วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

สกสว.ผนึกเชียงรายกางแผนสู้ภัยพิบัติ น้ำท่วม-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก

สกสว.ผนึกเชียงรายกางแผนสู้ภัยพิบัติ น้ำท่วม-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก

สกสว.ผนึกกำลังจังหวัดเชียงราย กางแผน ววน. สู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่ รับหน้าที่ ‘โซ่ข้อกลาง'  รวมแพคเกจวาระแห่งชาติแก้ปัญหาน้ำท่วม-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก ทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดและทุกภาคส่วน หวังลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมกับนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร่วมประชุมและแถลงข่าวทิศทางการใช้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างบูรณาการ

โดยเน้นแพคเกจวาระแห่งชาติใน 3 ประเด็นหลัก คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง การสร้างองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหว และปัญหาเร่งด่วนคือ สารพิษในแม่น้ำกก เพื่อผลักดันให้เชียงรายเป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี

สกสว.จะเป็น "โซ่ข้อกลาง" สำคัญในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย ถ่ายทอดองค์ความรู้ เสริมอาวุธให้กับประชาชน

และเป็นพี่เลี้ยงให้คนที่อยู่หน้างานเตรียมพร้อมสำหรับการแก้ปัญหา รับมือภัยพิบัติ สร้างทักษะที่จำเป็นให้ทุกภาคส่วนและประชาชนมีความพร้อมและปลอดภัยจากภัยพิบัติ

เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดจากระบบ ววน. โดยมีปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่การปฏิบัติของจังหวัดเชียงรายต่อไปเพื่อเป้าหมาย “Disaster Resilient City” (เมืองแห่งการปรับตัวเพื่อรับมือภัยพิบัติ)

“สกสว.ในฐานะเลขานุการของกองทุน ววน. จะเชื่อมโยงหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาสร้างแพลตฟอร์มให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์

เช่น สนับสนุนข้อมูลจากกรมประมง งานวิจัยด้านสารพิษ และการซื้อขาย เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ที่ประชาชนสามารถรับรู้ระดับสารปนเปื้อนในลำน้ำสาขา และจะสามารถบริโภคปลาชนิดใดได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการสารพิษในแม่น้ำ

นอกจากนี้จะขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการโดยกำหนดทิศทางและนโยบายของกองทุน ววน. รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการกลางแบบบูรณาการ (One Plan One Map) ประสานงานกับทุกภาคส่วน

เพื่อปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและทันท่วงที โดยตั้งงบประมาณเพื่อการรับมือภัยพิบัติทั้งการสร้างองค์ความรู้และหน้างานไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี” ศ. ดร.สมปองกล่าว

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายประสบปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว และสารปนเปื้อนในลำน้ำต่าง ๆ ซึ่งแผนเตรียมการป้องกันที่ผ่านมายังไม่สมบูรณ์

คณะวิจัยจึงนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการของเชียงรายและขยายสู่ระดับภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดจะนำมาเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการภัยเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์ข้อมูล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ) เพื่อให้การบริหารงานในปีต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผ่าน Cell Broadcast ครอบคลุมเกือบทุกภัยแล้ว

แต่หากจังหวัดมีระบบแจ้งเตือนภัยของเราเองจะใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นประเมินไว้สูงถึง 3 พันกว่าล้านบาท และอาจเกินแสนล้านหากรวมสิ่งปลูกสร้างและถนนหนทางทั้งหมด

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การบูรณาการร่วมกับนักวิจัยและ สกสว. ทำให้เห็นภาพ One Plan One Map ที่นำไปสู่การวิจัยสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ และจัดทำแผนแก้ไขปัญหาส่งให้ภาครัฐแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 อบจ.จะนำแผนภาพรวมนี้ไปจัดทำ Master Plan ระดับจังหวัด เพื่อนำส่งต่อภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณได้อย่างถูกต้อง และนำข้อมูลส่งต่อให้พี่น้องประชาชนผ่านศูนย์ PDOSS ที่ อบจ. ร่วมดำเนินการกับจังหวัดผ่านแอปพลิเคชันเพื่อการแจ้งเตือนภัย การดูแล และการเยียวยาอย่างทันท่วงที

สกสว.ผนึกเชียงรายกางแผนสู้ภัยพิบัติ น้ำท่วม-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก

“งบประมาณของ อบจ. มีจำกัด ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาทั้งหมดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบูรณาการกับหน่วยงานอื่น และการทำงานภายใต้ศูนย์ PDOS ร่วมกับจังหวัดและท้องถิ่นทั้งหมด เพื่อประมวลภาพรวมกลับไปปรากฏในแอปพลิเคชันที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้”


ในส่วนของภาควิชาการ ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังน้ำท่วมปลายปี 2567 ได้นำวิศวกรอาสาเข้าสำรวจพื้นที่พบว่ามีความเสียหายของอาคารบ้านเรือนกว่า 1,700 หลัง ช่วยให้การเบิกจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างทันท่วงที

แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือรูปแบบความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อปรับปรุงยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้ทนทานต่อน้ำ รวมถึงระบบเตือนภัยจากข้อมูลที่ดี และมีเซนเซอร์ตรวจจับที่ช่วยให้ชี้เป้าได้

