วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

การเมืองอุบลฯ ลมเปลี่ยนทิศ ‘กัลป์ตินันท์’ ถึงครา'อัสดง'

สุดท้าย “เกรียง” จึงจำเป็นต้องอยู่พรรคเพื่อไทยต่อ และบทบาทค่อยๆ เงียบหายไป เพราะไม่มี สส.ในมือมากพอจะต่อรองในยุคนี้ การถูก ป.ป.ช.ชี้มูลแบบ แทบ “ยกครัว” ครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับพระอาทิตย์ที่ใกล้อัสดง ในการเมืองอุบลฯ

KEY POINTS

  • ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคนในตระกูล “กัลป์ตินันท์” เกือบยกครัว ในคดีทุจริตฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างถนนเมื่อปี 2549 ซึ่งรวมถึงนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ภรรยา น้องชาย และหลานสาว
  • คำตัดสินดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออิทธิพลและอนาคตทางการเมืองของตระกูลกัลป์ตินันท์ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเปรียบเสมือนช่วงเวลาอัสดงทางการเมือง
  • ฐานการเมืองของตระกูลกัลป์ตินันท์อ่อนแอลงก่อนหน้านี้แล้ว สะท้อนจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ต้องต่อสู้อย่างหนักกับคู่แข่งและกระแสการเมืองใหม่ที่เปลี่ยนไป

การเมือง “อุบลราชธานี” ถึงฤดู “ลมเปลี่ยนทิศ” หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดคนใน “ตระกูลกัลป์ตินันท์” แทบจะยกพวง ในคดีทุจริตแบ่งจ้างงานโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจร เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ.2549 งบประมาณ 43,221,000 บาท แบ่งออกเป็นรายโครงการ โครงการละไม่เกิน 2,000,000 บาทเพื่อหลีกเลี่ยงการจ้างด้วยวิธีประกวดราคา โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

โดย “ป.ป.ช.” ชี้มูล ภรรยาของ “เกรียง กัลป์ตินันท์” อดีต รมช.มหาดไทยอย่าง “รจนา กัลป์ตินันท์” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี กับพวก

ขณะเดียวกัน ยังชี้มูล “เกรียง” ในคดีเดียวกันว่า เมื่อครั้งเป็น สส. มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 91 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ “พ.ร.บ.ฮั้ว” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี นอกจากนี้ แม้พ้นความเป็น สส.แล้ว ยังมีความผิดฐานสนับสนุน “รจนา”กับพวก อีกด้วย

นอกจาก “เกรียง” กับภรรยาแล้ว คนใน “ตระกูลกัลป์ตินันท์” ยังถูกฟันกราวรูด ไม่ว่าจะเป็น “กานต์ กัลป์ตินันท์” น้องชายแท้ๆ ของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กระทำความผิดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ผิดอาญาในข้อหาเดียวกัน รวมถึง พ.ร.บ.ฮั้วด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นหลานสาวอย่าง “รัตติกา กัลป์ตินันท์” ลูกสาวของ “นายกฯกานต์” ก็โดน ป.ป.ช.ชี้มูลในคดีนี้ ข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด

ป.ป.ช.ชี้มูลครั้งนี้ ยิงนกนัดเดียวได้ถึง 4 ตัว คนในตระกูลที่ยังอยู่ในการเมืองระดับชาติ และรอดเพียงคนเดียวคือ “วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์” สส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคเพื่อไทย ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

แม้ตามกฎหมายจะเหลืออีกหลายขั้นตอน ทั้งอัยการ ทั้งศาล ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักใหญ่ๆ แต่จากรายละเอียดที่ “ป.ป.ช.” อธิบายในคำแถลง เล่าพฤติกรรมแบบละเอียด ดูแล้วต้องต่อสู้อย่างเหน็ดเหนื่อย

แน่นอนว่า ย่อมมีผลต่อการเมืองใน จ.อุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็นการเมืองท้องถิ่น หรือการเมืองระดับชาติ เพราะมีคนใน “ตระกูลกัลป์ตินันท์” มีตำแหน่งทั้งหมด

ขณะที่ฐานการเมืองของ “ตระกูลกัลป์ตินันท์” ใน จ.อุบลราชธานีเวลานี้ ก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนอดีต สะท้อนจากการเลือกตั้ง นายก อบจ.อุบลราชธานี ที่ผ่านมา ถึงกับต้องพึ่งนายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ไปลงพื้นที่ช่วย “กานต์” หาเสียง เพื่อเรียกคะแนนจากคนเสื้อแดงเก่า และกว่าจะชนะมาได้ ก็หนักเอาการเช่นกัน

แม้แต่การเลือกตั้ง สส.ที่เพิ่งผ่านมา กว่าจะพา “วรสิทธิ์” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเข้าสภาฯ มาได้ ต้องสู้กับกระแสสีส้มในตัวเมืองอุบลราชธานีอย่างหนักหน่วง หมดพลัง หมดกระสุนดินดำไปไม่ใช่น้อย จนแทบจะไม่ได้ดูแลผู้สมัคร สส.ของพรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ ใน จ.อุบลราชธานีเลย

“เกรียง” ก็รู้ตัวและรู้สถานการณ์ดี การเมืองอุบลฯวันนี้ไม่เหมือนเก่า ที่ผ่านมา 3-4 ตระกูลใหญ่แบ่งพื้นที่กันเล่น โดยไม่ล้ำเส้น โซนใครโซนมัน แม้ต่างพรรคก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น “ตระกูลสมชัย” ของ “อิสสระ สมชัย” อดีตรัฐมนตรี และสส.หลายสมัย “ตระกูลพิทักษ์พรพัลลภ” ของ “เฮียกุ่ย” ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ รวมไปถึง “ตระกูลจินตะเวช”

แต่การเมืองในยุคหลังมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามา อย่าง “พรรคประชาชน” ที่รุกคืบเข้ามาในพื้นที่อีสานได้มากขึ้นทุกครั้งในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะตัวเมืองที่เข้าวินในหลายจังหวัด จนเจ้าถิ่น หรือแชมป์เก่าเอาชนะลำบาก

รวมไปถึง “พรรคไทรวมพลัง” ที่มีรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “กังฟู” วสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นหัวหน้าพรรค และเบื้องหลังมียี่ห้อ “โรงแป้งมัน” จนเข้ามากวาด สส.ได้ในหลายเขต เพราะคู่แข่งต่างผวากับพละกำลัง และกระสุนดินดำที่หนักหน่วง ทั้งการเมืองระดับชาติ และท้องถิ่น

ดังนั้น แต่ละตระกูลบ้านใหญ่ ต่างต้องช่วยตัวเองเพื่อให้ได้เข้าสภาฯ ไม่มีเวลาปั๊ม สส.ในจังหวัดตัวเองเพิ่มเหมือนวันเก่า แถมการต่อสู้แต่ละครั้งต้องใช้ทุนมหาศาล

ขณะที่กระแสเสื้อแดงใน จ.อุบลราชธานี ก็ไม่ได้ขลังเหมือนเดิม การเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงปรากฎภาพ “เกรียง” ไปพบ “ใครบางคน” ที่โรงแรมชื่อดัง ในซอยรางน้ำ ซึ่งเป็นฐานบัญชาการใหญ่ของ “พรรคภูมิใจไทย” เพื่อเจรจาเรื่องการร่วมงานกันในการเลือกตั้ง

ทว่า “ดีล” ของ “เกรียง” กับ “บิ๊กสีน้ำเงิน” ไม่สามารถบรรลุผลได้ โดยมีรายงานว่า สส.และนักการเมืองที่ “เกรียง” ยกไปพูดคุยนั้น ต่างคนต่างมาอยู่กับ“พรรคภูมิใจไทย”หมดแล้ว ดังนั้น หากเกรียงจะมา ก็แค่ในนามบุคคล ไม่สามารถเหมารวมเป็นกลุ่มได้ ดังนั้น โอกาสจะได้เป็นเสนาบดีจึงแทบจะปิดประตู

สุดท้าย “เกรียง” จึงจำเป็นต้องอยู่พรรคเพื่อไทยต่อ และบทบาทค่อยๆ เงียบหายไป เพราะไม่มี สส.ในมือมากพอจะต่อรองในยุคนี้ 

การถูก ป.ป.ช.ชี้มูลแบบ แทบ “ยกครัว” ครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับพระอาทิตย์ที่ใกล้อัสดง ในการเมืองอุบลฯ