‘ปชน.’ จี้ ‘ดีอี’ ชะลอโครงการ TH-AI Passport ส่อมีผลประโยชน์ทับซ้อน บ.ได้งานเป็นเครือข่ายสีน้ำเงิน ด้าน “ไชยชนก” ยันโครงการโปร่งใส-ถูกกฎหมาย พร้อมรับการตรวจสอบ
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามสด
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท ที่ใช้งบในของกองทุนดีอี เพื่อให้คนไทยจำนวน 5 ล้านคนได้ใช้เอไอแบบโปรพิเศษฟรี ว่าตนแปลกใจว่าการขอใช้งบประมาณเป็นในรูปแบบชงเองกินเอง ซึ่งส่อว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ไม่เหมาะสม อีกทั้งพบว่าโครงการดังกล่าวใช้เวลาประกาศประกวดราคา และยื่นซองใช้เวลาเพียง 34 วัน ซึ่งปกติโครงการระดับพันล้านต้องใช้เวลา 3-6 เดือน เพื่อศึกษา เก็บข้อมูลและส่งข้อมูล ทำให้มีข้อสงสัยว่าบริษัทที่ส่งข้อมูลมีส่วนรู้ส่วนเห็นล่วงหน้า ทำให้มีข้อสงสัยกับความโปร่งใส
นายภาวุธ อภิปรายต่อว่าสำหรับบริษัที่เข้าประกวดราคา เป็นกลุ่มที่วางบริษัทราคากลางไว้ และเสนอราคาแบบล็อกสเปค ผูกขาด และชนะประมูล โดยราคาที่ชนะประมูลนั้นต่ำกว่าราคากลาง 1.5% นอกจากนั้นทีโออาร์เขียนล็อกสเปค ว่า ต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ทำไมต้องบังคับหรือล็อกสเปคว่าเป็นหน้าจอร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่มีช่องทางอื่นจำนวนมาก อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีนายทุนสื่อเพียงรายเดียวที่ครอบครองสิทธิจอในร้านสะดวกซื้อ และกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานได้ กลุ่มทุนของผู้มีสิทธิ์ในหน้าจอขอร้านสะดวกซื้อ และพบว่าสัปดาห์ที่ผ่านมามีงานประมูลบิ๊กเดต้าแพลตฟอร์มหน่วยกิตของกระทรวง อว. มีระบบดิจิทัลในกระทรวงศึกษาธิการ วงเงินรวมหมื่นล้านนบาท
“น่าตกใจคือบริษัทที่ทำราคากลางให้โปรเจ็คทั้งหมดเป็น 3 บริษัทเดียวกันที่ทำให้กับโครงการไทยแลนด์-เอไอ พาสปอร์ต ซึ่งเป็นความน่าบังเอิญว่าบริษัทที่ทำราคากลาง สามารถวางราคากลางให้กับ 3 โครงการหลายพันล้านในหลายกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารเหมือนเป็นแก๊งเดียวกัน ทั้งนี้พบว่ากลุ่มที่ชนะโครงการ ยังชนะการแข่งขันโครงการมอโตจีพี ที่จ.บุรีรัมย์ สิ่งที่ตั้งข้อสังเกตคือความเชื่อมโยงเป็นขาประจำในกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารตลอดหรือไม่” นายภาวุธ อภิปราย
นายภาวุธ อภิปรายต่อว่าโครงการไทยแลนด์-เอไอ พาสปอร์ตพบความน่าสงสัยจำนวนมาก ทั้งใช้เวลาไม่มากคนที่ชนะประมูลอยู่ในโครงข่ายกินรวบ และเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด ทั้งนี้การดำเนินการพบว่ามีการซื้อครั้งเดียว แทนที่ควรซื้อมาระดับหนึ่งเมื่อพบความต้องการจึงเพิ่ม และพบว่ามีการซื้อผ่านตัวกลาง ที่มีต้องมีค่าส่วนต่าง มีค่าใช้จ่ายแพงกว่าซื้อตรงกับบริษัท ทั้งที่หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ซื้อตรงผ่านบริษัทเอไอ จึงเกิดการลงทุน ภายในประเทศที่สามารถต่อรอง ตกลงสิทธิประโยชน์ได้ ทั้งนี้ปัจจุบันมีของฟรีใช้อยู่จำนวนมาก ดังนั้นจึงจำเป็นหรือไม่ที่ต้องดำเนินโครงการมูลค่าพันล้านบาท ทั้งนี้เมื่อพบช่องโหว่ และประชาชนสงสัย ควรชะลอการเปิดลงทะเบียนในเดือนมิ.ย. เพื่อให้ สตง. หรือ ป.ป.ช.ตรวจสอบการประมูล เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง 17 พ.ย.2568 ประชาพิจารณ์ทีโออาร์ 15-22 ธ.ค.68 ทั้งนี้ทีโออาร์โครงการดังกล่าวมี 33 หน้า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์มี 2 หน้าเต็ม หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการยื่นข้อเสนอโครงการที่มีเวลา 34 วัน ทั้งนี้รวมระยะเวลาทั้งหมด คือ 5 เดือน ทั้งนี้กระบวนนการมีความถูกต้องและโปร่งใส แต่หากไม่พอใจในคำชี้แจง หน่วยงานพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกอย่าง
นายไชยชนก ชี้แจงว่าเป้าหมายของฝ่ายบริหาร คือการยกระดับให้ประชาชนเข้าถึงเอไอระดับโปรได้ ทั้งนี้การประสานงานบริษัทเอไอ ไม่สามารถทำโครงการร่วมกับรัฐได้โดยตรง และหากเกิดสมมติว่าประสานงานได้โดยตรง จำเป็นต้องใช้แพลตฟอ์มของบริษัทเอไอเท่านั้น ทำให้ข้อมูลถูกเก็บไปประมวลผลที่ต่างประเทศ แต่ไม่สามารถนำมาพัฒนาการเรียนรู้พัฒนาบุคลากรของประเทศไทยได้ จึงไม่ตอบโจทย์ นอกจากนั้นแล้วจะไม่สามารถกำหนดทิศทาง ปกป้องข้อมูลและอธิปไตยของประเทศไทยได้ เพราะนำเข้ามาสู่ระบบของไทย ซึ่งไม่ใช่การทำโครงการร่วมกัน
“ที่บอกว่ามีฟรีทำไมต้องจ่ายเงิน หากอยากเป็น รมว.ดีอี ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่าฟรี กับโปร มีศักยภาพและผลิตผลที่แตกต่างกันขนาดไหน ที่บอกว่ามีความไม่ชอบเต็มไปหมด แต่ผมเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผมดูว่าตรงกับนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ และคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ โครงการที่ทำ เฉลี่ย 27 บาทต่อหัวต่อเดือน และมีเลินนิ่ง โมเดล จึงถูกกว่าสิงคโปร์กว่า 20 เท่า หากที่มองว่ายังมีช่องโหว่ ขอให้ดำเนินการ หากผมผมคิดจะโกง จะทำให้ถูกและทั่วถึงกับประชาชนได้หรือไม่” นายไชยชนก ชี้แจง
นายไชยชนก ชี้แจงด้วยว่า ใครได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และเรื่องของตน เพราะตนมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยน์ ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ ตนต้องจัดการ ดังนั้นใครได้ ตนไม่สน

