วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'มติสภา' 308 เสียง ไม่ส่งตัว 'ชนนพัฒฐ์' ดำเนินคดีสมัยประชุม

มติสภาฯ ไม่ส่งตัว "ชนนพัฒฐ์" ไปดำเนินคดี ตามที่ "ดีเอสไอ" ร้องขอสมัยประชุม พบ "ภท.-ประชาชาติ-เศรษฐกิจ" อ้างยึดหลักการ-เอกสิทธิ์คุ้มครองสส.สมัยประชุม

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน   คือ ขออนุญาตสภาฯ เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปมารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรมนูญ มาตรา 125  หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ  (ดีเอสไอ) มีหนังสือขอให้สภาฯอนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการลงมติ มีสส.ที่ขออภิปรายแสดงความเห็น โดยพบว่ามีความเห็นที่แตกต่างกันเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุนให้ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ให้ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมาย คือ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์  และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจ

โดย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า เห็นด้วยและเห็นชอบให้ส่งตัวนายชนนพัฒน์ ไปดำเนินการทางคดี หากสส.สละเจตนาคุ้มกันจะเป็นประโยชน์การพิจารณาและเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสภา ในระบอบประชาธิปไตย หากอนาคตมี สส.ของพรรคประชาชนคนใดถูกดำเนินการในลักษณะข้อเท็จจริงเดียวกันพรรคประชาชนจะอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาคดีของสส.ที่ถูกขขอตัวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งไม่มีพบการกลั่นแกล้งใดๆ จากฝ่ายบริหาร เป็นกระบวนการยุติธรรม ที่พิจารณาตามขั้นตอนที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ต้องมีพยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งนี้คดีดังกล่าวสัมพันกับเกียรติภูมิของสภา หากไม่อนุญาตจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของสส. หากคดีร้ายแรงแต่สภายังปกป้อง อาจกระทบภาพลักษ์ และภาพพจน์ของสภาในสายตาของต่างชาติด้วย

“ทั้งนี้สส.ที่ถูกขอตัวระบุก่อนหน้านั้นว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนดไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ขอใช้ดุลยพินิจปกป้องภาพพจน์ของประเทศไทยและภาพลักษณ์ของสภา จึงมีมติอนุญาตให้ส่งตัวไปตามเรียก” นายสาทิตย์ อภิปราย

ขณะที่ นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา  125 ไม่ใช่การคุ้มกันให้ สส.อยู่เหนือกฎหมาย และไม่ใช่ยกเว้นกระบวนการยุติธรรมให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นหลักประกันทางรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และรักษาความสมดุลของอำนาจ อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาของการเปิดสมัยปะชุมแล้ว จะพบว่าจะปิดสมัยประชุม ในเดือน ก.ค. ดังนั้นเหลือเวลาไม่กี่ครั้ง หากมีการเรียกตัว สส. ดำเนินการตามกระบวนการสอบสวนระหว่างสมัยประชุมย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ฐานะผู้แทนของประชาชน และกระทบต่อการทำงานนของสภาโดยรวม

“ตระหนักดีว่า ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสและมาตรฐานจริยธรรมที่สูง หาก สส.สละความคุ้มกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ถือเป็นเรื่องดี แต่หากพิจารณาในมิติระดับสถาบันต้องพิจารณาอย่างระมัดะวังเพื่อไม่ให้ทำลายหลักประกันทางรัฐธรรมนูญระยะยาว เพราะเมื่อสิ้นสุดสมัยประชุมกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ปกติ  จึงไม่ใช่การตัดสิทธิ์ หรือ ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นกาคุ้มครองการทำหน้าที่ช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับ” นางนันทนา อภิปราย

ทางด้านนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ต้องักษาหลักการและมาตรฐานที่สภาฯ ถือปฏิบัติโดยตลาด คือ ไม่อนุญาตให้ สส.ไปรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอในสมัยประชุม อย่างไรก็ดีขอให้นายชนนพัฒน์ ชี้แจงและพูดว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ด้วย

ส่วนนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายว่า ตนขอปกป้องหลักการคุ้มครองสส.ในสมัยประชุม เพื่อไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหากมีประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ตรวจสอบรัฐบาลแล้วถูกกลั่นแกล้ง ดำเนินคดีอาจถูกโหวตให้ไปดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ดีขอเรียกร้องสปีริตของนายชนนพัฒฐ์ต่อการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องให้สภาปกป้อง

จากนั้นนายชนนพัฒฐ์ อภิปรายว่าตนพร้อมและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  และยอมรับผลลงมติ  แต่ยึดตามหลักการของการเป็น สส. และหากปิดสมัยประชุมตนหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวหลังจากอภิปรายแล้วเสร็จได้มีการลงมติ โดยมติของสภาเห็นด้วย 126เสียง  ไม่เห็นด้วย 308 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง