ความช่ำชองในเกมอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน ยากจะมีใครปฏิเสธ แต่เมื่อยึดครองอำนาจได้ ไม่ว่าจะมีที่มา และวิธีการอย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็น่าจะสอดคล้องกับจุดตั้งต้น
KEY POINTS
- ระบอบสีน้ำเงิน ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้อง ฮั้ว สว. จนมีเครือข่ายเกินครึ่งในสภาสูง
- ความกังวลในความพยายามรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยมี สว.สีน้ำเงิน เป็นกระดูกสันหลัง ถูกมองเป็นเรื่องอันตราย
- พฤติกรรมที่สร้างความไม่เชื่อมั่นให้สังคม ความไม่ชอบมาพากลในการใช้งบฯ
- ข้อกังขาถึงความโปร่งใส อาจเป็นเหตุให้สะดุดขาตัวเองในที่สุด
การสถาปนาขึ้นของ“ระบอบสีน้ำเงิน” จนเกิดโครงสร้างอำนาจที่สร้างความได้เปรียบทางการเมืองอย่างมหาศาล องค์ประกอบแรกที่สำคัญคือ ต้องมีพรรคการเมือง ซึ่งโลดแล่นเกาะเกี่ยวอำนาจ สะสมพลัง ทั้งเครือข่าย ทรัพยากร วิธีคิด วิธีบริหารจัดการ จนก้าวเป็นแกนนำรัฐบาลในขณะนี้
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เมื่อ สว.จากยุคคสช. หมดวาระลง นำมาซึ่งการเลือกสรรกันใหม่ จึงเป็นโอกาสของหลายกลุ่มการเมืองที่ต้องการส่งคนของตัวเองเข้าไปมีบทบาทในสภาสูง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
การวางแผนเตรียมการของกลุ่มการเมืองบางสี ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ในแง่ของจำนวน สว.ที่ส่งเข้าประกวด ผ่านการเล่นแปรธาตุ มีวิธีการที่นำหน้าคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว เนื่องจากถอดสมการหรือกติกาในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างแตกฉานจนได้ สว.เป็นรางวัล
ผลลัพธ์ที่เครือข่ายการเมืองผลักดัน จนมี สว. เกินครึ่งในสภาสูงประมาณ 150 คนบวกลบ ในทางกลับกันก็กลายเป็นแผลใหญ่ให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดเกมเช็กบิลอย่างหนัก
ในยุครัฐบาลเพื่อไทย ที่มีแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอนนั้นสนองนโยบายรัฐบาลเต็มที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือแม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินเครื่องเต็มสูบ จนเป็นที่มาของคดีฮั้ว สว. ในมือ กกต.ตอนนี้
ตามรายชื่อในบัญชีผู้ถูกร้อง 229 คน ที่ กกต. กำลังพิจารณาดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น มีชื่อ “บิ๊กเนมการเมือง” ของภูมิใจไทยจำนวนมาก ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาฯ พรรค
รวมถึงกรรมการบริหารพรรคครบชุด ทั้ง สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะรองหัวหน้าพรรค สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พิมพฤดา ตันจรารักษ์ สส.อยุธยา ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และรมช.คมนาคม ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ไตรศุลี ไตรสรณกุลเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนพรรค ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเหรัญญิกพรรค
กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และกรรมการบริหารพรรค ในฐานะประธานวิปรัฐบาล วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กรรมการบริหารพรรค รวมถึงชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ ธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย จักรกฤษณ์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์ และกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่
นอกจากนั้น ยังมีชื่อของนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี สุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และยังมีชื่อ เนวิน ชิดชอบ เป็นหนึ่งในผู้ถูกร้องลำดับที่ 228
ถึงแม้บิ๊กภูมิใจไทยจะมีชนักปักหลังในคดีฮั้ว สว. แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดประกาศพรรคภูมิใจไทย เมื่อ 30 เม.ย.2567 ลงนามโดยอนุทิน เรื่องห้ามกระทำการโดยวิธีใดๆ ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นข้อต่อสู้
โดยเนื้อหาในวรรคสาม ระบุว่า เพื่อให้เป็นไปตามข้อบัญญัติของกฎหมาย พรรคภูมิใจไทยจึงประกาศให้กรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสมาชิกพรรคทุกท่าน ถือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่าได้กระทำการใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอันจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อพรรคภูมิใจไทยได้
ท่ามกลางข้อครหาในช่วงเริ่มต้นว่า คดีนี้เป็นเกมการเมืองของขั้วอำนาจเดิม ที่ต้องการเช็กบิลภูมิใจไทยก็ตาม แต่เมื่อคดียังไม่สิ้นสุด การปฏิบัติหน้าที่ของ สว. ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เต็มไปด้วยข้อครหา ก็ยังดำเนินต่อไป
สถิติล่าสุด เพิ่งลงมติเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 1 คน คือ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เท่ากับว่า ระยะเวลา 2 ปีที่ทำหน้าที่ สว.ชุดนี้ที่สีน้ำเงินเป็นหลัก เลือกองค์กรอิสระ 4 หน่วยงาน ไปแล้ว 12 คน ซึ่งผลงานในการวางตัว กกต.ปาเข้าไปเกินครึ่ง คือ 4 จากทั้งหมด 7 คน
ความน่ากังวลของระบอบสีน้ำเงิน ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามรวบหัวรวบหาง วางหมากกินรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จผ่านแก้ว 3 ประการ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ ทิศทาง และแนวโน้มบ่งบอกชัดว่าเป็นเช่นนั้น
ความอันตรายหากระบอบสีน้ำเงินเดินหน้าได้ตามต้องการครบทุกมิติ ตอนนี้ก็ใกล้ถึงจุดนั้นเข้าไปทุกที อาจส่งผลให้กลไกการเมือง และการบริหารบ้านเมืองบิดเบี้ยว เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ตามมา ท่ามกลางแรงกระเพื่อมที่ลดทอนความเชื่อมั่นจากหลายเรื่อง
กรณีฝีแตกล่าสุด เรื่องทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น นับเป็นความเน่าเฟะของระบบอย่างขีดสุด บางคนจ่ายสองต่อ ต่อแรกซื้อวุฒิการศึกษา ต่อสองจ่ายเพื่อให้ได้บรรจุข้าราชการ สร้างภาระงบประมาณมหาศาล ต้องดูแลคนในส่วนนี้ ประเทศเสียโอกาสนำงบฯ ไปพัฒนาด้านอื่น
ความช่ำชองในเกมอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน ยากจะมีใครปฏิเสธ แต่เมื่อยึดครองอำนาจได้ ไม่ว่าจะมีที่มา และวิธีการอย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็น่าจะสอดคล้องกับจุดตั้งต้น หรือที่มาเสมอ
ถ้าตั้งต้นไม่ใช่ผลไม้พิษ ก็ไม่ใช่ผลพิษ แต่ถ้าตั้งต้นเป็นผลไม้พิษ เหมือนที่อนุทิน นิยามขบวนการโกงสอบ เป็นการทำร้ายประเทศ ขายชาติ บางเรื่องคู่ขนาน ก็อาจจะเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน “สนิมเนื้อในน้ำเงิน” จึงเป็นจุดเสี่ยงทำให้สะดุดขาตัวเองได้มากที่สุด





