วุฒิสภา เห็นชอบ ร่างกม.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมการเมือง ในกรอบเวลา 20 ปี โดยมี ม็อบ4 กลุ่มได้ประโยชน์ เว้นกลุ่มผิด ม.112 ที่ทุกช่วงวัย ที่ถูกปิดประตูตาย
KEY POINTS
- วุฒิสภา ลงมติผ่านร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีเจตนานิรโทษกรรมทางการเมือง ซึ่งเพิ่มบทบัญญัติสำคัญ ไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
- เท่ากับว่า สภาสูง ปิดประตูการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 อย่างสิ้นเชิง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
- ร่างกฎหมายที่แก้ไขแล้วจะถูกส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งต้องจับตาดูว่าสภาฯ จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ สว. หรือจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาใหม่
วุฒิสภา ลงมติผ่าน “ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อนิรโทษกรรมให้กับ ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง ที่มีเหตุจากความขัดแย้ง หรือแรงจูงใจทางการเมืองแล้ว หลังจากที่ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ เกือบครบ 1 ปีเต็ม นับจากวันที่สภาฯ ชุดที่แล้ว ลงมติรับหลักการ เมื่อ 16 ก.ค. 2568
สำหรับบทบัญญัติ ที่ “วุฒิสภา” เห็นชอบ เกือบทั้งหมดเป็นไปตามเจตนารมณ์สำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจาก “สภาฯ” ได้แก่
1.ห้ามนิรโทษกรรม ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือ รับอันตรายสาหัส รวมถึงความผิดส่วนตัว หรือต้องรับผิดชอบต่อบุคคลเฉพาะราย
แม้ว่าในการพิจารณา จะมี “สว.เสียงข้างน้อย” เห็นว่าควรเติมเงื่อนไข เพื่อให้สิทธินิรโทษกรรมแก่ “เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี” เพราะเชื่อว่าเยาวชนที่ทำผิดในขณะนั้น “ขาดวุฒิภาวะทางการเมืองเพียงพอ” โดยขณะนี้มีอย่างน้อย 20 คน ที่อยู่ในข่าย แบ่งเป็น 5 คนที่รอเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง และอีก 15 คนที่ถูกฟ้องร้องไปแล้ว
ทว่า “กมธ.เสียงข้างมาก” ไม่เห็นด้วย เพราะคดีที่ถูกยกเว้นการล้างผิดเป็นคดีร้ายแรง ส่วนการกระทำผิดของเยาวชน มีบทบัญญัติที่ให้ประโยชน์กำหนดไว้ในมาตรา 11 ที่วางเกณฑ์ “ไม่ให้ถูกดำเนินคดี หรือไม่ต้องถูกพิพากษา หรือตัดสิน” บนเงื่อนไข “สำนึกในการกระทำ” พร้อมกับมีแผนบำบัด ฟื้นฟู และไม่กลับไปทำผิดซ้ำ
2.กรอบเวลาที่จะใช้เป็นเกณฑ์การนิรโทษกรรม ตั้งแต่ 1 ม.ค.2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 แม้ว่าจะมี “สว.” ที่ติดใจในเงื่อนไขด้านเวลาที่กินความถึงช่วงปี 2567-2568 ที่ไม่พบเหตุขัดแย้งทางเมืองจนนำไปสู่การกระทำผิดตามกฎหมาย
โดย “รัชนีกร ทองทิพย์” สว.ที่อภิปรายได้ทักท้วง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การขยายเวลาที่กินความในช่วงปี 2567-2568 ทั้งที่ไม่มีเหตุรุนแรงใดทางการเมือง นั้นมีเจตนาอื่น ที่ต้องการเผื่อให้ใครได้รับประโยชน์หรือไม่ พร้อมพูดเตือนสติ “นักการเมืองฐานะตัวแทนราษฎร” ด้วยว่า “อย่าใช้อำนาจช่วยเหลือพวกพ้อง ช่วยเหลือคนบางกลุ่ม เพราะจะเป็นกรรมติดตัวไปถึงชาติหน้า และอาจส่งผลกรรมในชาตินี้”
ในส่วนของห้วงเวลา “กมธ.เสียงข้างมาก” ชี้แจงไว้ว่า เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ “สภาฯ” ที่ขีดเส้นไว้ที่วันที่ 16 ก.ค.2568 ซึ่งเป็นวันที่สภาฯ ลงมติรับหลักการของร่างพ.ร.บ.
