ป.ป.ช.ชี้มูลผิด 'พรชัย โควสุรัตน์' อดีตนายก อบจ.อุบลราชธานี ร่วมกันทุจริตโครงการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง แพงเกินจริง เสียหาย 8 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ กรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายพรชัย โควสุรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กับพวก กรณีร่วมกันทุจริตโครงการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว จำนวน 80 เครื่องพร้อมอุปกรณ์ เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ในราคาที่แพงเกินความเป็นจริง เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และทางราชการได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน 8,000,000 บาท
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 กองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับอนุมัติเงินกู้เพื่อพัฒนาให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเกษตรกรผู้ต้องการใช้น้ำตามโครงการเอาชนะความแห้งแล้งด้วยชลประทานระบบท่อ จากนั้นนายปรีชา พงษ์ทอง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาแหล่งน้ำ กองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ได้เสนอบันทึก ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการสืบราคา กำหนดคุณลักษณะและราคากลางครุภัณฑ์ตามโครงการดังกล่าว ให้นายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี พิจารณา โดยระบุว่ามีความประสงค์จัดหาพัสดุครุภัณฑ์ เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง เครื่องยนต์ดีเซล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว สูบน้ำได้ไม่น้อยกว่า 540 ลบ.ม./ชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง จำนวน 80 เครื่อง อุปกรณ์เชื่อมต่อชลประทานระบบท่อ จำนวน 6 รายการ
ปรากฏว่านายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ลงนามเห็นชอบและมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบราคา กำหนดคุณลักษณะและราคากลาง ประกอบด้วยนายปรีชา พงษ์ทอง นักบริหารงานช่าง 6 เป็นประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ ฟักทอง นักบริหารงานช่าง 6 นายเทิดศักดิ์ ดลสุข นายช่างโยธา 7ว นางสุรัชดา โชติพันธ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม 6ว และนายวิรัตน์ คูหะรัตน์ เจ้าหน้าที่บริหารทั่วไป 5 เป็นกรรมการ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556 คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอรายงานการสืบราคาถึงนายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านนายยุทธพล พันธุ์เพ็ง รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และนายปรีชา พงษ์ทอง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายพัฒนาแหล่งน้ำ
โดยกำหนดราคาเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว สูบน้ำได้ ไม่น้อยกว่า 540 ลบ.ม./ชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง จำนวน 80 เครื่อง ราคาเครื่องละ 750,000 บาท ตามที่นายพรชัย โควสุรัตน์ สั่งการให้กำหนดราคาเครื่องละ 750,000 บาท ทั้งที่เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 นายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ได้อนุมัติให้จัดซื้อเครื่องสูบน้ำที่มีคุณลักษณะเช่นเดียวกันนี้ตามที่คณะกรรมการสืบราคาและผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเสนอในราคาเครื่องละ 650,000 บาท ดังนั้น จึงเป็นการกำหนดราคากลางสูงกว่าราคาที่เคยจัดซื้อในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เครื่องละ 100,000 บาท
ทั้งที่ตามหลักเกณฑ์ของทางราชการระบุว่า การกำหนดราคากลางให้ใช้ราคาที่หน่วยงานเคยจัดซื้อภายใน 2 ปีงบประมาณ ต่อมานายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ได้อนุมัติให้นำราคากลางดังกล่าวไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้ขาย ทั้งที่มีราคาแพงเกินความเป็นจริง เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีและทางราชการได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน 8,000,000 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
1. การกระทำของนายพรชัย โควสุรัตน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดฐานละเลย ไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบ เรียบร้อยของประชาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2. การกระทำของนายปรีชา พงษ์ทอง นายสุรพงษ์ ฟักทอง นายเทิดศักดิ์ ดลสุข นางสุรัชดา โชติพันธ์ นายวิรัตน์ คูหะรัตน์ และนายยุทธพล พันธุ์เพ็ง มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172)
และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และแจ้งผลให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ


