วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'อนุชา' ประกาศขอ ขสมก. ให้ กทม.ดูแล หวังเชื่อมเดินทาง-ลดมลพิษ

'อนุชา' ประกาศขอ ขสมก. ให้ กทม.ดูแล หวังเชื่อมเดินทาง-ลดมลพิษ

“อนุชา” เปิดนโยบาย กทม. ขอโอน ขสมก. เป็นของกทม. เพิ่มโรงกำจัดขยะ ขยายบริการสาธารณสุขเมืองกรุง ย้ำ กทม.ยุคปชป. พร้อมรับเป็นเจ้าภาพ  เคลียร์ทุกปัญหา

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงนโยบายต่อการลงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ตามสโลแกนเป็นเมือง ฟ้าอมร and more  เป็นเมืองสะดวก สะอาด สบาย ว่า สิ่งที่จะทำในอันดับแรก ในเรื่องความสะดวก โดยจะเสนอรัฐบาลให้โอนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้อยู่ภายใต้กากำกับและการจัดการของกทม. เพื่อให้การบริหารจัดการการเดินรถมีความสะดวกต่อคนกทม. เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับจะนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาจัดการเดินรถให้เป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถแจ้งเตือนและปรับเปลี่ยนการเดินรถที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้บริการ นอกจากนั้นแล้วจะเปลี่ยนให้รถโดยสารประจำทางเป็นรถที่ใช้ไฟฟ้า เพื่อลดมลภาวะ  รวมถึงจะเชื่อมโยงการเดินทางทั้งเรือ และรถไฟฟ้า

นายอนุชา กล่าวต่อว่า ขณะที่ความสะอาด โดยจะเพิ่มศูนย์กำจัดขยะให้ครอบคลุมพื้นที่กทม. ทางด้านเหนือ หรือ ฝั่งตะวันออก เพื่อลดระยะวิ่งของรถเก็บขยะให้น้อยที่สุด และพร้อมจะพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เป็นศูนย์  พร้อมกับจะนำเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะมูลฝอยเป็นพลังงานทดแทนเพื่อใช้ในชุมชนต่างๆ ของกทม.   ขณะที่ความสบาย คือการแก้ปัญหาสุขภาพ ที่จะให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ

"ผมพร้อมเจียดงบประมาณเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินของเมือง หรือออกจากพื้นที่กทม. เพื่อหาที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นจะให้ผู้สูงอายุได้รับการรักษาลำดับต้นและรวดเร็ว เช่น การรักษาฟัน ขณะที่จะศูนย์บริการสาธารณสุขกทม. จะให้ขอความร่วมมือ หรือ ทำข้อตกลงกับคลีนิค เพื่อขยายความรับผิดชอบในพื้นที่ ขณะที่ พื้นที่ว่างเปล่าในพื้นที่กทม. ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ พื้นที่รกร้าง ว่างเปล่าของเอกชนจะนำมาใช้ประโยชน์ เช่น พื้นที่ศิลปะให้ศิลปินได้แสดงออก สวนหย่อม สวนกีฬา สวนสาธารณะ" นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวต่อว่านอกจากนั้นในประเด็นกัญชา มีสิ่งที่คิดกันในความรับผิดชอบของกทม.  คือ ป้ายโฆษณาที่ไม่มีกำกับดูแล ทั้งที่ควรควบคุมเพื่อใช้การแพทย์เท่านั้น ในเรื่องเศรษฐกิจกทม.จะเปิดกว้าง สนับสนุนให้เกิดเศษฐกิจชุมชน ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อเยาวชนและสังคม รวมถึงอยู่ตามระเบียบและกฎหมายที่ชัดเจน นอกจากนั้นในพื้นที่รอบนอกของกทม. ที่เป็นพื้นที่การเกษตร ดังนั้นตนพร้อมจะสนับสนุน โดยลงพื้นที่และนำมาเป็นนโยบายเพื่อเปิดอย่างต่อเนื่องจนถึงวันสมัคร ทั้งนี้ตนจะไม่ได้เดินตลาดขอคะแนน แต่ตนและ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. จะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนในแต่ละพื้นที่

นายอนุชา กล่าวต่อว่าขณะที่นโยบายความโปร่งใสมาบริหารกทม. จะใช้แอพลิเคชั่นส่องรัฐเข้ามาตรวจสอบการทำงานของกทม. เพื่อจับตาความโปร่งใส นอกจากนั้นจะนำมาพิจารณาเรื่องนอมินีของคนต่างชาติ แม้ไม่ใช่ความรับผิดชอบหลักแต่คือความกังวลของกทม. ตนจะไม่นิ่งเฉยจะประสานเพื่อตรวจสอบในทุกธุรกิจ และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กทม. ในยุคประชาธิปัตย์ จะไม่ปฏิเสธความรับผิดชบ แต่จะเป็นเจ้าภาพนำทุกปัญหามาแก้  ไม่ใช่จะดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องสร้างความหวังและโอกาสให้คนกทม. ทั้งนี้จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ทำกทม.ให้เป็นเมืองของเรา มีความสะดวก สะอาดและสบาย รวมถึงมีรายได้ดี โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกเมื่อ” นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามถึงโพลที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรอง นายอนุชา กล่าวว่า ตนเพิ่งเปิดตัวและอาจจะยังไม่ถึงประชาชนว่าตนเป็นตัวแทนพรรค ต้องประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเพื่อให้คนกทม. ทราบว่ามีตัวแทนว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต รวมถึงลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อนำเสนอ ดังนั้นต้องทำการบ้านและทำหน้าที่หนักมากขึ้น

“เหลืออีก 30 วัน จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ตอบไม่ได้ว่าคนกทม.จะไว้วางใจหรือไม่ เพราะต่างโพลต่างผลลัพทธ์ ทั้งนี้การสำรวจจะเป็นส่วนหนึ่งพิจารณา แต่คนกทม. ดูความมุ่งมั่น ผู้สมัคร นโยบายด้วย ไม่ใช่ดูแค่โพลเท่านั้น” นายอนุชา กล่าว