งพบว่ามี สว. 2 คนที่ลายมือไม่ตรง ตนต้องให้ฝ่ายธุรการส่งเอกสารสอบถามและยืนยันการลงลายมือชื่อจากทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา หลังจากนั้นได้รับคำยืนยันว่าลายมือชื่อถูกต้อง เมื่อ 25 มิ.ย. ทั้งนี้ในสัปดาห์หลังจากนั้นมีการพิจารณาร่างกฎหมายทำให้ตนยุ่ง และไม่ได้พิจารณา
นายโสภณ กล่าวต่อว่า จากนั้นในวันที่ 1 ก.ค. ตนถึงได้ดูรายละเอียด พบคำตอบคือกฎหมายให้ตนใช้ดุลยพินิจ ซึ่งก่อนที่ตนจะใช้ดุลยพินิจตนได้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ประกอบด้วยบุคคลภายนอก และมีคนในสภาฯ 2 คน ขึ้นมาพิจารณา เพราะในอดีตพบว่าเมื่อเกิดกรณีลักษณะเดียวกันที่หลายประธานรัฐสภาใช้วิธีตั้งกรรมการ
"การพิจารณาของศาล หรือหน่วยงานต่างๆ จะเป็นไปในนามองค์กร แต่เรื่องนี้กฎหมายให้ผมใช้ดุลยพินิจ แต่ผมยอมรับว่าความรอบรู้กฎหมายมีไม่มากพอเหมือนคนอื่นน จึงใช้วิธีตั้งกรรมการ โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ตนเพิ่งลงนามตั้งกรรมการ ทั้งนี้ยอมรับว่ากระบวนการตั้งกรรมการใช้เวลาพอสมควร” นายโสภณ กล่าว
เมื่อถามว่าการตั้งกรรมการเพื่อตัดสินก่อนใช้ดุลยพินิจถูกมองว่ายื้อเวลา นายโสภณ กล่าวว่า ไม่ได้ยื้อ ไม่มีเหตุผล แต่เหตุผลคือ ใช้ดุลยพินิจอย่างไร ทำให้ตนต้องไปดูในอดีตที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีการทำงานของกรรมการตนไม่กำหนดกรอบเวลา ปล่อยให้เป็นไปตามสมควรร หากทำเร็วก็เร็ว
“กระบวนการแนวคิดบางเรื่องเป็นไปตามกลไกกฎหมาย ความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องหาข้อสรุปโดยหลักของกฎหมาย คือตัวบทของกฎหมายที่พิจารณา ส่วนคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เชื่อว่าจะไม่เอาเกียรติยศมาเล่น ส่วนที่มองว่าไม่กำหนดเวลา จะฟอกขาวให้ใครหรือไม่ เพราะผมไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไร จะรู้ได้อย่างไรว่าฟอกขาว เพราะอยู่ที่การตัดสิน”นายโสภณ กล่าว
เมื่อถามว่าการควบคุมการประชุมสภาที่ผ่านมา ถูกฝ่ายค้านมองว่าไม่เป็นกลาง นายโสภณร กล่าวว่า หากใครฟังการประชุมจะพบว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านนั้นฟังไม่ขึ้น ทั้งนี้ตนเข้าใจว่าการตัดสินของตน หากตัดสินเข้าข้างฝ่ายใด จะสร้างศัตรรูอีกฝ่าย ที่ผ่านมาตนตัดสินถูกใจฝ่ายค้าน แต่ตนบอกว่าไม่ต้องชม อย่างไรก็ดีการทำงานของตนเลือกใช้วิธียึดข้อบังคับเป็นหลัก
“ผมอยู่สภา ตั้งแต่ปี 2544 สมัยก่อนเรื่องจะจบในห้องประชุม แต่หลังๆ จบที่การแถลงข่าว ผมยึดข้อบังคับ หากชอบก็บอกเปนกลาง คนไม่ชอบ บอกว่าไม่เป็นกลาง ผมจึงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเป็นกลางหรือไม่ แต่ผมยึดข้อบังคับ” นายโสภณ กล่าว
เมื่อถามว่ามีข้อเรียกร้องให้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความร่วมมือให้มาตอบกระทู้สดของสภา เหมือนสมัยที่ผ่านที่เคยทำ นายโสภณ กล่าวว่า ทำแล้ว นายกฯมาตอบหรือไม่ ดังนั้นเรื่องดังกล่าวอยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย และอยู่ที่ข้อบังคับ ตนตำหนิ หรือบังคับไม่ได้ ทั้งนี้กติกาบ้านเมืองต้องจบด้วยกฎหมาย หากกฎหมายบอกทำได้ แต่ไม่ยอมรับประเทศจะเดินอย่างไรต่อ





