สว.ชุดปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งใกล้ครบ 2 ปี ในวันที่ 11 ก.ค.69 ที่ผ่านมาสิ่งที่ถูกจับตา และตั้งคำถามคือ ผลงานตั้งองค์กรอิสระ ที่ สว.สีน้ำเงินคุมเกม
KEY POINTS
- สว. ชุดปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม โดยมี "เฉดสีน้ำเงิน" ที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยเป็นเสียงข้างมาก และมีกลุ่มเสียงข้างน้อยอีก 3 เฉดคือ "สีส้ม" "สีแดง" และ "ไร้สี"
- ผลงาน 2 ปีที่ผ่านมา ถูกวิจารณ์ว่ากลุ่มเสียงข้างมากใช้อำนาจในการเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเคยขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ
- การได้มาของ สว. ชุดนี้ยังคงถูกตั้งคำถามเรื่องการ "ฮั้ว" หรือสมยอมกันในการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ผ่านมา 2 ปี จากวันที่ 26 มิ.ย.2567 เป็นวันเลือก “สมาชิกวุฒิสภา” ระดับประเทศ ตามกระบวนการของการได้มาซึ่ง สว. ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดไว้ในมาตรา 107 ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องของขั้นตอนเลือก สว.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ที่ทำมาก่อนหน้านี้
การเลือก สว.เมื่อ 26 มิ.ย.2567 ถูกตั้งคำถามถึงกระบวนการลงคะแนน ที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เปิดประตู “ฮั้ว” และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบให้ได้ข้อยุติว่า “เรื่องฮั้ว สว.” เกิดขึ้นจริง มีการจัดตั้งอย่างตั้งใจเพื่อโกงเลือก สว.อย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตหรือไม่
“สว.ชุดเลือกกันเอง” ถูกครหาว่า ส่วนใหญ่มาจาก “สายสีน้ำเงิน” ผ่านการรับรองจาก กกต. ให้เป็น “สว.ชุดที่ 13” เมื่อ 10 ก.ค.2567 จำนวน 200 คนนั้น ห้วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พบว่า มี สว. 4 คน ที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง ประกอบด้วย
1.วิเชียร ชัยสถาพร กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดง และบันเทิง 2.เกศกมล เปลี่ยนสมัย กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ เพราะมีคำสั่งศาลให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี 3.สมชาย เล่งหลัก กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ถูกศาลสั่งให้พ้นสมาชิกภาพ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิสมัครตั้งแต่ต้น และ 4.สุพรรณ์ ศรชัย กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม ที่ถึงแก่กรรม
ทำให้ต้องเลื่อน สว. สำรองที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับผู้ที่พ้นตำแหน่ง ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ได้แก่ ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ , ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน , ธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี และพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร
ทว่าการพ้นตำแหน่ง และแทนที่ด้วย สว.สำรอง ไม่มีผลอย่างใดต่อการคุมโทนของสภาสูง เพราะเสียงส่วนใหญ่ “หัวขบวนสีน้ำเงิน” ยังคุมเกม
กับ “สว.สีน้ำเงิน” ที่ถูกจัดกลุ่มว่า เป็นผู้ที่แนวคิดเดียวกันกับ “พรรคภูมิใจไทย” โดยมี “พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์” รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ในฐานะคนใกล้ชิด “บิ๊กภูมิใจไทย”
ขณะที่ สว.กลุ่มเสียงข้างน้อยปัจจุบัน ถูกแบ่งออกเป็น 3 เฉด คือ “เฉดสีส้ม” ที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มพันธุ์ใหม่” นำโดย นันทนา นันทวโรภาส และเทวฤทธิ์ มณีฉาย “เฉดสีแดง” ที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มสีขาว” นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ และเศรณี อนิลบล” และ “เฉดไร้สี” ที่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ และความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ เลี่ยงไม่ปะทะกับ “กลุ่ม-เฉดสีใด”
ด้วยเสียงข้างมากของ “สว.” ที่อยู่ใน “เฉดสีน้ำเงิน” ทำให้การปฏิบัติงานหลายครั้ง ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบางฝ่ายการเมือง
โดยเฉพาะสิ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนักหน่วงคือ บทบาทต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง “องค์กรอิสระ” เพราะมีส่วนสำคัญต่อการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ “สว.” และ “ฝ่ายการเมือง”
