วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ตั้งแท่นนับหนึ่ง ลุย‘ดับไฟใต้’ ‘BRN’ หงายการ์ด ตั้งเงื่อนไข

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ นายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ประชุมเตรียมความพร้อม ก่อนนำคณะที่ประกอบด้วย "สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว" รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ "พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ" รมว.กลาโหม "ฉัตรชัย บางชวด" เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ"ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์" หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทยคนใหม่ เดินทางไปเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ วันที่ 9-10 ก.ค.2569 นี้ เพราะนอกจากวาระเรื่องการค้าแล้ว ยังมีวาระเรื่องความมั่นคงที่ต้องหารือ ความร่วมมือระหว่างกัน

โดยก่อนหน้านี้ “ฐนัตถ์” ไปกรุยทางเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตั้งโต๊ะเจรจาสันติสุขกับตัวแทน “BRN” โดยมีมาเลเซียทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้เดินหน้าสู่ความสำเร็จ หลังหยุดชะงักมา 2 ปี

 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง มีการเผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่มที่อ้างว่า เป็น “ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี” หรือ บีอาร์เอ็น

โดยสำนักเจรจาสันติภาพ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 ท่ามกลางข้อสงสัยว่า เป็นตัวจริงหรือไม่ และแถลงการณ์ฉบับนี้ ถูกเผยแพร่และแชร์ต่อๆ กัน จากเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย

เนื้อหาแถลงการณ์ เขียนด้วยภาษามาเลย์ สรุปได้ว่า บีอาร์เอ็นเรียกร้องการเจรจาสันติภาพที่มาเลเซีย หลังการต่อสู้เข้าสู่ปีที่ 23 การใช้กำลังทหารของฝ่ายไทย เพิ่มความขัดแย้ง ไม่มีสัญญาณแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และในตอนท้าย ระบุว่า การแก้ปัญหาปัตตานีผ่าน “ทางออกทางการเมือง” เป็นแนวทางที่จะสามารถยุติความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ปัตตานีกับรัฐบาลไทย เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงที่แท้จริง มีเกียรติ ศักดิ์ศรี และยั่งยืน

 วันต่อมา 6 ก.ค. นักข่าวไปถามเรื่องนี้กับ รมว.กลาโหม ก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่า “รัฐบาลไม่มีหน้าที่ต้องไปเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นและจะไม่ยกระดับ หรือให้ความสำคัญกับกลุ่มดังกล่าวเกินความจำเป็น”

พล.ท.อดุลย์ เชื่อมั่นว่ารัฐบาล โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า

“เราจะไปคุยกับบีอาร์เอ็นทำไม เขาเป็นใคร” พร้อมกันนี้ ยังยืนยันว่า ไม่มีเจตนาปรามาสฝ่ายใด แต่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขเอาไว้แล้ว และจะดำเนินการพูดคุยผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามกระบวนการที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียด ว่ามีการหารือ หรือพูดคุยกับฝ่ายใด

อย่างไรก็ดี คำตอบของ พล.ท.อดุลย์ ที่ว่าจะไม่คุยกับบีอาร์เอ็นนั้น ไม่ชัดเจนว่า หมายถึง ทั้งขบวนการบีอาร์เอ็น หรือบุคคลที่อ้างเป็น บีอาร์เอ็นเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลกำลังเตรียมเปิดโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ รอบใหม่ ซึ่งผู้เห็นต่างจากรัฐที่จะเข้าร่วมโต๊ะพุดคุย ก็คือผู้แทนจากกลุ่มนี้ ซึ่งรัฐบาลไทยและฝ่ายความมั่นคงไทยเชื่อว่า เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงสุดต่อสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดห้วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไฟใต้เริ่มเข้าที่เข้าทาง หลังจาก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายการปฏิบัติงานในพื้นที่จากการเน้นเชิงรับ มาเป็นเชิงรุก พร้อมทั้งเปลี่ยนตัว แม่ทัพ นายกอง ยกแผง เน้นงานด้านการข่าวที่แม่นยำ 

ปฏิบัติการปิดเมืองตรวจค้นเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายระงับการก่อเหตุ เพื่อลดความสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกัน ได้ขันน็อตเจ้าหน้าที่ไม่ให้ตกเป็นเป้านิ่งของผู้ก่อความไม่สงบเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนการปฏิบัติทุกขั้นตอนต้อง “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ลดข้อครหาเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดอ่อน “ฝ่ายความมั่นคง” มักถูกใช้เป็นเงื่อนไขโจมตีจากกลุ่มก่อความไม่สงบและแนวร่วมมุมกลับ โดยการปฏิบัติเป็นไปภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมประสานผู้นำชุมชนและฝ่ายปกครอง และครอบครัว มุ่งลดการเผชิญหน้าและความสูญเสีย

