วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เลขา ป.ป.ช.ชมรัฐบาลตั้ง คกก.ปราบโกง เล็งชงคลอด กม.คุมทุจริต

เลขา ป.ป.ช.ชมรัฐบาลตั้ง คกก.ปราบโกง เล็งชงคลอด กม.คุมทุจริต

เลขา ป.ป.ช.มองรัฐบาลตั้ง คกก.ปราบโกง มาถูกทาง เล็งเสนอคลอดกฎหมายคุมทุจริต จับมือ กลต.คุมบริษัทเสนองานรัฐ ต้องมีธรรมาภิบาล ปัญหานอมินี รัฐต้องเข้มบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ที่โรงแรมลพบุรี อินน์ รีสอร์ท อ.เมือง จ.ลพบุรี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ประจำปี 2569 เพื่อดูปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายสแตนเลส และการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ์ สปก. 4-01 โดยมิชอบ โดยมีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวเปิดโครงการว่า การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อให้ได้เข้าใจปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริงเพื่อนำไปสื่อสารให้กับประชาชนได้รับรู้  ซึ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช.เพียงอย่างเดียวแต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย  โดย ป.ป.ชเป็นเพียงแกนนำในการขับเคลื่อน 

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่ภาครัฐ  เอกชนและสิ่งที่เป็นประเด็นทางสังคมในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์คิดว่าบทบาทของสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริงให้สังคมและเกิดความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งจากที่ติดตามข่าวรวมถึงความเห็นนักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันการปราบปรามการทุจริตหลายเรื่องอาจไม่ได้ตรงทีเดียวเช่น กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐเรียกรับสินบน โดยจะต้องดูเนื้อหาว่ามีข้อมูลหน่วยงานรัฐรับสินบนอย่างไรบ้าง การสำรวจความคิดเห็นตรงกับความจริงหรือไม่ รวมถึงข้อมูลและบุคคลที่สัมภาษณ์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ หรือใช้ความรู้สึก จึงเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาล ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตขึ้นมา และมีการประชุมไปเมื่อวานนี้ 

เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่รัฐบาลแรกที่ดำเนินการแต่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการและมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะเห็นกลไกใหม่ๆว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนออะไรขณะที่รองนายกรัฐมนตรีระบุจะต้องผลักดันกฎหมายและตนก็เคยแสดงความคิดเห็นโดยต้องรู้ปัญหาคอรัปชั่นว่าเกิดจากสาเหตุใด  ซึ่ง ป.ป.ช. พยายามสังเคราะห์และแยกแยะปัญหาคอรัปชั่นเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย เกิดจากการอาศัยอำนาจหน้าที่ไปเร่งรัดเอาผลประโยชน์หรือใช้อำนาจของนักการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง โดย 60% ที่ ป.ป.ช.รับเรื่องและชี้มูลไปเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของแผนงานโครงการของรัฐและงบประมาณแผ่นดินที่จัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการกระจายงบประมาณแผ่นดินลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

ดังนั้นตัวเลขที่รับทราบกันดีว่าจะมีการจ่ายเงินสินบนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องควบคุมหรือสร้างกลไกไม่ให้การคอรัปชั่นอยู่คู่กับสังคมของไทย และเกือบทุกประเทศ   ซึ่งไทยได้ร่วมลงนาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC)  ได้ยกระดับการทุจริตคอรัปชั่นเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด  ดังนั้นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการไปแสวงหาผลประโยชน์ สร้างผลกระทบกับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่   ซึ่งทรัพยากรที่เราเสียไปจากการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด

จึงมีการสร้างความร่วมมือและบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ออกนโยบายเพื่อทำงานร่วมกัน เช่น ป.ป.ช.ทำงานร่วมกับ สตง. และปปท. ตรวจสอบโครงการของรัฐขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และวางมาตรการหาความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดการคอรัปชั่น พิสูจน์ว่าราคากลางจริงหรือไม่ และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  มีการล็อคสเปคเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ เน้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้น  

โดยได้ยกตัวอย่างมีการดูดทรายในพื้นที่แม่น้ำโขง รวมถึงการใช้อำนาจกำกับดูแลป้ายโฆษณาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยหยุดนิ่ง เราบูรณาการตรวจสอบทั้งในเรื่องทรัพย์สินเพื่อให้กลไกการปราบปรามทุจริตมีประสิทธิภาพ เราฟ้องคดีอาญากรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงไปหลายเรื่อง แต่บางเรื่องที่เป็นประเด็นในสื่อโซเชียล แม้จะทำให้สังคมตื่นตัว ขณะเดียวกันก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเข้าใจ และไม่เห็นถึงปัญหาจริง  

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การจะทำให้การป้องกันการทุจริตได้ผล ต้องค้นหาเหตุ หากมองประเด็นการทุจริตในเรื่องหนึ่ง เราต้องดูในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ตนดีใจที่นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น และจะได้เห็นการบูรณาการของทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของ ป.ป.ช.ก็มีแผนจะดำเนินการ เช่นการเสนอกฎหมาย หรือการส่งเสริมการศึกษาและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมยกตัวอย่างกรณีนอมินีที่เกิดขึ้น  ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมาก็ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม  หรือจะเป็นตัวเงินก็ได้ แต่หากจับได้ว่ามีปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เช่นพระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองหรือพระราชบัญญัติสัญชาติ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ดิน เราจะไล่ดูในส่วนนี้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และใครที่ต้องรับผิดชอบ   สุดท้ายเราจะได้ข้อสรุปว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร  หากเข้าใจปัญหาตนเชื่อว่าสุดท้ายจากควบคุมการคอรัปชั่นได้  เพราะกฎหมายการปราบทุจริตคอรัปชั่นต่างๆมาจากปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมอย่างรวดเร็ว
  
"การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ก็เป็นอีกปัญหาที่ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะเป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างปัญหา  เพราะฉะนั้นเราต้องมองทั้งระบบว่าการทุจริตคอรัปชั่นมีกี่ประเภท แล้วสร้างกลไกแก้ปัญหาแต่ละด้าน  เราก็จะมีมาตรการป้องกันและปราบปรามและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือการติดตามทรัพย์สินคืน เป็นการทำงานแบบครบวงจรเพื่อไม่ให้การทุจริตเติบโตและอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้ "  

เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวด้วยว่า มีกฎหมาย ป.ป.ช.อีกหลายฉบับที่จะช่วยในเรื่องของการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น  ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงานของ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตเมื่อวานนี้ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง  โดยป.ป.ช.มีแนวทางเสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับต่อรัฐบาลเพื่อนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ในการปราบทุจริต ทั้งในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือการชะลอการไต่สวนนิติบุคคล  ซึ่งเราได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ในการสร้างบริษัทธรรมาภิบาล เพื่อให้นิติบุคคลที่จะเสนอราคาโครงการต่อภาครัฐ มีกลไกหรือมาตรการควบคุมภายในที่สามารถระบุได้ว่านิติบุคคลมีธรรมาภิบาลหรือไม่  รวมถึงบริษัทลูกที่จะเข้าไปประมูลงานด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานต่อกรมบัญชีกลาง  เพื่อให้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่จะมีการบังคับใช้มีมาตรการควบคุมผู้เสนอราคา หรือตรวจสอบว่าจะต้องมีแนวร่วมต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนไทย หรือ  CAC ไม่งั้นจะไม่มีสิทธิเสนอราคา  สิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกที่จะทำให้บ้านเมืองเราดีขึ้นในภาพรวม