เป็นการส่งสัญญาณแตกหักอย่างชัดเจน ระหว่าง “สว.” ชุดปัจจุบัน กับ “พรรคประชาชน” หลัง “กลุ่ม 89 สว.” ประกาศเตรียมดำเนินการตามกฎหมาย กับ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กรณีทุจริตต่อหน้าที่ หลังโพสต์ข้อความเพื่อรำลึกเหตุการณ์ยึดอำนาจ 22 พ.ค.2557 ที่โยงถึง “สว.ชุดปัจจุบัน” ว่า เป็นเครือข่ายภายใต้ในระบอบสีน้ำเงิน ที่ทำลายหลักการประชาธิปไตย หาก “เท้ง ณัฐพงษ์” ไม่ขอโทษวุฒิสภา
ทั้งนี้กรณีที่ “พรรคประชาชน” พาดพิงถึง “สว.” ต่อการไม่เคารพ หรือทำลายหลักการประชาธิปไตย ก่อนหน้านี้เคยมีให้เห็นมาแล้ว ระหว่างการอภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยเฉพาะกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ “สว.” ไม่ยอมลดอำนาจตัวเอง ทว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีประเด็นที่ “ประนีประนอม” กันไม่ได้มาก่อน
ส่วนหนึ่งที่ “สว.” ที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายระบบสีน้ำเงิน ดาหน้าแถลงการณ์ประณาม “ผู้นำฝ่ายค้าน” แบบที่ไม่เคยมีสว.ชุดไหนทำมาก่อน อาจเป็นเพราะ ได้รับสัญญาณเตือน ที่ไม่อาจปล่อยให้ “พรรคประชาชน” ภายใต้ผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่กำลังปลุกเร้าความนิยมทางการเมืองฝั่งหัวก้าวหน้า-ประชาธิปไตย ผ่านการสร้างวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่โยงไปเหนือ “พรรคการเมือง” ได้
หากจับสัญญาณของ “ณัฐพงษ์” เมื่อ 22 พ.ค. 2569 ที่สื่อสารถึงเหตุการณ์ครบรอบ 12 ปีเหตุรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เขาพุ่งตรงไปที่การรวมพลังทางสังคม ให้นำไปสู่ “การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560” เพราะถือเป็นมรดกของการรัฐประหาร และขยายวงก่อเกิดให้เป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่เจาะจงหมายถึง “ศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ และวุฒิสภา” ที่มีพฤติกรรม “กินรวบประเทศ ขาดการยึดโยงกับประชาชน”
โดยสิ่งที่ “ผู้นำฝ่ายค้าน” มองว่า “สว.” คือ หนึ่งในเครือข่ายสีน้ำเงินนั้น นั้นเพราะมองเห็นพฤติกรรมบางประการที่เชื่อมโยงให้ทำให้ “สังคม” ตั้งสมมติฐาน และสร้างความเชื่อมโยงถึงกันได้
ทั้งในกรณีของ “แกนนำวุฒิสภา” ทั้ง “พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์” รองประธานวุฒิสภา ที่เป็นเพื่อนสนิทของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มักเห็นการลงพื้นที่ และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุด คือการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกันและการหารือที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อการกำหนดแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
หรือ “มงคล สุระสัจจะ” ที่ก่อนหน้าเป็น ประธานวุฒิสภา เคยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ฐานะคณะที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย ที่ “อนุทิน” ทำหน้าที่เป็นรมว.มหาดไทย และก่อนหน้านี้ “มงคล” ยังถือเป็นบิ๊กข้าราชการมหาดไทย “อธิบดีกรมการปกครอง” ที่ทำงานใกล้ชิด “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” บิดาของนายกฯ เมื่อครั้งเป็นบิ๊กคลองหลอด
โดยเรื่องนี้ “นันทนา นันทวโรภาส” สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ฐานะเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา เคยอภิปรายต่อที่ประชุม และพูดต่อสาธารณะหลายต่อหลายครั้งว่า สว.เสียงข้างมากมีความเชื่อมโยงกับขั้วการเมืองสาย บ้านใหญ่สีน้ำเงิน และเข้ามาควบคุมกลไกและอำนาจเบ็ดเสร็จในวุฒิสภา ซึ่งส่งผลเสียต่อดุลยภาพและการทำงานในสภาสูงหลายกรณี
ทั้งกินรวบตำแหน่ง ประธานและกรรมาธิการ (กมธ.) และการใช้ “สว.” ในเครือข่ายหน้าเดิม เวียนเข้าไปเป็นกมธ.สำคัญ โดยเฉพาะ กรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
ขณะที่ “สว.ปัจจุบัน” หลายคน ซึ่งมีตำแหน่งสำคัญใน “สภาสูง” ทั้ง “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร-พรเพิ่ม ทองศรี-อลงกต วรกี-วุฒิชาติ กัลยามิตร” ล้วนเป็นคนที่มีความใกล้ชิดกับ แกนนำระดับบนของพรรคสีน้ำเงิน
และในกรณีของการเห็นชอบบุคคลเข้าไปเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเป็น “บุคคล” ที่ถูกมองว่า บางคนอยู่ในเครือข่าย และบางคนมีความเชื่อมโยงกับ “บางพรรคการเมือง” ทำให้การลงมติเห็นชอบ จึงถูกกำหนดโทนสีไว้ตั้งแต่แรก
กับ “สว.ชุดปัจจุบัน” เข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อ 10 ก.ค.2567 และจะมีวาระอยู่ไปถึงปี 2572 ที่ผ่านมาพบว่า ได้เห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระไปแล้วทั้งสิ้น 11 คน ได้แก่ กกต. 4 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4 คน ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 คน นอกจากนั้น ยังอยู่ในวาระการตรวจสอบคุณสมบัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม อีกจำนวนหนึ่ง
นอกจากนั้นแล้ว “นันทนา” ยังเคยแฉพฤติกรรมของ “สว.ขั้วน้ำเงิน” ที่พยายามปิดปาก สว.ที่เห็นต่าง โดยเฉพาะ กรณีกรรมการจริยธรรม ที่มี “บิ๊กเกรียง” เป็นประธาน ตั้งเรื่องสอบฝ่าฝืนหรือผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีด้อยค่า "สว.แดง กองมา" ว่าเป็น “แม่ค้าขายหมู” ที่ได้รับเลือกให้เป็น กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ แทนตัวเอง และมติข้างมากของ “สภาสูง” โหวตให้ว่า “นันทนาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง”
หรือกรณีของ “น.ต.วุฒิพงษ์ พงษ์สุวรรณ” ที่เคยมีวิวาทะกับ “สว.สีน้ำเงิน” บางคนที่เดือดจนถึงขั้นเกือบจะชกหน้ากัน กรณีที่ “สว.เสียงข้างน้อย” พยายามเข้าชื่อร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสว. 136 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อยับยั้งกระบวนการเลือก กรรมการองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ “กกต.” ที่มองว่าอาจกระทบต่อผลในคดี “ฮั้วสว.” ที่ สว.สีน้ำเงินและ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ถูกกล่าวหา แม้เรื่องนี้ตอนท้ายถูกปัดตก เพราะรายชื่อไม่ครบ
ทว่า ความหวาดกลัวต่ออิทธิพลของ “สว.เสียงข้างมาก” ยังมีให้เห็น โดยเฉพาะการทำงาน ที่จะเห็นว่าช่วงหลัง “สว.” มักจะนำเสนอรายงานที่สอดรับ สนับสนุนนโยบายของ “รัฐบาล-อนุทิน” แทนการตรวจสอบนโยบาย
เช่น การยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 ของ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยูฯ วุฒิสภา ที่มี “นพดล อินนา” สว.กลุ่มสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ที่ตั้งขึ้นมาหลังจากที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ประกาศเตรียมทำประชามติยกเลิก เอ็มโอยู 2544 “กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์” ที่มี “วุฒิชาติ กัลยาณมิตร” เป็นประธาน ที่ผลชี้ชัดว่าเป็นโครงการที่น่าลงทุน แต่ควรทบทวนผลการศึกษา เป็นต้น
นอกจากนั้น สิ่งที่ “เท้ง-ณัฐพงษ์” มองเป็นความฉ้อฉล บิดเบือน คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นในชั้นของการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของสภาฯ ชุดที่ผ่านมา ที่พบว่า “สว.” รับลูกฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ “พรรคภูมิใจไทย” ที่เห็นต่างต่อการโละรัฐธรรมนูญ 2560
ทั้งการยอมให้ใช้เสียงโหวต สว. ส่งเรื่องไปตีความ จนเป็นที่มาของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ที่ว่า “รัฐสภาไม่มีอำนาจบัญญัติกฎหมายให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้โดยตรง” ซึ่งปิดทางที่นำไปสู่การมี “คูหาเลือกตั้ง” เพื่อให้เลือกตั้ง สสร. 100% ตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชน-พรรคประชาชน ทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเสียเวลาในการถกเถียงเพื่อเลี่ยงประเด็นไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ในช่วงปลายสมัยสภาฯ ชุดที่ผ่านมา ด้วยเงื่อนไขที่ สว.ต้องการให้คงอำนาจยับยั้งการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ด้วยจำนวน 1 ใน 3 ที่ “สว.สีน้ำเงิน” แปรญัตติ และ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุน เพื่อให้เรือธงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ถูกล่มกลางทาง แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด จน “ข้อตกลงทางการเมืองของสีส้ม-สีน้ำเงิน” ถูกฉีก และเกิดการยุบสภา
เรื่องราวที่เกิดขึ้น ถือเป็นการกระทำที่ “พรรคส้ม-สังคม” ประจักษ์แก่สายตาว่า “สว.เสียงส่วนใหญ่” กับ “พรรคสีน้ำเงิน” ผลัดกันเกาหลัง จนแปรผลทำให้เกิด “ระบอบสีน้ำเงิน” จน “ณัฐพงษ์” ต้องวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา และ “สว.สีน้ำเงิน” ที่ปกติมักหลบหน้า ต้องลุกขึ้นมาตั้งแถว ดาหน้ารับแรงกระแทก
สัญญาณแตกหักที่เกิดขึ้นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาจส่งผลอย่างยิ่งต่อทิศทางการเมืองไทย อย่างน้อย 3 ปี นับจากนี้

