วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

2 โจทย์'ปลดล็อกการค้า-ดับไฟใต้' ‘อนุทิน’หวังผลงาน เยือนมาเลย์

 9-10 ก.ค.2569 นี้ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมยกคณะที่ประกอบด้วยภาคธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรมฮาลาล ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ของทั้งสองประเทศ ภาคศาสนา และฝ่ายความมั่นคง เพื่อเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 

ถือเป็นครั้งแรกของ “ครม.อนุทิน 2” หลังจากเคยเดินทางไปมาเลเซียมาแล้วในสมัย “ครม.อนุทิน 1” ช่วงปลายปี 2568 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน และมีการลงนามถ้อยแถลงความสัมพันธ์และข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา โดยมี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

ขณะที่ครั้งนี้ วาระสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามี 2 เรื่องหลัก ได้แก่ กรณีมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย จนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคเพื่อไทย ได้บินไปพูดคุยกับ “ดาโต๊ะ เซอรี โมฮาหมัด ซาบู” รมว.เกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย มาแล้วรอบหนึ่ง

โดยในตอนที่ “สุริยะ” เดินทางไปมีการร่างข้อตกลงการแก้ไข แนวโน้มค่อนข้างดีมาก ดังนั้น หากการเยือนครั้งนี้ “อนุทิน”เดินทางไป แล้วสามารถปลดล็อกปัญหานี้ได้ทันที จะสามารถนำมาเป็นผลงานได้

เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง คาดหวังกับเรื่องนี้เอาไว้มากว่า จะมีการเปิดให้นำเข้าและส่งออกกุ้งได้ตามปกติ ภายในกรอบเวลาไม่เกิน 30 วัน

อีกเรื่องสำคัญ คือปัญหา"ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้" ที่กระบวนการพูดคุยสันติสุข จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย.2569 นี้ 

ถือเป็นอีกเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพามาเลเซียในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” มาโดยตลอด แต่เหตุการณ์ความไม่สงบก็ยังเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ

ก่อนที่ “อนุทิน” จะเดินทางไป “กลุ่มบีอาร์เอ็น” ได้ออกแถลงการณ์ วันที่ 5 ก.ค.2569 ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำเนินอยู่ในพื้นที่ปาตานี เป็นผลจากการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ซึ่ง “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ชี้ว่า น่าจะมาจากอยู่ในช่วงระยะใกล้เคียงกันที่ “อนุทิน” จะไปเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่าง 9-10 ก.ค.นี้ เพื่อพบกับ “อันวาร์ อิบราฮิม” ผู้นำมาเลเซีย

เรื่องนี้แม้จะไม่ใช่วาระหลักในการไปเยือน แต่หัวข้อสำคัญที่ “อนุทิน”ต้องนำไปด้วย เพราะครั้งนี้มีผู้นำระดับสูงในหน่วยงานด้านความมั่นคงร่วมคณะไปด้วย 

โดยเฉพาะ “ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้คนใหม่ ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยยังอยู่ในระหว่างการเตรียมการพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างในพื้นที่ โดยมีมาเลเซียอำนวยความสะดวก

ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้บางช่วงเหตุการณ์จะลดลง แต่ในบางช่วงสถานการณ์ก็กลับมารุนแรง และถี่ขึ้น ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันคาดหวังว่า จะทำได้มากกว่าที่ผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อนุทิน” ไม่ต้องการกลับมามือเปล่า นอกจากปลดล็อกการระงับนำเข้ากุ้งจากไทย ที่หวังใช้เป็นผลงานเพื่อแสดงให้เห็นถึงฝีมือในการเจรจาแล้ว เรื่องไฟใต้ ก็เป็นอีกเรื่อง ที่อยากนำกลับมาโชว์ว่า มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรม

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ต้องติดตามคือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะคณะที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงฝ่ายการเมือง และฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยภาคธุรกิจ นักอุตสาหกรรมฮาลาล ภาคศาสนา และสื่อมวลชน ซึ่งน่าจะมีการลงนามในข้อตกลงหรือความร่วมมือหลายฉบับ

ที่ผ่านมา “อนุทิน” พยายามจะเปลี่ยนแปลงวิธีการเดินทางไปต่างประเทศ ด้วยการสวมบท “เซลล์แมน” เชื้อเชิญต่างชาติมาลงทุน หรือไปเจรจาเรื่องราวต่างๆ ให้สำเร็จ เพื่อลบภาพการเดินทางไปต่างประเทศของผู้นำบางคน ที่ถูกมองว่า เสียงบประมาณมหาศาล แต่ไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับมา

อย่างการเดินทางไปเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ เมื่อกลางเดือนมิ.ย. ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีนี้

มีการร่วมมือกันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการลงนาม MOU ระหว่าง อมตะ คอร์ปอเรชัน และกลุ่ม FPT เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคของภาคเอกชน

 โดยหลังกลับจากเวียดนาม “อนุทิน” ให้ทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ และกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลสำเร็จในการเยือนครั้งนั้นทุกช่องทาง

ขณะที่หมุดหมายในการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ เรื่องสินค้าเกษตร กับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงถูกจับตามากกว่าการเยือนเวียดนาม และเป็นเวทีที่ “อนุทิน”หมายมั่นปั้นมือจะโชว์ศักยภาพตัวเองออกมา ให้เห็นว่าเป็นนักเจรจา และนักแก้ปัญหา  

ส่วนจะทำสำเร็จ จนเป็นผลงานจนกลบกระแสร้อนฉ่าในประเทศได้หรือไม่ ก็ต้องลุ้นกันอีกระลอก