วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ครม.เงา จี้รัฐบาลใช้งบ 70 แก้ปมสารพิษปนแม่น้ำ แนะ 3 ข้อต่อรองจีน

‘ภัทรพงศ์’ ซัดรัฐบาลเฉย ไม่แก้พิษสารพิษจากเหมืองแร่เพื่อนบ้าน ไหลปนแม่น้ำ 6 สาย กระทบไทย จี้ใช้งบกลางปี 70 แก้ ‘ทูตพิศาล’ แนะ 3 ข้อ ต่อรองจีน

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ นายณัฐพงษ์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุม ครม.เงา ถึงกรณีปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำจากการทำเหมืองแร่ ในประเทศเพื่อนบ้านว่า ปัญหาสารเคมีอันตรายจากการทำเหมืองแร่ปนเปื้อนในแม่น้ำลาม 6 ลำน้ำ คือลำน้ำกก ลำน้ำรวก ลำน้ำสาย ลำน้ำโขงทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน แม่น้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และลำนำกระบุรี ที่จังหวัดระนอง ผลกระทบชัดเจนตลอดห่วงโซ่ ทั้งน้ำปนเปื้อน ตะกอนดิน ปลา ตรวจเจอสารหนู ตะกั่วที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการท่องเที่ยวปิดตัวลงกว่า 80% เช่น การท่องเที่ยวในพื้นที่ลำน้ำกก ส่วนที่เปิดอยู่ก็แทบไม่มีลูกค้า นอกจากนี้ยังกระทบการส่งออก ในอดีตญี่ปุ่นจะนำเข้าสินค้าจากแม่อาย ริมน้ำกก แต่ปัจจุบันหยุดนำเข้าสินค้าเหล่านั้น เพราะกังวลเรื่องการปนเปื้อนจากแม่น้ำ

นายภัทรพงษ์ ดังนั้นขอให้รัฐรัฐบาลจัดการภายในประเทศที่ชัดเจน แต่ในงบประมาณปี 2570 กลับไม่มีงบฯ จัดการส่วนนี้ที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งจัดการงบกลางโดยด่วน เพื่อสามารถจัดการตรวจได้อย่างครอบคลุมเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเจรจากับต่างประเทศ รวมถึงตรวจสอบน้ำ และดินที่ใช้ในการเกษตร และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งพบการปนเปื้อนโลหะหนักเยอะ แต่กลับไม่มีการสื่อสารกับประชาชน ไม่มีการบำบัดดินและน้ำ รวมถึงงบฯ ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก และขอให้ออกกฎกระทรวงเพื่อตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของแร่ที่มีการนำเข้าในประเทศ หยุดทำให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่ที่เป็นพิษเหล่านี้

สำหรับการจัดการต้นตอ ระหว่างประเทศ ยังน้อยมาก มีการเจรจากับเมียนมาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ครั้งเดียว และไม่มีการคืบหน้าอะไร ส่วนรัฐบาลนี้ที่มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ก็เป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ก็มีการประชุมเพียงครั้งเดียว ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้ฐานข้อมูลเจรจาระหว่างประเทศ ก็ประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนเม.ย. แต่ไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย  หนักสุดคือคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศ ไม่เคยมีการประชุมเลยตั้งแต่ปีที่แล้ว ดังนั้นปัญหาที่ประชาชนเจอ แต่รัฐกลับไม่ขยับอะไรเลย  ทำให้ประชาชนต้องขับเคลื่อนกันเอง ภาพความขัดแย้งที่จังเชียงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งหมดอยู่ต้นตออยู่ที่รัฐบาลไม่ทำงาน
 
ส่วน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรายังไม่เห็นการใช้วิธีต่างประเทศที่ถูกต้องจากรัฐบาล ต้องยอมรับว่าเหมืองหลายแห่งในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา หลายแห่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ควบคุมของทหารเมียนมาโดยตรง ดังนั้น การที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หนีไม่พ้นต้องใช้เวทีในการเจรจากับประเทศจีน และเขามีกฎหมายในการกำกับซัพพลายเชนในการทำอยู่แล้ว ว่าต้องเป็นเหมืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และรัฐบาลจีนก็พร้อมช่วยไทยในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพราะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้จีนได้  

ด้าน นายพิศาล มาณวพัฒน์ หนึ่งในครม.เงา กล่าวว่า ขอแนะนำ 3 ข้อ ได้แก่

1.การแก้ปัญหาน้ำเสียจากเพื่อนบ้าน กระทรวงการต่างประเทศ ต้องเดินหน้า อย่าเดินตามกระทรวงทรัพย์ฯ เพราะรัฐมนตรีกระทรวงอื่น ไม่เชี่ยวชาญหมากการทูต การเมืองระหว่างประเทศระดับภูมิภาค ไม่เข้าใจความเชื่อมโยง อย่างที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เข้าใจในภูมิรัฐศาสตร์ ต้องใช้จุดแข็งของประเทศไทย ต่อรองกับประเทศที่มีพลังอำนาจมากกว่าทั้งใน และนอกภูมิภาค

2.การเจรจาหารือ ไม่จำเป็นต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาอย่างเดียว เพราะบางโรงงานรัฐบาลเมียนมาเข้าไปไม่ถึง ไทยต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมากับองค์กรสหประชาชาติ ให้ข้อมูลชัดเจนว่ารัฐบาลจีนถือหุ้น 90% ในโรงงานเหมืองแร่หายาก ในเขตปกครองของเมียนมา โดยสื่อสารแบบชั้นเชิงการทูต ซึ่งนายสีหศักดิ์ชำนาญอย่างดี ทำให้จีนเห็นว่า อย่าคิดว่าคนไทยยังไงก็ได้ ขนานกับการหารือกับฝ่ายจีน 

3.หากจีนไม่กระตือรือร้น แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ นายสีหศักดิ์ ต้องเล่นไพ่ใบอื่นให้มีประสิทธิภาพ ขณะนี้มีญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เสนอความช่วยเหลือมีความสนใจที่จะแก้ไขปัญหายกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคโดยเชิญทูต 4 ประเทศนี้มาพบ หรือบินไปพบกับรัฐมนตรีในโอกาสที่อำนวยของ 4 ประเทศนี้ ยกระดับข่าวเพื่อให้เห็นความสำคัญที่ไทยให้กับแต่ละประเทศ ที่พร้อมที่จะช่วยแก้ปัญหาระดับคุณภาพชีวิต งานการต่างประเทศจะกลับมาสู่สายตาประชาชน และท่านจะสอบผ่านการเป็นรัฐมนตรี เพราะคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนมาก่อน