3.กำหนดให้มี “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ที่มี นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่มอบหมาย เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการร่วมด้วย อีก 8 คน ได้แก่ รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปลัดสำนักนายกฯ นอกจากนั้นยังมี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความขัดแย้ง รวม 4 คนที่มาจากการเสนอชื่อจากวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และประธานสภาฯ
4.หน้าที่และอำนาจของกรรมการฯ เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ทว่า “กมธ.สว.” เติมความวรรคท้าย ระบุเป็นข้อความสำคัญ คือ “ให้ความคุ้มครองกับคณะกรรมการฯ ที่กระทำโดยสุจริต” ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันที่เตรียมไว้ หากอนาคต ดุลยพินิจของกรรมการฯ อาจนำไปสู่สิ่งที่ถูกมองว่า “เอื้อประโยชน์ให้กับบางฝ่าย-บางกลุ่ม” นอกเหนือจากความขัดแย้งที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่
ก่อนประเด็นนี้จะถูกขยายความ “กมธ.เสียงข้างมาก” อธิบายกับที่ประชุมไว้ว่า คณะกรรมการส่งเสริมสังคมสันติสุข มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ทรงวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ถูกเชิญเข้ามา ขณะที่การทำงานเป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดที่อยู่บนพื้นฐานความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องมีบทคุ้มครอง
แต่ไม่ใช่การคุ้มครองลอยๆ เพราะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต อีกนัยหนึ่งเพื่อเป็นคำเตือนว่า “ต้องทำอย่างสุจริตถึงจะได้รับความคุ้มครอง”
ส่วนบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ที่กำหนด “29 กฎหมาย” ที่ใช้ถูกตัดสินบุคคลว่า ได้ทำผิดทางการเมือง มีการตั้งข้อสังเกตในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่งสว. ฉบับปัจจุบันว่า ทำให้เกิดผลพวงคลุมถึง “การฮั้ว สว.-ทุจริตเลือกตั้ง” หรืออีกหลายกรณีซึ่งเกินเลยไปกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย
เรื่องนี้ “พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” ฐานะกมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง และฮั้วสว. ยืนยันว่าเราไม่นิรโทษกรรมตัวเอง เรื่องคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ส่วนที่ กมธ.ปรับปรุงเป็นเพียงการจัดเรียงลำดับใหม่เท่านั้น
อีกไฮไลต์ที่ถูกจับตาคือ เยาวชนที่ทำผิดในคดีมาตรา 112 โดยในชั้นสภาฯ ได้กำหนดบทบัญญัติซึ่งผ่อนปรนให้ “เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี” ได้รับสิทธิ “ยุติคดี” แม้จะไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า “นิรโทษกรรม” แต่ถือเป็นสิ่งที่กำหนดเจตนารมณ์เพื่อให้ได้รับประโยชน์
ทว่าในชั้นวุฒิสภา “กมธ.เสียงข้างน้อย” ได้เสนอคำแปรญัตติ ที่ตีความอย่างชัดเจนได้ว่า “ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112” และผลโหวตปรากฏว่า สว.103 คนโหวตให้เพิ่มบทบัญญัติไว้ เท่ากับว่าปิดประตูตาย สำหรับผู้ต้องคดีมาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนหรือไม่ก็ตาม
กับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อวุฒิสภา หรือสภาสูง แก้ไขเนื้อหาตามกระบวนการต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าจะเห็นชอบด้วยกับที่แก้ไขหรือไม่ โดยทางออกของเรื่องนี้ สามารถแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ
แนวทางแรก มติสภาฯเสียงข้างมากเห็นชอบกับที่ สว.แก้ไข จะทำให้ร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการตอกย้ำ การปิดประตูทุกช่องทาง ที่ผู้ต้องคดีอาญา ม.112 จะเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายล้างผิด
ซึ่งอาจไม่เป็นผลดี เพราะมีบางฝ่ายเสียผลประโยชน์ อาจสุ่มเสี่ยงขยายผล ลามไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองในสเต็ปต่อไปได้
ส่วนแนวทางที่สอง สส.ไม่เห็นด้วยกับที่ สว.แก้ไข จะทำให้ต้องตั้ง “กมธ.ร่วมกันสองสภา” พิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะส่งให้ “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา” พิจารณาลงมติอีกครั้ง ซึ่งในแนวทางนี้อาจต้องกินเวลาพอสมควร อย่างน้อย 1-2 เดือน ไม่รวมกับเวลาที่ “ปิดสมัยประชุม” ซึ่งอาจทำให้ “บุคคล” ที่ได้รับสิทธิ์ล้างผิดจากการกระทำทางการเมืองที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลุ่มก้อนของขั้วรัฐบาล ต้องรอคอยการปลดบ่วงคดี ออกไปอย่างน้อย 1 ปี
ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายดังกล่าว ผ่านกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีกลุ่มการเมืองอย่างน้อย 4 กลุ่ม ที่จะได้รับประโยชน์ คือ
1.กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ “กลุ่มเสื้อเหลือง” ที่ชุมนุมปิดสนามบิน-ดาวกระจาย ในปี 2549-2551
2.กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "กลุ่มเสื้อแดง" ที่ชุมนุมในช่วง 2552-2553
3.กลุ่มกปปส. หรือ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ชุมนุมไล่รัฐบาล-ชัตดาวน์กรุงเทพ เมื่อปี 2556-2557
4.กลุ่มราษฎร-คณะราษฎร เยาวชนปลดแอก ที่ชุมนุมไล่รัฐบาล ช่วงปี2563-2564
โดยไม่รวมผู้ต้องคดี มาตรา 112 ทุกคดี และทุกช่วงวัย เพราะในเนื้อหาของร่างกฎหมาย ที่ ผ่านสภาฯ และ สว.แก้ไข ขีดเส้นใต้ไว้ชัดเจนว่า “ไม่ให้ใช้บังคับกับคดีม.112”
นอกจากนั้น ยังมี “นักการเมือง-สส.หัวก้าวหน้า” ในปัจจุบัน ที่ได้รับประโยชน์ด้วย เพราะเมื่อช่วงปี 2559-2560 ถูกดำเนินคดีข้อหาทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 เพราะเป็นหัวขบวน-แนวร่วม “รณรงค์กาไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ ของ “คสช.” หรือ “กลุ่มโหวตโน”
ตามข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุข้อมูลว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการลงประชามติ รวม 212 คน ทั้งกรณีแจกใบปลิว แสดงความเห็น เผยแพร่จดหมาย ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ฉีกบัตรออกเสียงประชามติ จัดกิจกรรมเสวนาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ
แม้คดีผิดกฎหมายประชามติส่วนใหญ่จะได้ข้อยุติเป็นคำพิพากษาว่า “ไม่ผิด” แต่ถือเป็นตราบาปติดตัว ดังนั้นเมื่อมีกฎหมายล้างผิดบังคับใช้ จะได้รับประโยชน์เสมือนไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน





