วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

วุฒิสภา เห็นชอบ ร่างกม.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมการเมือง ในกรอบเวลา 20 ปี โดยมี ม็อบ4 กลุ่มได้ประโยชน์ เว้นกลุ่มผิด ม.112 ที่ทุกช่วงวัย ที่ถูกปิดประตูตาย

KEY POINTS

  • วุฒิสภา ลงมติผ่านร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีเจตนานิรโทษกรรมทางการเมือง ซึ่งเพิ่มบทบัญญัติสำคัญ ไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 
  • เท่ากับว่า สภาสูง ปิดประตูการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 อย่างสิ้นเชิง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
  • ร่างกฎหมายที่แก้ไขแล้วจะถูกส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งต้องจับตาดูว่าสภาฯ จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ สว. หรือจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาใหม่

วุฒิสภา ลงมติผ่าน “ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อนิรโทษกรรมให้กับ ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง ที่มีเหตุจากความขัดแย้ง หรือแรงจูงใจทางการเมืองแล้ว หลังจากที่ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ เกือบครบ 1 ปีเต็ม นับจากวันที่สภาฯ ชุดที่แล้ว ลงมติรับหลักการ เมื่อ 16 ก.ค. 2568

สำหรับบทบัญญัติ ที่ “วุฒิสภา” เห็นชอบ เกือบทั้งหมดเป็นไปตามเจตนารมณ์สำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจาก “สภาฯ” ได้แก่ 

1.ห้ามนิรโทษกรรม ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือ รับอันตรายสาหัส รวมถึงความผิดส่วนตัว หรือต้องรับผิดชอบต่อบุคคลเฉพาะราย

แม้ว่าในการพิจารณา จะมี “สว.เสียงข้างน้อย” เห็นว่าควรเติมเงื่อนไข เพื่อให้สิทธินิรโทษกรรมแก่ “เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี” เพราะเชื่อว่าเยาวชนที่ทำผิดในขณะนั้น “ขาดวุฒิภาวะทางการเมืองเพียงพอ” โดยขณะนี้มีอย่างน้อย 20 คน ที่อยู่ในข่าย แบ่งเป็น 5 คนที่รอเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง และอีก 15 คนที่ถูกฟ้องร้องไปแล้ว

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

ทว่า “กมธ.เสียงข้างมาก” ไม่เห็นด้วย เพราะคดีที่ถูกยกเว้นการล้างผิดเป็นคดีร้ายแรง ส่วนการกระทำผิดของเยาวชน มีบทบัญญัติที่ให้ประโยชน์กำหนดไว้ในมาตรา 11 ที่วางเกณฑ์ “ไม่ให้ถูกดำเนินคดี หรือไม่ต้องถูกพิพากษา หรือตัดสิน” บนเงื่อนไข “สำนึกในการกระทำ” พร้อมกับมีแผนบำบัด ฟื้นฟู และไม่กลับไปทำผิดซ้ำ

2.กรอบเวลาที่จะใช้เป็นเกณฑ์การนิรโทษกรรม ตั้งแต่ 1 ม.ค.2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 แม้ว่าจะมี “สว.” ที่ติดใจในเงื่อนไขด้านเวลาที่กินความถึงช่วงปี 2567-2568 ที่ไม่พบเหตุขัดแย้งทางเมืองจนนำไปสู่การกระทำผิดตามกฎหมาย

โดย “รัชนีกร ทองทิพย์” สว.ที่อภิปรายได้ทักท้วง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การขยายเวลาที่กินความในช่วงปี 2567-2568 ทั้งที่ไม่มีเหตุรุนแรงใดทางการเมือง นั้นมีเจตนาอื่น ที่ต้องการเผื่อให้ใครได้รับประโยชน์หรือไม่ พร้อมพูดเตือนสติ “นักการเมืองฐานะตัวแทนราษฎร” ด้วยว่า “อย่าใช้อำนาจช่วยเหลือพวกพ้อง ช่วยเหลือคนบางกลุ่ม เพราะจะเป็นกรรมติดตัวไปถึงชาติหน้า และอาจส่งผลกรรมในชาตินี้”

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

ในส่วนของห้วงเวลา “กมธ.เสียงข้างมาก” ชี้แจงไว้ว่า เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ “สภาฯ” ที่ขีดเส้นไว้ที่วันที่ 16 ก.ค.2568 ซึ่งเป็นวันที่สภาฯ ลงมติรับหลักการของร่างพ.ร.บ.

3.กำหนดให้มี “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ที่มี นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่มอบหมาย เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการร่วมด้วย อีก 8 คน ได้แก่ รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปลัดสำนักนายกฯ นอกจากนั้นยังมี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความขัดแย้ง รวม 4 คนที่มาจากการเสนอชื่อจากวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และประธานสภาฯ

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

4.หน้าที่และอำนาจของกรรมการฯ เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ทว่า “กมธ.สว.” เติมความวรรคท้าย ระบุเป็นข้อความสำคัญ คือ “ให้ความคุ้มครองกับคณะกรรมการฯ ที่กระทำโดยสุจริต” ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันที่เตรียมไว้ หากอนาคต ดุลยพินิจของกรรมการฯ อาจนำไปสู่สิ่งที่ถูกมองว่า “เอื้อประโยชน์ให้กับบางฝ่าย-บางกลุ่ม” นอกเหนือจากความขัดแย้งที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่

ก่อนประเด็นนี้จะถูกขยายความ “กมธ.เสียงข้างมาก” อธิบายกับที่ประชุมไว้ว่า คณะกรรมการส่งเสริมสังคมสันติสุข มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ทรงวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ถูกเชิญเข้ามา ขณะที่การทำงานเป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดที่อยู่บนพื้นฐานความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องมีบทคุ้มครอง

