'สิทธิโชติ' กกต.จ่อยกเครื่องระบบสืบสวน หลังมติให้นั่งที่ปรึกษา ชี้การทำงานยังไม่เป็นมืออาชีพ ทำการเลือกตั้งเละ ระบบเลื่อนขั้นมีช่องโหว่ เรียกร้องหยิ่งในศักดิ์ศรี
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ กทม. นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานเปิดการอบรมชี้แจงแนวทางปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาการดำเนินการสืบสวนไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาดของสำนักงาน กกต. ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันรุ่นที่ 1 โดยมีพนักงานสืบสวนไต่สวนส่วนกลางและต่างจังหวัดเข้าร่วม 100 คน
นายสิทธิโชติ กล่าวตอนหนึ่งว่า กกต.ทุกคนที่เข้ามาถือมีความปรารถนาดีที่อยากจะคัดกรองคนดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง ตนก็พยายามมา 2 ปี นับแต่เข้ารับตำแหน่งแต่เห็นว่าระบบการทำงานของเรายังไม่เข้มแข็ง ยังไม่มีการพัฒนาเพียงพอโดยเฉพาะ 2 เรื่องใหญ่คืองานเลือกตั้งและงานสืบสวนสอบสวนไต่สวน มันยังไม่ใช่มืออาชีพของจริง เรามีข้อจำกัดมากมายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้าย สลับคน การเจริญเติบโตในหน้าที่ ระบบไม่เอื้ออำนวยในการที่จะเดินแบบศาล
ถ้าเดินแบบศาลได้ เราจะไม่ต้องรอวิ่งเต้น ไม่ต้องรอหาพวก แต่ขยับไปตามสิ่งที่ควรจะเป็นด้วยฝีมือและผลงานที่เราทำ ซึ่งจะทำให้ทุกคนตื่นตัวในความคิดของตัวเองว่าขณะที่ทำงานนั้นภารกิจที่เรารับผิดชอบมีข้อบกพร่องอะไร ควรปรับ ปรุงอย่างไรและเสนอขึ้นมาเป็นระบบ แต่ทุกวันนี้จากที่ถามหลายคนบอกเคยเสนอ แต่ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับพูดแล้วก็ทิ้งไป ทำให้ไม่อยากเสนออะไร ทำให้การพัฒนาของเรามันไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
"กกต. 27 ปีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง วิสัยทัศน์ของกกต.ที่เขียนไว้ว่าจะจัดการเลือกตั้งให้เป็นมืออาชีพระดับประเทศ และระดับสากล ผมขออนุญาตพูดว่า"มีข้อเละเทะ" นายสิทธิโชติ กล่าวและว่า เพราะเราเริ่มต้น เราไม่มีเครื่องมือ ไม่มีคน เราอาศัยคนอื่นหมดในเรื่องจัดการเลือกตั้ง 10 ปีแรกไม่เป็นไร แต่ 10 ปีที่ 2 ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เข้าสู่ 10 ปีที่ 3 แต่เรายังอาศัยคนอื่นทำงานทั้งหมด เราคุยกันว่าการมีส่วนร่วมนั้นจำเป็น เราสร้างคนใหม่ๆมีอุดมการณ์เข้ามามีส่วนร่วม แล้งเราเอาเขามาใช้ในการเป็นกรรมการประจำหน่วยบ้างหรือไม่ หรือใช้แต่ผู้นำชุมชน ผู้อิทธิพลในหมู่บ้าน หรือเป็นไปตามที่ฝ่ายปกครองเขาต้องการว่าจะเอาใครมาเป็นกปน. ซึ่งตอนสืบสวนไต่สวนเราเห็นเยอะเลยว่า กปน.นับแล้วไม่โชว์บ้าง อย่างที่ จ.สุพรรณบุรี ที่นับผิด แล้วกกต. สั่งนับใหม่ 2 หน่วยนั้นนับผิดไปเป็น 100 คะแนน อีกกรณีหนึ่งประมาณ 200 คะแนนมันไม่ใช่ความผิดพลาด แต่มันคือความตั้งใจที่จะทุจริต สิ่งเหล่านี้ต้องปรับ ปรุงกันใหม่หมดเลย" นายสิทธิโชติ กล่าว
นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า บางจังหวัดเจ้าหน้าที่ไม่รักษาเกียรติภูมิของการเป็นกกต. ทั้งที่เราถืออำนาจอาญาสิทธิ์ในการที่จะคัดกรองคนดีเข้าสู่สังคมการเมืองให้ได้ บางคนมีอุดมการณ์ แต่เราตัวเล็กเกินไป ผู้บังคับบัญชาเราไม่เอาด้วย แต่เมื่อเราโตไปเป็นผู้บังคับบัญชาเราต้องไม่ทำสิ่งไม่ดีแบบนี้ให้คนเห็น จึงอยากฝากเรื่องเกียรติ ภูมิ ศักดิ์ศรีของพวกเรา ถ้าเห็นว่าระบบสืบสวนไต่สวนของเราควรมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างไรสามารถเสนอตามขั้นตอนขึ้นมาได้
ฉะนั้นจากนี้เราจะปรับในเรื่องการสืบสวนสอบสวนในทุกมิติ ตอนนี้กกต.มีมติตั้งอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องสืบสวนไต่สวน และสำนักกฎหมายจะรื้อปรับทั้งกระบวนการ เนื้อหา วิธีการเทคโน โลยี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน ตนได้รับมอบจาก กกต.ให้มาเป็นที่ปรึกษากำกับดูแลภารกิจงานด้านการสืบสวนสอบสวน และ ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกกต.มาเป็นประธานอนุฯ
ดังนั้น ถ้าเห็นว่าควรจะปรับปรุงอะไรขอให้ช่วยกันเสนอ เพื่อมาสร้างระบบของพวกเราเอง เมื่อไหร่ที่เราทำแบบนี้ได้จนเป็นที่เชื่อมั่น ศรัทธาว่าการสืบสวนไต่สวนในต่างจังหวัดของ กกต. นอกจากฉลาด ทันคน เก็บพยานหลักฐานได้ดีแล้วยังมีความมั่นคงในตัวเอง ในที่นี้หมายถึงซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งคนเรามีพวกทุกคน ไม่ใช่ไม่มี แต่ต้องดูว่าอะไรที่ช่วยพวกแล้วมันไม่เสียหายต่อสังคม แล้วมันเป็นธรรมในบางเรื่อง อันนี้ทำได้ แต่อะไรที่ดูแล้วมันเกินเลย ทำแล้วบ้านเมืองเสียหาย ก็อย่าไปทำต้องแนะนำให้เขาปรับใหม่ ที่ประชุมกกต.เองก็มองในทุกมิติเหมือนกัน
นายสิทธิโชติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างเมื่อวานมีการพิจารณาเรื่องผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลรายหนึ่งถูกร้อง โดยเขาช่วยคนคล้ายปอเต็กตึ้ง แต่ทำในนามส่วนตัวมา 20 ปี ศพไหนที่ไม่มีคนขน ไม่มีตังค์ก็จะไปช่วยขน ช่วยบริจาค พอมีเลือกตั้งก็เอาผลงานเก่าๆมาโพสต์ในเฟซบุ๊กใช้คำประมาณว่า "ไม่มีเงินจัดงานศพ ไม่มีรถขนศพ เจอมาตลอด 20 ปีและจะยังอยู่เคียงข้างตลอดไป" ก็มีปัญหาว่าเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ตามพ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นมาตรา 65(1)หรือ(2)หรือไม่
ก่อนมาถึงที่ประชุมกกต. มีความเห็นเสนอว่าควรแจกใบแดงมาทุกชั้นเลย ซึ่ง กกต.ก็มาถกเถียงกันว่า บางครั้งเราจะมาทำลายคนดีจากสิ่งที่เขาบอกว่า"จะยืนเคียงข้างตลอดไป"มันใช่ไหม ซึ่งกกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง เป็นการวินิจฉัยให้เห็นว่าบางสิ่งบางอย่างเมื่อวัดกันแล้ว เราทำลายคนดี กับเพื่อจะแปลความว่าอย่างนี้ผิดมาตรา65เพื่อรักษากฎหมาย ซึ่งไม่ใช่ ว่าเราไม่รักษากฎหมายแต่เมื่อดูเจตนาแล้วมันไม่ถึงขนาดนั้นเพราะสิ่งที่เขาทำๆมาตลอดไม่ใช่เพิ่งมาทำตอนเลือกตั้งดังนั้นการมองต้องมองหลายอย่าง
"จึงอยากฝากพนักงานสอบสวนในฐานะที่เป็นคนใช้ดุลพินิจเบื้องต้นต้องดูว่าอะไรที่ทำให้สังคมเสียหายจริงๆอย่าไปยอม แต่อะไรที่ไม่เชิงเสียหายแต่เป็นเรื่องของสังคมไทยหรือการใช้ชีวิตปกติอย่างเรื่องงานศพ งานแต่ง ให้ซองไม่ได้ ผมว่ามันฝืนธรรมชาติสภาพสังคมไทย เรื่องเหล่านี้มีร้องมามาก ผมมองว่าทำไมเราไม่คิดแบบป.ป.ช.เขาตัดปัญหาขึ้นปีใหม่ เทศกาลตามฤดูกาล เขาบอกให้ได้เลย แต่กำหนดว่าให้ได้ไม่เกิน 3,000 บาท ดังนั้นบางทีเราต้องยอมว่าอย่าไปฝืนธรรมชาติมากกว่าที่ควรเป็น กฎหมายก็เหมือนกันออกมาเพื่อให้คนทำสิ่งอะไรเพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ไม่ฝืน นั่นคือกฎหมาย แต่ถ้าเมื่อไหร่ไม่เป็นไปตามธรรมชาตินั่นคือผิดกฎหมายทันทีนี่คือหลักกฎหมายธรรมชาติ แล้วถูกรับรองโดยกฎหมายบ้านเมืองเอามาเขียนอีกที" นายสิทธิโชติ กล่าว
นายสิทธิโชติ ยังเรียกร้องให้พนักงานสอบสวนของกกต.ต้องหยิ่งในเกียรติและศักดิ์ศรีของเรา เมื่อเราได้รับความเชื่อถือจากประชาชนแล้วสิ่งที่จะตามมา เราเรียกร้องอะไรก็จะได้เหมือนกับเขา
"ศาลฯเอาจริงหมด เพื่อนตนอยู่ในศาลฎีกาแค่ไปฝากน้องว่า"ช่วยดูหน่อยนะ คนนี้เป็นเพื่อนพี่ ถ้ารอการลงโทษได้ช่วยพิจารณาด้วย แค่นี้โดนไล่ออก"เห็นว่าเป็นการแทรกแซงดุลพินิจ ฉะนั้น ศาลฯจึงสามารถเรียกเงินเดือน ค่าตอบแทน เบี้ยประชุมได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเราก็ต้องทำได้เพราะอยู่ในสายอาชีพเดียวกัน และคิดว่าทุกคนคงไม่ได้อยู่แค่นี้ บางคนอาจไปเป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา ดังนั้นเราควรมีเกียรติภูมิในอาชีพของเราที่จะเคียงคู่ติดตัวเราไปจนถึงวันตายซึ่งก็จะทำให้เราภูมิใจว่าได้ทำสิ่งดีๆที่เป็นประโยชน์ในชีวิตของเรา" นายสิทธิโชติ กล่าว
นายสิทธิโชติ กล่าวด้วยว่า อนุฯที่ตั้งขึ้นก็จะเข้ามาดูทุกสิ่งทุกอย่างในทุกมิติต้องการทำงานการเติบโตในหน้าที่ จะสร้างระบบที่ไม่ได้มีเจ้าพ่อเจ้าแม่บางจังหวัดพนักงานสืบไต่ฯอยู่นานมาก นานกว่าผอ. ผอ.ใหม่ไปต้องไปอยู่ใต้อาณัติเขาซึ่งมีอยู่หลายจังหวัดต้องปรับใหม่เราจะต้องให้คนดีขึ้นมาบริหารและปกครองมีที่ยืนนอกจากนี้เราต้องเป็นคนดีและทำให้คนดีมีที่ยืนในพื้นที่แล้วเรายังต้องทำให้สังคมการเมืองสนับสนุนคนดีเข้ามาบริหารมาปกครอง เพื่อให้บ้านเมืองเราไปได้ ฉะนั้นอะไรที่เป็นพยานหลักฐานโดยเฉพาะพยานหลักฐานทางเทคโนโลยีเป็นประโยชน์มากที่สุดเลย
"ยกตัวอย่างคดีฮั้วมีพยานปากต่อปากยันกันตลอด พยานหลักของเราปากเดียว เพราะว่าฮั้วมันไม่ใช่ทำเปิดเผยอยู่แล้ว ทำในที่ลับ เราจะหาพยานลำบากอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีพยานมาให้การ แล้วอีกฝ่ายปฏิเสธ ถ้าปากต่อปากยันกันอย่างนี้มันก็ลำบากแล้วที่จะเชื่อใคร แม้ว่าจะเชื่อก็ตามแต่การจะนำความเชื่อไปสู่การให้ศาลลงโทษได้ก็คือพยานหลักฐานในสำนวนหลายสำนวนที่เราคิดว่าน่าจะลงโทษเขาได้พยานยันกันปากต่อปากก็ใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่นเขาบอกว่า เขาเข้าประชุมที่นี่ ได้รับเงินเท่านี้และเดินทางมาตามโพยฮั้ว ทั้งที่จริง ๆ เจอกันแถวอีสานแล้วมาด้วยกัน เป็นคำกล่าวอ้างทั้งนั้นไม่มีเอกสาร ภาพถ่ายอะไรเลย เราจะเชื่อได้อย่างไร เพราะอีกฝ่ายปฏิเสธปรากฏว่าเขามาตายด้วย เบสโทรศัพท์ (เสาโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์) คนที่ถูกกล่าวอ้างในวันที่มีการทำโพยกันอยู่ เขาอยู่ตรงที่เบสโทรศัพท์นั้น ที่โรงแรมนั้นจริง ทำให้คำกล่าวอ้าง คือคำพูดพยานบุคคลเดี่ยวๆ มีน้ำหนัก" นายสิทธิโชติ กล่าว
นายสิทธิโชติ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราเชื่อว่าคนนี้พูดจริงเหมือนกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่เพิ่งออกมาใหม่ก็บอกว่าจริงๆ แล้วพยานเหล่านี้ที่เป็นพยานหลักของเราเป็นคนส่วนหนึ่งที่เข้าไปทำโพยกับเขาด้วยคือเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย พยานที่ร่วมกระทำผิดด้วยกันให้การซัดทอดอีกคนหนึ่งปรากฏว่าเป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อยมาก คือเรากันเขาไว้เป็นพยาน ซึ่งกฎหมายให้อำนาจแต่เมื่อเขาเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกันก็เป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อยการรับฟังต้องระมัดระวัง และต้องฟังประกอบพยานแวดล้อม ในที่นี้ก็คือเบสโทรศัพท์ สามารถขอความร่วมมือได้ทำให้พยานหลักฐานมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามาช่วยแล้วพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นพยานหลักฐานที่ไม่สามารถโต้แย้งหักล้างได้ เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ดังนั้น จึงอยากให้พวกเราฝึกฝนจนคิดว่าสามารถไปปฏิบัติหน้าที่แล้วจะเป็นประโยชน์ มีน้อยมากสำนวนในระดับท้องถิ่น ที่ไม่ใช่ระดับชาติ ที่มีการเอาเรื่องเบสโทรศัพท์ มาใช้เจออยู่บ้างในบ้านจังหวัด ฉะนั้นเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่ดีมากขอให้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่มาประกอบหลักฐานในสำนวน จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาของคณะกรรมการเป็นอย่างยิ่ง


