อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พื้นที่ใช้สอย 424,000 ตารางเมตร และเป็นอาคารรัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แทนที่วังรัฐสภาในประเทศโรมาเนีย อีกทั้งเป็นอาคารของรัฐที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองของโลก รองจากเดอะเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ใช้เป็นที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาในปัจจุบัน กินเวลาก่อสร้างยาวนานกว่า 10 ปี หากนับจากวันที่ 8 มิ.ย.2556 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มลงเสาเข็ม โดยมีบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ด้วยงบประมาณกว่า 2.3 หมื่นล้าน
ท่ามกลางสารพัดดราม่าที่เรื่องร้องเรียนยังไม่เคยสงบ ดังคำนิยามของ “สัปปายะสภาสถาน” ซึ่งเป็นชื่อของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ ที่แปลว่า สถานที่อันสงบร่มเย็นแล้ว
ไม่เพียงแต่กระบวนการก่อสร้างที่เป็นไปอย่างล่าช้า มีการขยายสัญญาก่อสร้างถึง 4 รอบ ที่สำคัญเอกชนที่ก่อสร้างยังไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย โดยอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564 กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
ในทางกลับกัน เป็นฝั่งรัฐสภาที่เกือบเสียค่าโง่ 1,596 ล้านบาท กรณีส่งมอบพื้นที่ล่าช้า แต่โชคดีที่ต่อมาศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษา“ยกฟ้อง”คดี ที่บริษัท ซิโน-ไทยฯ ในฐานะผู้ฟ้องคดี กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกฟ้องคดี
เนื้อหาคำพิพากษาช่วงหนึ่งระบุชัดว่า คณะกรรมการตรวจการจ้าง ผู้ควบคุมงาน ผู้ฟ้องคดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วได้ขยายเวลาทำการก่อสร้างตามสัญญาออกไป 4 ครั้ง รวมเป็นเวลา 1,864 วัน จึงเห็นว่า ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำหน้าที่พิจารณาขยายระยะเวลาของงานส่วนที่ต้องล่าช้าออกไปให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว
ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิที่เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิ้น ทั้งนี้ ตามข้อ 1 วรรค (20) และข้อ 24.2 ของสัญญาพิพาท
ณ ปัจจุบัน อาคารรัฐสภาแห่งนี้ ได้มีการรับมอบงานโดยสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภา ส่วนสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 ก.ค.2567 แต่ยังมี “สัญญาประกัน” อาคารรัฐสภาอีก 2 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ค.2569 นี้
ทว่าจากภาพที่ปรากฎผ่านสื่อจนคุ้นชินในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรอยร้าว รอยรั่ว และจุดชำรุด เวลานี้กำลังถูกจับตาว่า จาก “รอยร้าวอาคาร”จะส่อแววกลายเป็น“รอยรั่ว”ของกระบวนการตรวจสอบ หลังครบสัญญาประกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าหรือไม่อย่างไร
‘ซับคอนแทรค’ 2,993 ล้านส่อขัดสัญญา
มีความเห็นในมุมอดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนรษฎร "วิลาศ จันทร์พิทักษ์" อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เกาะติดเรื่องนี้ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้เดินหน้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบโครงการดังกล่าว มากถึง 65 เรื่อง โดยแต่ละคำร้อง มีอายุความ 10 ปี ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งจะรอติดตามว่า หากครบ 10 ปี ป.ป.ช.จะมีการพิจารณาเรื่องต่างๆ เหล่านี้อย่างไร โดยในจำนวนนี้ บางคำร้องที่ป.ป.ช.ชี้แจงมาว่า หลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับไว้พิจารณา