 ศ. ดร.อมรย้ำว่าหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนต้องปรับกรอบความคิด ปัจจุบันองค์ความรู้ต่าง ๆ มีมากเพียงพอแล้ว แต่ความยากคือจะทำให้อย่างไรให้เกิดการนำไปใช้ได้จริง

เมื่อแผ่นดินไหวจบไปคนก็เริ่มลืมและมองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็นเท่ากับปากท้องหรือมลพิษ จึงเกิดความประมาทและความสูญเสียในวันที่ไม่พร้อม ดังนั้น โครงสร้างอาคารจะต้องเป็นไปตามหลักวิศวกรรมจึงจะไม่เกิดอันตราย

ขณะที่ รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง กล่าวเสริมว่า แม้จะมีแผนแม่บททรัพยากรน้ำ แต่การวิจัยจะเข้ามาเสริมให้การแก้ปัญหาให้ครบวงจรโดยเฉพาะการพยากรณ์ล่วงหน้า

ปัญหาภัยพิบัติทั้งหมดจะต้องถูกกำหนดทิศทางและวงเงินในการรับมือควบคู่กับโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติ ภายใต้ขอบเขตที่ ววน. จะสามารถนำไปขับเคลื่อนได้เพื่อป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ได้ลงพื้นที่ติดตามการเสริมกำลัง และการติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยแผ่นดินไหว (เซนเซอร์) ในอาคารเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย

สกสว.ผนึกเชียงรายกางแผนสู้ภัยพิบัติ น้ำท่วม-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก

อุปกรณ์เตือนภัยแผ่นดินไหว พัฒนาโดย ผศ. ดร.ประกิต ประกิต ชมชื่น และ อ.วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร สามารถแจ้งเตือนความเสียหายของอาคารได้ภายใน 3 วินาทีหลังแผ่นดินไหว มีแบตเตอรี่สำรองทำงานได้ 6 ชั่วโมงกรณีไฟดับ

ทั้งนี้ จุดที่มีความเสี่ยงจากเหตุแผ่นดินไหว คือ โรงเรียน และโรงพยาบาล ควรได้รับการติดตั้งระบบเตือนภัยก่อนเนื่องจากเป็นอาคารที่มีกลุ่มเปราะบางเป็นผู้ใช้อาคาร

ส่วนอาคารของภาคเอกชนอาจต้องเป็นไปตามนโยบายของแต่ละอาคารเนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องติดตั้งระบบแจ้งเตือน โดยผู้บริหารโรงเรียนกล่าวว่ามีการซักซ้อมอพยพหนีภัยทุกปีร่วมกับ ปภ. ล่าสุดประเทศญี่ปุ่นประสานผ่าน สพฐ. เพื่อประเมินให้เป็นโรงเรียนต้นแบบ 1 ใน 10 จากทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ระดับสากล 

 จากนั้นคณะทั้งหมดได้เดินทางไปดูการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ณ สถานีเรดาร์ติดตามปริมาณฝน สถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย ซึ่งคาดการณ์ฝนล่วงหน้าได้ 3-12 ชั่วโมง

และแจ้งเตือนการตรวจพบการเคลื่อนที่ของกลุ่มฝนในไลน์กลุ่มของหัวหน้าส่วนงานในจังหวัดให้กระจายข้อมูลไปยังประชาชน ทำให้เกิดการตอบสนองของชาวบ้านในการรับมือและอพยพหนีภัยได้ทัน

เนื่องจากข้อจำกัดคือต้นน้ำของแม่น้ำกกอยู่ในประเทศเมียนมาจึงไม่สามารถติดตั้งเครื่องมือวัดได้ ต้องใช้เรดาร์วัดน้ำฝนเพื่อแปลข้อมูลเป็นน้ำฝน-น้ำท่า

สกสว.ผนึกเชียงรายกางแผนสู้ภัยพิบัติ น้ำท่วม-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก

ในปี 2568 นักวิจัยทีมน้ำมั่นคงฯ ได้ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะทำงานพัฒนากระบวนการเตือนภัยของจังหวัดเชียงราย ผลวิจัยมีความก้าวหน้า และใช้ประโยชน์ได้เป็นลำดับ

ปัจจัยสำคัญคือต้นน้ำ พื้นที่รับน้ำ การใช้พื้นที่ แม้บางครั้งฝนไม่ได้ตกทั้งลุ่มน้ำ แต่ที่เป็นประโยชน์มากต่อชุมชนขนาดใหญ่บนพื้นที่สูงที่สามารถรับมือกับน้ำท่วมฉับพลันได้มากขึ้น ฝนบนภูเขาเป็นแบบระยะสั้น

จึงต้องใช้ข้อมูลเรดาร์มาช่วยคาดการณ์วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของฝนกับน้ำท่า และแจ้งเตือนชุมชนบนพื้นที่สูงให้ปลอดภัย

นอกจากนี้นักวิจัยในแผนงานมุ่งเป้าด้านน้ำมั่นคงฯ ยังร่วมกันวางแผนการพัฒนาโครงข่ายน้ำ ตรวจสอบปริมาณน้ำ และวางแผนเพาะปลูกจากข้อมูลสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น.