แต่ไม่ใช่การคุ้มครองลอยๆ เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต อีกนัยหนึ่งเพื่อเป็นคำเตือนว่า “ต้องทำอย่างสุจริตถึงจะได้รับความคุ้มครอง”

ส่วนบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ที่กำหนด “29 กฎหมาย” ที่ใช้ถูกตัดสินบุคคลว่า ได้ทำผิดทางการเมือง มีการตั้งข้อสังเกตในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่งสว. ฉบับปัจจุบันว่า ทำให้เกิดผลพวงคลุมถึง “การฮั้ว สว.-ทุจริตเลือกตั้ง” หรืออีกหลายกรณีซึ่งเกินเลยไปกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย

เรื่องนี้ “พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” ฐานะกมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง และฮั้วสว. ยืนยันว่าเราไม่นิรโทษกรรมตัวเอง เรื่องคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ส่วนที่ กมธ.ปรับปรุงเป็นเพียงการจัดเรียงลำดับใหม่เท่านั้น

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

อีกไฮไลต์ที่ถูกจับตาคือ เยาวชนที่ทำผิดในคดีมาตรา 112 โดยในชั้นสภาฯ ได้กำหนดบทบัญญัติซึ่งผ่อนปรนให้ “เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี” ได้รับสิทธิ “ยุติคดี” แม้จะไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า “นิรโทษกรรม” แต่ถือเป็นสิ่งที่กำหนดเจตนารมณ์เพื่อให้ได้รับประโยชน์

ทว่าในชั้นวุฒิสภา “กมธ.เสียงข้างน้อย” ได้เสนอคำแปรญัตติ ที่ตีความอย่างชัดเจนได้ว่า “ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112” และผลโหวตปรากฏว่า สว.103 คนโหวตให้เพิ่มบทบัญญัติไว้ เท่ากับว่าปิดประตูตาย สำหรับผู้ต้องคดีมาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนหรือไม่ก็ตาม

กับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อวุฒิสภา หรือสภาสูง แก้ไขเนื้อหาตามกระบวนการต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยกับที่แก้ไขหรือไม่ โดยทางออกของเรื่องนี้ สามารถแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ 

แนวทางแรก มติสภาฯเสียงข้างมากเห็นชอบกับที่ สว.แก้ไข จะทำให้ร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการตอกย้ำ การปิดประตูทุกช่องทาง ที่ผู้ต้องคดีอาญา ม.112 จะเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายล้างผิด

ซึ่งอาจไม่เป็นผลดี เพราะมีบางฝ่ายเสียผลประโยชน์ อาจสุ่มเสี่ยงขยายผล ลามไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในสเต็ปต่อไปได้

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

ส่วนแนวทางที่สอง สส.ไม่เห็นด้วยกับที่ สว.แก้ไข จะทำให้ต้องตั้ง “กมธ.ร่วมกันสองสภา” พิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะส่งให้ “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา” พิจารณาลงมติอีกครั้ง ซึ่งในแนวทางนี้อาจต้องกินเวลาพอสมควร อย่างน้อย 1-2 เดือน ไม่รวมกับเวลาที่ “ปิดสมัยประชุม” ซึ่งอาจทำให้ “บุคคล” ที่ได้รับสิทธิ์ล้างผิดจากการกระทำทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลุ่มก้อนของขั้วรัฐบาล ต้องรอคอยการปลดบ่วงคดี ออกไปอย่างน้อย 1 ปี 

ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายดังกล่าว ผ่านกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีกลุ่มการเมืองอย่างน้อย 4 กลุ่ม ที่จะได้รับประโยชน์ คือ 

1.กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ “กลุ่มเสื้อเหลือง” ที่ชุมนุมปิดสนามบิน-ดาวกระจาย ในปี 2549-2551 

2.กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "กลุ่มเสื้อแดง" ที่ชุมนุมในช่วง 2552-2553 

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

3.กลุ่มกปปส. หรือ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ชุมนุมไล่รัฐบาล-ชัตดาวน์กรุงเทพ เมื่อปี 2556-2557 ​

4.กลุ่มราษฎร-คณะราษฎร เยาวชนปลดแอก ที่ชุมนุมไล่รัฐบาล ช่วงปี2563-2564

โดยไม่รวมผู้ต้องคดี มาตรา 112 ทุกคดี และทุกช่วงวัย เพราะในเนื้อหาของร่างกฎหมาย ที่ ผ่านสภาฯ และ สว.แก้ไข ขีดเส้นใต้ไว้ชัดเจนว่า “ไม่ให้ใช้บังคับกับคดีม.112”

นอกจากนั้น ยังมี “นักการเมือง-สส.หัวก้าวหน้า” ในปัจจุบัน ที่ได้รับประโยชน์ด้วย เพราะเมื่อช่วงปี 2559-2560 ถูกดำเนินคดีข้อหาทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 เพราะเป็นหัวขบวน-แนวร่วม “รณรงค์กาไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ ของ “คสช.” หรือ “กลุ่มโหวตโน” 

'สภาสูง' ปิดประตูนิรโทษกรรม ‘มาตรา112’ จับตาสภา งัดกลับ

ตามข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุข้อมูลว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการลงประชามติ รวม 212 คน ทั้งกรณีแจกใบปลิว แสดงความเห็น เผยแพร่จดหมาย ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ฉีกบัตรออกเสียงประชามติ จัดกิจกรรมเสวนาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ 

แม้คดีผิดกฎหมายประชามติส่วนใหญ่จะได้ข้อยุติเป็นคำพิพากษาว่า “ไม่ผิด” แต่ถือเป็นตราบาปติดตัว ดังนั้นเมื่อมีกฎหมายล้างผิดบังคับใช้ จะได้รับประโยชน์เสมือนไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน