การเมืองท้องถิ่นใน กทม. ที่ถูกมองว่าผลประโยชน์มหาศาล กับความคาดหวังของคนกรุงที่ต้องการผู้บริหารมีฝีมือ แก้ปัญหาต่างๆ ยกระดับเมืองและคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง แต่ก็คาดหวังฝ่ายตรวจสอบจะเข้มแข็ง ไม่เกี๊ยเซี๊ยะ ปล่อยให้ทุจริตเบ่งบาน
KEY POINTS
- พรรคประชาชนสามารถรวบรวมเสียง ส.ก. ได้เกินกึ่งหนึ่ง อย่างน้อย 26เสียง เพื่อผลักดันคนของตัวเองเป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร
- กลุ่ม ส.ก. อิสระ และกลุ่ม Better Bangkok 4เสียง เป็นตัวแปรสำคัญที่ร่วมสนับสนุนพรรคส้ม
- ภายใต้เงื่อนไขแบ่งโควตารองประธานสภาฯ คนที่ 2 ให้เสี่ยเช็ก นริสสร ส.ก.บางเขน
ศึกชิงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร หรือประธาน ส.ก. แต่ละกลุ่มก้อนการเมืองต่างเดินเกมล็อบบี้กันอย่างสุดขั้ว เพื่อรวบรวมเสียง ส.ก.กันจนถึงนาทีสุดท้าย ให้ได้เกินครึ่ง โดยสัดส่วน 50 ส.ก. ที่ชนะเลือกตั้ง จำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
1.ส.ก.พรรคประชาชน 22 ที่นั่ง 2.ทีมคนทำงาน 11 ที่นั่ง และ 3.กลุ่มต่ำสิบ ประกอบด้วย ส.ก.ประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง เพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง กลุ่มอิสระ 3 ที่นั่ง และ Better Bangkok 2 ที่นั่ง
เดิมที “ทีมคนทำงาน”พยายามเดินเกมรวมเสียงเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมดมาอยู่กับตัวเอง ยกเว้น ส.ก.พรรคส้ม ซึ่งจะได้ 28 เสียง ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งในการเสนอชื่อคนของตัวเองขึ้นเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติแห่งเมืองหลวง เพื่อให้ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. บริหารงานได้อย่างราบรื่น แต่เกมดูจะไม่เป็นดั่งใจ เมื่อเจอลูกเขี้ยวต่อรองของกลุ่มก๊วนต่ำสิบเข้าไป ทำเอาต้องถอย
โดยเฉพาะกลยุทธ์ค่ายฟ้า ที่เลือกไปกับฝ่ายส้ม หรือเขียวได้ทั้งคู่ แต่ติดตรงเงื่อนไขที่วางไว้คือ ต้องได้ตำแหน่งประธานสภา กทม. เพราะประชาธิปัตย์ เองรู้ดีว่า ตัวเองสามารถเล่นบทตัวแปรได้เต็มที่ ด้วยจำนวนเสียงแต่ละฝ่ายที่เป็นอยู่ขณะนี้
โอกาสที่จะไปถึงจุดนั้นของประชาธิปัตย์ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อพรรคส้มวางตัว ส.ก.เนอส ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ โดยพร้อมแบ่งเก้าอี้รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ให้ แต่ท่าทีบ้านสีฟ้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
ขณะเดียวกัน พรรคส้มกับ 22 ส.ก.ในมือ โอกาสที่จะได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่มอิสระ มีโอกาสค่อนข้างสูง เมื่อ 2 เสียงของกลุ่ม Better Bangkok นำโดย ดร.จอห์น ลาดกระบัง สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ที่พร้อมเทให้ส้ม ด้วยเหตุผลเรื่องความชอบธรรมที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้มากที่สุด ทั้งที่บางฝ่ายประเมินว่า แกนนำเขียว เฉด Better Bangkok เคยมีแรงแค้นเก่าจากแกนนำทีมคนทำงานบางคน ที่เดินแรงพยายามขย่มให้หลุดเก้าอี้ประธานสภาฯ สมัยที่แล้ว
ดังนั้น เมื่อส้มรวมกับเขียวของ ดร.จอห์น จะมี 24 เสียง นอกจากนั้น กลุ่มอิสระ 3 คน ที่ประกอบด้วย เสี่ยเช็ก นริสสร แสงแก้ว ส.ก.บางเขน นวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.หนองแขม และภิญโญ ป้อมสถิตย์ ส.ก.บางพลัด ก็ถือเป็นอีกตัวแปรสำคัญเช่นเดียวกัน
จับตาเกมพรรคส้ม ที่ว่ากันว่า สามารถปิดดีลรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งแล้ว คืออย่างน้อย 26 เสียง ประกอบด้วย ส.ก.ส้ม บวกกับ 2 เสียงของ Better Bangkok และ 2 เสียงของกลุ่มอิสระ โดย 1 ในนั้น ค่อนข้างแฮปปี้กับตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ส่วนประธานสภาฯ และรองฯ 1 เป็นของส้ม สูตรนี้โอกาสจึงไม่น่าผิดพลาด เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพลิกเกมจนดีลเปลี่ยน
แม้เสียงในสภากทม.จะเข้าโหมดปริ่มน้ำ แค่ 26 เสียงตามสูตรพรรคส้ม แต่ผู้เกี่ยวข้องยังมั่นใจว่า จะสามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าต่างๆ ได้
นอกจากตำแหน่งประธานฯ และ 2 รองประธานสภาฯ แล้ว ยังมี 12 โควตาประธานคณะกรรมการสามัญ กทม. ซึ่งคล้ายกับตำแหน่งประธานกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร ให้แบ่งกันได้อีก จึงเป็นไปได้ไม่น้อยว่า ท้ายที่สุดเมื่อประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย Life เห็นแล้วว่าส้มรวมเสียงได้ โอกาสตอบรับเงื่อนไข และเทเสียงให้ ส.ก.เนอส คว้าเก้าอี้ประธานสภากทม.สำเร็จ ก็มีสูง
ส่วน“ทีมคนทำงาน” แนวโน้มจะดีลรวมเสียงชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ค่อนข้างยากเข้าไปทุกขณะ แม้จะเป็นที่รับรู้กันดีว่า กลุ่มนี้มีความใกล้ชิดและแนบแน่นกับชัชชาติอย่างมาก จนถูกเรียกขานว่าเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร ที่มีบทบาทในเรื่องโครงการและงบประมาณ เพียงแต่งานในสภาการขออนุมัติอะไรต่างๆ อาจเต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่ราบรื่น หรือพูดง่ายๆ ว่า อีกฝ่ายจ้องจับผิด ตรวจสอบกันอย่างหนักหน่วง
ท่ามกลางข้อครหาการบริหารงานไม่สุจริตโปร่งใสของทีมชัชชาติบางคน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเดิมพันสำคัญของผู้ว่าฯคนนี้ กับการทำงานในสมัย 2 จะยิ่งยากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“ระบอบอากง”จะยิ่งใหญ่ขึ้น จนตามหลอกหลอนไปถึงตอนที่ชัชชาติกระโดดเข้าสู่การเมืองสนามใหญ่อีกครั้งหรือไม่ ทุกอย่างอยู่ที่เจตจำนงทางการเมืองของชัชชาติวันนี้ว่า จะปล่อยให้“อากง”ไปต่อหรือไม่
ขณะเดียวกัน เดิมพันสำคัญของพรรคประชาชน หากจะก้าวขึ้นมาแทนที่ชัชชาติในอนาคต ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองตั้งแต่วันนี้ และ ส.ก.ค่ายนี้ ต้องลบข้อครหาในเรื่องโครงการ และงบประมาณให้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฝ่ายตรงข้ามก็รู้ไส้รู้พุง เข้าทำนองว่า มีแผลไม่ต่างจากคนอื่น
การเมืองท้องถิ่นใน กทม. ที่ถูกมองว่าผลประโยชน์มหาศาล กับความคาดหวังของคนกรุงที่ต้องการผู้บริหารมีฝีมือ แก้ปัญหาต่างๆ ยกระดับเมืองและคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง แต่ก็คาดหวังฝ่ายตรวจสอบจะเข้มแข็ง ไม่เกี๊ยเซี๊ยะ ปล่อยให้ทุจริตเบ่งบาน