"วิลาศ" ยังตั้งข้อสังเกตไปถึง “สัญญาซับคอนแทรค” หรือ “สัญญาจ้างเหมาช่วง” ที่ระบุชัดเจนว่า ห้ามนำงานไปจ้างผู้รับเหมาช่วง แต่จากข้อมูลที่ได้รับ กลับมีเอกสารส่งต่องานให้บริษัทอื่นเข้ามาดำเนินการ มูลค่ากว่า 2,993 ล้านบาท เรื่องนี้ถือว่าขัดสัญญาหลักหรือไม่
จากการตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมา นอกเหนือจากยังไม่พบอะไรที่มีการแก้ไข ทั้งงานเล็กงานใหญ่แล้ว ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือเรียกร้องไปยังรัฐสภาเพื่อติดตาม เพราะไม่เช่นนั้น หากพ้นสัญญาประกันในวันที่ 15 ก.ค.2569 นี้ เท่ากับว่ารัฐสภาจะต้องนำเงินภาษีประชาชนหรือเงินรัฐมารับผิดชอบค่าใช่จ่ายในการซ่อมแซมแทน
ทั้งนี้ หลังจากที่ให้ข้อมูลต่อสภาฯไปหมดแล้ว ต้องรอความชัดเจนในวันที่ 15 ก.ค.ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายของสัญญาประกัน จากนั้นจะมีการแถลงข่าวกรณีดังกล่าวในวันที่ 16 ก.ค.โดยจะชี้ให้เห็นถึงบัญญัติ 7 ประการว่า จะต้องทำอะไรบ้าง เช่น รัฐสภาต้องไม่คืนเงินค้ำประกัน 614 ล้านบาท เพราะไม่เช่นนั้น จะเป็นฝ่ายรัฐสภาที่จะต้องรับผิดชอบในภายหลัง
“สว.อิสระ” ขยี้ชาญวีรกูล-ระบอบน้ำเงิน
มหากาพย์โครงการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี โดยมีเอกชนที่ชนะประมูลงานก่อสร้างชื่อ บริษัท ซิโน-ไทยฯ ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูลชาญวีรกูล ท่ามกลางสารพัดข้อครหา “ซ่อม-สร้าง” จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวจาก “สว.ขั้วตรงข้าม” หยิบยกประเด็นนี้มาขยี้แผลระบอบสีน้ำเงินที่กำลังเรืองอำนาจทั้งสภาบนและสภาล่างในเวลานี้
เห็นได้ชัดจากท่าที่ “กลุ่มสว.อิสระ” แถลงเมื่อวันที่8 ก.ค.ที่ผ่านมา โดย “นันทนา นันทวโรภาส” สว.กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค.วุฒิสภาแถลงผลงาน 2 ปี แต่ไม่พูดว่าจะแก้ไขปรับปรุงอาคารรัฐสภาที่กำลังจะหมดสัญญารับประกันอย่างไร แต่ไม่ซ่อมอะไรเลย หลังจากวันที่ 15 ก.ค.เป็นวันหมดสัญญา หากรัฐสภาจะซ่อมอะไรต้องจ่ายเงินเอง ช่วงนี้ยังอยู่ในสัญญาแต่กลับไม่เจรจาให้แก้ปัญหา ถ้าเป็นผู้รับเหมารายอื่นจะนิ่งขนาดนี้หรือไม่ ทำไมเงียบขนาดนี้ ฝนตก น้ำรั่ว ส้วมใช้ไม่ได้ ส้วมแตก แต่ไม่ดำเนินการอะไร เป็นการปิดกลบช่วยเหลือกันหรือไม่ เราพยายามปกป้องภาษีประชาชน แต่ผู้มีอำนาจไม่ดำเนินการ
เช่นเดียวกับ “สุนทร พฤกษพิพัฒน์” สว. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสภาพอาคารรัฐสภาที่ต้องซ่อมบำรุง พบว่าฝั่ง สว. มี 500 รายการ ฝั่ง สส.อีก 500 รายการ หรืออาจมากกว่านั้น ตัวเลขค่าซ่อม หากคิดเป็นจุด จุดละ 10,000-30,000 บาท รวมเป็นเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งการซ่อมอาคารรัฐสภายังอยู่ในระยะเวลารับประกัน
หวังว่าบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารรัฐสภาที่มีชื่อเสียงโด่งดังจะมาดำเนินการซ่อมตรงนี้ในช่วงระยะประกัน และหวังว่าประธานรัฐสภาจะกำชับเจ้าหน้าที่เอาจริงกับผู้รับเหมา ไม่ให้ประชาชนมาเสียภาษีกับเงินจำนวนมากในเรื่องไม่จำเป็นต้องเสีย อย่าเกรงใจผู้รับเหมารายนี้มากนัก
รัฐสภาแห่งใหม่ ที่อยู่ในสภาพ “10 ปีสร้าง-10 ปีซ่อม” ดูเหมือนจะไม่สงบร่มเย็นดังคำนิยาม จาก “รอยร้าว”ที่เกิดจากการ“ชำรุด” อาจเป็น “รอยรั่ว” ในกระบวนการตรวจสอบ หลังพ้นเส้นตายสัญญาประกันวันที่ 15 ก.ค.นี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงก่อสร้างรัฐสภาใหม่ แม้จะเชื่อมโยงไปยังตระกูลชาญวีรกูล ในฐานะเจ้าของบริษัทเอกชนผู้รับงานประมูล “เมกะโปรเจกต์ยักษ์”แห่งนี้ แต่ที่ผ่านมา เรื่องราวของรัฐสภา กลับไม่สามารถสั่นคลอนนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้


