"สว.เทวฤทธิ์" ตั้งกระทู้ "ยธ." เร่งคดีสลายชุมนุมปี53 ห่วงหมดอายุความ ด้าน "รมว.ยธ." บอกกรณี คดี จนท. ยังอยู่ระหว่างหาตัวผู้ทำผิด
ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามเป็นหนังสือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ตั้งถามถึงเรื่องสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เมื่อเดือนเม.ย. -พ.ค. 2553 และแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้คดีหมดอายุความโดยที่ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้เหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ผู้ชุมนุมและอาสาสมัครมนุษยธรรม และอื่นๆรวม 94 ราย ผ่านมา 16 ปี ยังไม่มีความคืบหน้าโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดกับอาสาสมัคร สื่อมวลชน ประชาชน
"รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเรื่องยึดมั่นในหลักนิติธรรม จึงอยากสอบถามว่าสถานะ และความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 13 คดีดังกล่าวนี้ปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในชั้นและขั้นตอนใดของการพิจารณาคดีทางศาลหรือ กระบวนการยุติธรรมคำพิพากษาเป็นเช่นใด คดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่อย่างไร และ นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุความแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะมีนโยบายแนวทางหรือวิธีการจัดการอื่นใดในการเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมฯนี้ ขาดอายุความเฉกเช่นเดียวกับคดีเหตุการสายการชุมนุมกรณีตากใบ นอกจากนี้อยากทราบว่าได้มีการหารือกับพรรคเพื่อไทยเรื่องความยุติธรรมให้กับคนแสดงหรือไม่" นายเทวฤทธิ์ ตั้งคำถาม
โดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า การสลายการชุมนุมช่วงเม.ย. -พ.ค. 2553 ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง จำนวนหลายคดี คร่าวๆจำนวนทั้งสิ้น 383 คดีแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1.คือคดีก่อการร้ายจำนวน 156 คดี กลุ่มที่ 2. บังคับรัฐบาลให้ดำเนินการใดๆจำนวน 25 คดี กลุ่มที่3. คดีการทำร้าย ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 181 คดี และกลุ่มที่4. คดีกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการจำนวน 21 คดี
พล.ต.ท.รุทธพล ชี้แจงต่อว่าส่วนการรดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำร้ายประชาชนนนั้น มีทั้งหมด 13 คดี โดยพนักงานสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีความเห็นสั่งฟ้อง และได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายแล้วเสร็จสิ้น ทั้งนี้ยังเหลือเพียง 3 คดี ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สั่งฟ้อง อดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาเนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้มีอำนาจทำการไต่สวน
"ดังนั้นดีเอสไอจึงส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา และต่อมาคณะกรรมการป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนและยกคำร้องกรณีดังกล่าว ที่กล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯรัฐมนตรีขณะนั้น และให้ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อนำมาดำเนินคดีต่อไป ล่าสุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นงดการสอบสวนเนื่องจากยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการมีความเห็นให้งดการสอบสวนและให้สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีภายในอายุความ" พล.ต.ท.รุทธพล ชี้แจง
พล.ต.ท.รุทธพล ชี้แจงต่อว่า ส่วนคำถามที่ต่อการดำเนินคดีภายในอายุความนั้น ดีเอสไอ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับอายุความคดี เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนตามหลักนิติธรรม ทางกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายและแนวทาง เร่งรัดการดำเนินคดีป้องกันไม่ให้คดีขาดอายุความ นอกเหนือจากกฎหมาย โดยได้เร่งรัดกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้เป็นไปอย่างยุติธรรม เท่าเทียมและรวดเร็วคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชน
รมว.ยุติธรรม ชี้แจงต่อว่า นอกจากนี้ดีเอสไอได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553 ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับผิดชอบสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย การชุมนุมทางการเมืองปี2553 และเพื่อประโยชน์แห่งคดีกระทรวงยุติธรรมได้ทำมาตรการคุ้มครองพยานที่เข้มแข็ง เพื่อให้พยานกล้าให้ข้อมูล ทั้งนี้ตั้งแต่ที่ตนดำรงตำแหน่งรมว. ยุติธรรมไม่มีกลุ่มใดที่เรียกร้องคืนความยุติธรรม





