วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สภาฯไฟเขียว ‘นิรโทษเลือกข้าง’ วางหมาก‘น้ำเงิน’ พ้นบ่วงการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ลงมติเสียงข้างมาก ผ่าน “ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…” หรือ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้กับผู้ชุมนุม ผู้แสดงออกทางการเมือง หลังจากพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้มาเกือบ 1 ปี 

การพูดคุยเพื่อสันติภาพ และลงเอยที่ใช้ช่องทางออกกฎหมาย ใช้เวลาคาบเกี่ยวมาจากสภาฯ ชุดก่อนหน้านี้ และผ่านนายกรัฐมนตรีมาถึง 3 คน ตั้งแต่ เศรษฐา ทวีสิน -แพทองธาร ชินวัตร-อนุทิน ชาญวีรกูล

ตามเจตนารมณ์ของร่างกฎหมาย เพื่อต้องการ “ล้างผิด” ให้กับผู้ที่มีคดีทางการเมือง ใน 4 กลุ่มสำคัญคือ กลุ่มคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง กลุ่ม กปปส. และม็อบราษฎร-เยาวชนปลดแอก ในห้วงเวลาที่ทำผิดตั้งแต่ 1 ม.ค.2548 ถึง 16 ก.ค.2568 หรือ 20 ปี 

แต่การนิรโทษกรรมนี้ ไม่รวมถึงคดีทุจริต-ประพฤติมิชอบ คดีมาตรา 112 และคดีร้ายแรงทำให้ผู้อื่นถึงแต่ความตาย เจ็บสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือการกระทำต่อส่วนตัว หรือที่ต้องรับผิดต่อบุคคล

หากย้อนรอยการขับเคลื่อนการนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง มีประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด คือ “คดีมาตรา 112” ไม่ว่าจะเป็นชั้น กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง  ไล่มาถึง กรรมาธิการพิจารณากฎหมาย ที่มีความเห็นต่างจากทั้ง “ฝ่ายก้าวหน้า” และ “ฝ่ายอนุรักษ์” จนเรียกได้ว่า ในช่วงแรกที่ตั้งวง ไม่เห็นทางที่จะนำไปสู่การประนีประนอมกันได้

ทว่าจากการพูดคุย ของทั้ง “ฝ่ายก้าวหน้า" และ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ที่ต่างต่อรอง จนที่สุดก็ยอมลดเพดาน ทำให้ในเวทีกรรมาธิการของสภาฯ เปิดประตูให้ “เยาวชน” ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีในวันที่กระทำผิด ซึ่งถูกฟ้องคดีมาตรา 112 ได้ช่องทาง “ยุติคดี” โดยต้องแลกกับการเข้าสู่กระบวนการสำนึกผิด

สภาฯไฟเขียว ‘นิรโทษเลือกข้าง’ วางหมาก‘น้ำเงิน’ พ้นบ่วงการเมือง

ในวันนั้น “ชัยธวัช ตุลาธน” แกนนำพรรคส้ม ยังมีบทบาทในสภาฯ โดยย้ำว่าได้พยายามอย่างเต็มที่ แม้ไม่ได้ทั้งหมด แต่ขอให้ได้บางส่วนก็ยังดี

เมื่อผ่านเข้าสู่สภาฯ สามารถผ่านร่างกฎหมาย และได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 และส่งถึงมือ “สว.ชุดที่ 13” แม้จะมีสะดุด เพราะ “สภาฯ” ถูกยุบ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกชุบชีวิต โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ยืนยันให้เดินหน้ากฎหมายต่อได้ จนพบการแก้ไขที่นำไปสู่ “การปิดประตูโอกาส” ของเยาวชนที่จะได้รับสิทธิยุติคดีความผิดทางการเมือง ซึ่งรวมถึงมาตรา 112

เนื่องจาก “กรรมาธิการ ของสว.” ที่มี “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” เป็นประธาน กมธ.เขียนเพิ่มวรรคใหม่ ในมาตรา 11 มีเนื้อหาระบุว่า “ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112” 

สภาฯไฟเขียว ‘นิรโทษเลือกข้าง’ วางหมาก‘น้ำเงิน’ พ้นบ่วงการเมือง

เมื่อร่างกฎหมายนี้ ส่งมายังสภาผู้แทนฯ ให้พิจารณาเห็นชอบกับสิ่งที่ สว.แก้ไข มติ สส.เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ได้เลือกยืนยันตามวุฒิสภา จึงเท่ากับ "ปิดประตูมาตรา 112” โดยสิ้นเชิง ทำให้ “สส.พรรคส้ม” ให้คำนิยามว่า เป็น “นิรโทษกรรมเลือกข้าง”

กับสิ่งที่สภาฯ เสียงข้างมาก “306 เสียง” โหวตเห็นชอบตามที่สว.แก้ไข ขณะที่ สส.พรรคประชาชน ทั้ง 141 คนโหวตสวน สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่ “พรรคส้ม” พยายามผลักดันมาตั้งแต่เป็นพรรคก้าวไกล ต่อเนื่องมาถึงพรรคประชาชน ในประเด็น มาตรา 112 นั้นสูญเปล่า และย้ำถึงการถูกเกมการเมืองจาก “ฝ่ายน้ำเงิน” หลอกให้ยอมไปก่อน เพื่อกลับมาหักหลังซ้ำแล้วซ้ำอีก

นอกจากนี้แล้ว ยังมีประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตต่อการนิรโทษกรรม ที่มีอานิสงส์ “คดีฮั้วสว.” เพราะตามบัญชีแนบท้าย ได้บัญญัติให้ล้างผิดการกระทำผิด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาของสว. พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นกติกาแม่บทที่ใช้กำกับการเลือกสว. เมื่อ มิ.ย.2567 

แม้จะมีเงื่อนไข ไม่รวม “การเลือกตั้งที่ไม่สุจริต-ไม่เป็นธรรม-ขาดคุณสมบัติ” แต่จากการตั้งข้อสังเกตของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า มีช่องที่เปิดให้นิรโทษกรรม พรรคการเมือง-นักการเมือง ที่เกี่ยวข้องคดีเลือกสว.ได้ หากการเลือกไม่ถูกชี้ขาดอย่างชัดเจนว่า เป็นการเลือกตั้งใดไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม ที่ถึงขั้น “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” วินิจฉัยให้ใบเหลือง ใบแดง หรือเลือกใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

สภาฯไฟเขียว ‘นิรโทษเลือกข้าง’ วางหมาก‘น้ำเงิน’ พ้นบ่วงการเมือง

สำทับกับคำอภิปรายของ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” หัวหน้าพรรคประชาชาติ  อดีต รมว.ยุติธรรม ที่อยู่ร่วมในกระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ตั้งแต่เริ่มต้น ระบุว่า เขียนกฎหมายแบบนี้กำกวม และเปิดช่องให้ตีความล้างผิดนักการเมืองที่มีเอี่ยว ทั้งที่ข้อเท็จจริงคดีฮั้ว สว. ไม่ได้มีเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการเลือกที่ไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม ยังมีประเด็นที่ถูกไต่สวนใน 7 ข้อกล่าวหา คือ 

1.กรณีกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือ สส.ช่วย สว. 2.ผู้สมัครสว.ให้พรรคการเมือง หรือสส.ช่วย 3.ประเด็นการแนะนำตัว 4.กรณีการสัญญา 5.กรณีจัดเลี้ยง 6.กรณีรับผลประโยชน์ และ 7. กรณีเรียกรับ หรือยอมรับทรัพย์สิน นอกจากนั้นยังมีประเด็นการพิจารณาคดีอั้งยี่ ฟอกเงินด้วย

พ.ต.อ.ทวี ระบุด้วยว่า ในกลไกนิรโทษกรรมที่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ให้ “นายกฯ” เป็นประธาน เท่ากับเป็นการยอมให้สิทธิ เอื้อประโยชน์นิรโทษกรรม “นักการเมือง” ที่อาจมีส่วนกระทำผิดตามกฎหมายเลือก สว.ที่ไม่ถูกชี้ขาดว่า ทำให้การเลือกไม่สุจริต-ไม่เป็นธรรม ที่ประเด็นนี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ “สว.สีน้ำเงิน” เพิ่มบทรับรองให้ “การทำหน้าที่ของกรรมการฯ ที่จะไม่มีความผิด หากกระทำโดยสุจริต”

ดังนั้น ต้องติดตามต่อไปว่า สุดท้ายปลายทางของเรื่องนี้ จะมีผลทำให้ “กลุ่มสีน้ำเงิน” กลายเป็นกลุ่มการเมืองลำดับ 5 ที่จะได้ประโยชน์ ถูกล้างผิดในคดีการเมืองตามกฎหมายนี้ด้วยหรือไม่