เพจ กอ.รมน.ภาค 4 สน. นอกจากจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่และภายนอก ตั้งแต่การแจ้งเตือนห้ามเข้าพื้นที่ ควบคู่อัปเดตสถานการณ์ ขั้นตอนปฏิบัติงานตั้งแต่เริ่มจนเข้าสู่สภาวะปกติ ป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง

อีกทั้งยังตีแผ่ระบบ ของขบวนการBRNอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ยุทธศาสตร์สร้างความเกลียดชังรัฐไทย ผ่านหลายมิติ บิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างอัตลักษณ์แบ่งแยกเชิงชาติพันธุ์ ศาสนา โฆษณาชวนเชื่อ ด้วยข้ออ้างปลูกฝังอัตลักษณ์มลายูมุสลิม สร้างความเป็นปฏิปักษ์กับรัฐไทย

ส่งผลให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไร้การต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน ทำให้จับกุมแกนนำBRNตัวเป้ง "อิสมาแอ มูซอ” ที่มีคดียาวเป็นหางว่าว ทั้งคดีความมั่นคงและคดีอาญา พร้อมใช้ผู้นำศาสนา ภรรยา เข้าเกลี้ยกล่อม จนนำไปสู่การมอบตัว

เช่นเดียวกับการบังคับใช้กฎหมาย ปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดรถนายอำเภอมายอ 11 มิ.ย.2569 ภายหลังได้รับข้อมูลด้านการข่าว ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ต.ตรัง อ.มายอ จ.ปัตตานี

ทุกขั้นตอนของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความละมุมละม่อม พร้อมแสดงตัว สื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ที่อยู่ภายในบ้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย ก่อนที่ ผู้ต้องสงสัยซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีดังกล่าว จะยอมออกจากที่พักและมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่โดยสงบ ส่งผลให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่เกิดเหตุรุนแรง และไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

ต้องยอมรับว่า ยุทธวิธีของหน่วยงานความมั่นคง ทำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเสียรังวัดและมวลชนในพื้นไปเยอะ เนื่องจากการก่อเหตุที่ผ่านมาใช้วิธีการไม่เป็นที่ยอมรับ เช่น การแต่งหญิงสวมฮิญาบ ลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิตหลายราย ขณะส่งลูกไปโรงเรียน

โดยเฉพาะการก่อเหตุสร้างความสะเทือนใจ กรณี 4 คนร้ายใส่ฮิญาบใช้อาวุธสงครามยิงถล่มใส่รถตำรวจ ส่งผลทำให้ภรรยาเสียชีวิต ส่วนตำรวจและทารกวัย 2 เดือน ได้รับบาดเจ็บ บริเวณใกล้โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ต.พงสตา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

รวมถึงการลอบเผาโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ จ.ปัตตานี ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาด้านพลังงานสะอาด การลงทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับชุมชน

ในห้วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผบ.ทบ.ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2 วันติด เมื่อ 3-4 ก.ค.2569 เพื่อติดตามภารกิจด้านความมั่นคงทุกมิติ รักษาสภาพแวดล้อมในพื้นที่เอื้ออำนวยการเดินทางไปมาเลเซียของ“นายกฯอนุทิน”

โดยได้ประชุมร่วมกับ พล.ท.นรธิป โพยนอก มทภ.4 ในฐานะผอ.รมน.ภาค 4 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน รับฟังรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไข และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกับสถานการณ์

พล.อ.พนา เน้นย้ำความร่วมมือการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนา ต้องหลอมรวมการทำงานเป็นเอกภาพ จัดระเบียบพื้นที่ชายแดน เสริมสร้างเสถียรภาพ และผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สู่สันติสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายของ“หน่วยความมั่นคง”กวาดล้างเครือข่ายบีอาร์เอ็นต่อเนื่อง หวังคุมสภาพพื้นที่ ลดการสร้างเงื่อนไขต่อรองบนโต๊ะเจรจา

ดังนั้น จึงต้องติดตาม นโยบายดับไฟใต้ ฉบับของ “รัฐบาลอนุทิน” จะสามารถจัดการขบวนการBRN ให้สิ้นสภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้หรือไม่