ทั้งนี้ “สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่” เคยตั้งข้อสังเกตไว้หลายครั้งหลายครา ต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งการตั้ง “กกต." และ “ป.ป.ช.” พร้อมกับพยายามยับยั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้อง จนถึงขั้นตั้งญัตติ เมื่อ 21 ก.ค.2568 เพื่อให้สังคมร่วมจับตา และเสนอให้ “วุฒิสภา” ออกเสียงชี้ขาดเพื่อให้ถูกตรวจสอบจากสาธารณะ แต่ไม่เป็นผล เพราะ “สว.ที่กุมเสียงข้างมาก” ปิดเป็นประชุมลับ
การเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ที่ สว.67 เข้าปฏิบัติหน้าที่ เมื่อ 10 ก.ค.2567 จนถึงปัจจุบัน พบว่าได้ให้ความเห็นชอบ “บุคคล” ดำรงตำแหน่งต่างๆ รวม 12 คน ได้แก่
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4 คน คือ 1. ประภาศ คงเอียด 2. เพียรศักดิ์ สมบัติทอง 3. สุชาติ สุนทรีเกษม 4. มนูภาน ยศธแสนย์
กรรมการการเลือกตั้ง 4 คน คือ 1. อนันต์ สุวรรณรัตน์ 2.ณรงค์ รักร้อย 3. จิรุตม์ วิศาลจิตร 4. ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน คือ 1. สราวุธ ทรงศิวิไล 2.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช
ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 คน คือ 1. พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย 2.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์
นอกจากนั้น ยังพบว่า บุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง มีส่วนที่ สว. “ตีตก” อีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน ได้แก่ ตีตก ผู้เสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. 2 คน ได้แก่ ประกอบ ลีนะเปสนันท์ , ประจวบ ตันตินนท์ ตีตกผู้เสนอชื่อเป็น กกต. 1 คน คือ มณฑล สุดประเสริฐ
ตีตก ผู้เสนอชื่อเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คน คือ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี , ชาตรี อรรจนานันท์ และ ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ และตีตกผู้เสนอชื่อเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน คือ รื่นวดี สุวรรณมงคล
ทั้งนี้ในกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ ยังมีกระบวนการสรรหา กกต. แทนตำแหน่งที่ว่าง 1 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาของคณะกรรมการ
ขณะที่ในงานด้านนิติบัญญัติ ของ “สว.ชุดปัจจุบัน” รวมเกือบ 23 เดือน พบว่าส่วนใหญ่ของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ จะคล้อยตามกับ “สภาผู้แทนราษฎร”
โดยปี 2568 พบว่า สว.เห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.” ด้วยกับ สภาฯ รวม 20 ฉบับ ส่วนปี 2569 พบว่า อยู่ในชั้นการพิจารณาของ สว.รวม 13 ฉบับ ทั้งช่วงรอยต่อของรัฐบาลอนุทิน 1 มายังอนุทิน 2 มี สว. ผ่านร่างกฎหมายไปแล้วรวม 3 ฉบับ และยังมีร่างกฎหมาย 7 ฉบับ ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาวาระสอง และวาระสาม ของวุฒิสภาสัปดาห์หน้า ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และกลุ่มกฎหมายว่าด้วยท้องถิ่น 6 ฉบับ
สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของ “สว.” มีเพียงส่วนน้อยที่เห็นขัดกันกับ “สส.” และขอปรับแก้เนื้อหา ซึ่งไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การงัดคาน ระหว่าง สว. กับ สส. มีภาพจำมากที่สุดคือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”
เมื่อปลายปี 2568 ที่ “สว.สีน้ำเงิน” ยืนยันให้คงอำนาจ และเสียง สว. ที่ใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนนำไปสู่ความขัดแย้งของสภาฯ และนำไปสู่การยุบสภาช่วงปลายปี 2568 ในที่สุด
เหตุการณ์ครั้งนั้น ถูกมองว่าเป็นเกมการเมือง ที่สกัดการได้มาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของ “พรรคภูมิใจไทย” ทำให้ “สว.เสียงข้างมาก” ถูกใช้เป็นกลไกขวางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้สำเร็จ
เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่สภาชุดปัจจุบัน พร้อมกับภาคประชาชน กำลังเตรียมเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง ช่วงสมัยประชุมหน้า เดือนส.ค. ต้องจับตาว่า “สว.สีน้ำเงิน” จะใช้บทบาทตามรัฐธรรมนูญ เพื่อขวางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประตูนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลประชามติ เมื่อ 8 ก.พ.2569 หรือไม่
ตามวาระของ สว.ชุดปัจจุบัน ที่มีวาระ 5 ปี หากนับวันเข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อ 10 ก.ค.2567 จะอยู่ยาวไปถึง ก.ค.2572 แต่ระหว่างทางยังต้องเผชิญมรสุม การตรวจสอบ โดยเฉพาะข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.”
ต้องจับตาผล ชี้ขาดของ กกต.ที่มีเดดไลน์ถึงสิ้นเดือนส.ค.นี้ จะมีผลอย่างไร จะถึงขั้นปรับทิศ เปลี่ยนขั้ว “สภาสูง” ได้หรือไม่ ต้องจับตา
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





