กลางกระแส “ฝุ่นตลบ” ในการจัดตั้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” และเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะเงื่อนปม “บัตรเลือกตั้ง” ที่ปรากฏ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” ถูกครหาว่า อาจทำให้การเลือกตั้ง 69 ไม่เป็นไปโดยตรง และโดยลับ ตามนัยมาตรา 85 แห่งรัฐธรรมนูญ
ปัจจุบัน “นักร้อง-ฝ่ายการเมือง-ภาคประชาชน” เดินเรื่องยื่นคำร้องต่อองค์กรอิสระ ให้ชงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตีความการเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ” หรือไม่อยู่
“พรรคส้ม” ในยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง “พรรคประชาชน” (ปชน.) พรรคอันดับ 2 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หิ้ว สส.เข้าสภาฯไป 118 คน น้อยกว่าปี 66 ถึง 33 ที่นั่ง แม้จะไม่ได้อยู่ใน “สมการ” จัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ แต่กลังถูกพูดถึงในหน้าสื่อแทบจะรายวัน เพราะกำลังเผชิญ 3 เหตุการณ์ที่อาจฉุดพรรคกลับสู่ “จุดวิกฤติ” อีกครั้ง
1.คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล ร่วมลงชื่อและยื่นเสนอแก้ไขร่างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันมี 10 “ว่าที่” สส.ปชน.ลุ้นเข้าสภาจากคดีนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็น “คีย์แมนส้ม” แทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น 2 แคนดิเดตนายกฯของพรรคอย่าง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯลำดับ 1 “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ แคนดิเดตนายกฯลำดับ 2 พ่วงไปถึง “รังสิมันต์ โรม-วิโรจน์ ลักขณาอดิศร-ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” ดาวโรจน์ในการอภิปรายในสภาฯ เป็นต้น
คดีดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช.มี “มติเอกฉันท์” ชี้มูลความผิด และเตรียมสำนวนเพื่อยื่นคำร้องต่อ “ศาลฎีกา” เพื่อพิจารณาว่า อดีต 44 สส.ก้าวไกล เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยขีดเส้นยื่นต่อศาลภายใน 9 มี.ค.นี้ หากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง และไม่มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด จะส่งผลให้ 10 “ว่าที่ สส.ส้ม” ต้องถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะ “เท้ง ณัฐพงษ์” จะติดเดดล็อกกฎหมาย เพราะสวมหมวกเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาฯอีกใบ จำเป็นต้อง “ลาออก” เพื่อแก้ชนักตรงนี้
ล่าสุด ปชน.เตรียมจัดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ใหม่ ว่ากันว่า “เท้ง ณัฐพงษ์” จะลาออกหลังศาลฎีกาประทับรับฟ้อง และอาจผลักดัน “แกนนำแถว 4” ขึ้นมาแทน โดยตัวเต็งเช่น “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค หรือ “ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯของพรรคลำดับ 3 หนึ่งในทีมร่างนโยบายตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ “วงใน” ผู้ใกล้ชิดกับ “กลุ่มเพื่อนเอก” เป็นต้น
การผลักดัน “แกนนำแถว 4” ขึ้นมา แม้ว่าพรรคอาจจะไม่สูญเสียเก้าอี้ในสภาฯ เพราะวางหมากรองรับไว้แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ลวดลายลีลาของแกนนำแถว 4 อาจไม่พริ้วเหมือนแกนนำรุ่นก่อน ๆ อาจส่งผลกระทบต่อการอภิปราย หรือการตั้งกระทู้ถามในสภาฯ
2.กรณีบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ธุรกิจสื่อส้ม กรุงเทพธุรกิจ เคยนำเสนอไปเมื่อปี 2566 ว่า บริษัทแห่งนี้คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ “แลนด์สไลด์สีส้ม” กวาด สส.เข้าสภาฯถึง 151 ที่นั่ง ภายใต้การวางหมากของ “ติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก 1 ใน 3 “กลุ่มเพื่อนเอก” ณ เวลานั้น ก่อนจะถูกผลักดันให้มานั่งเลขาธิการพรรค ปชน.เมื่อ “ก้าวไกล”ถูกยุบพรรคไปต้นปี 2568
ประเด็นสำคัญของ “สเปกเตอร์ ซี” มิใช่แค่กรณีถูกกล่าวหา โดย “อดีตคนกันเอง” อย่าง “ธิษะณา ชุณหะวัณ” อดีต สส.กทม.ปชน.เท่านั้น แต่สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามคือ ในการบริหารจัดการพรรคโดยทั่วไป พรรคจะมีจัดตั้ง “ฝ่ายสื่อสารองค์กร” ซึ่งขึ้นตรงกับผู้บริหารของพรรคอยู่แล้ว ซึ่งพรรคจำเป็นต้องจัดหาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ไม่ว่าจะมาจากเงินบริจาค หรือการขายสินค้า ฯลฯ ก็ตาม
อย่างไรก็ดี กรณี “พรรคส้ม” มีการจัดตั้ง “สเปกเตอร์ ซี” ขึ้นมา หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ โดยดัน “ติ่ง ศรายุทธิ์” คนใกล้ชิด "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มาถือหุ้นใหญ่ และคุมบริษัทแห่งนี้ มีการโยกย้ายบุคลากร“ฝ่ายสื่อสารองค์กร”ของพรรคเข้ามา และถือหุ้นรายย่อยในบริษัท โดยอาศัยเงินว่าจ้างจาก“พรรคส้ม” เป็นหลัก ผ่านเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. เงินส่วนนี้ คือเงินที่ประชาชนบริจาคผ่านการจ่ายภาษี ภ.ง.ด.91 ซึ่งพรรคส้มได้รับเงินอุดหนุนส่วนนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปี 2567 ที่ผ่านมาได้ไปกว่า 96 ล้านบาท
แม้ประเด็น “การปฏิบัติการชี้นำข้อมูลข่าวสาร” หรือ IO จะยังไม่มีพยานหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ชัด ทว่าเงินในส่วนนี้ต้องมีการแจกแจงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างยิบย่อยต่อ กกต. การที่ ปชน.นำเงินดังกล่าวมาใช้ว่าจ้างบริษัทสื่อ ซึ่งมี“ความใกล้ชิด”กับพรรค เป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่าอาจเป็นเนื้อเดียวกันด้วยซ้ำ จึงถูก“ฝ่ายตรงข้าม”ตั้งคำถามว่า เข้าข่ายนำเงินมาใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ประการใด
3.กรณีล่าสุด Laser ID ที่พรรค ปชน.เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคทั่วประเทศ โดยต้องกรอกเลขรหัสหลังบัตรประชาชน หรือที่เรียกกันว่า Laser ID ถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ “กฎหมาย PDPA” หรือไม่ เพราะตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มิได้กำหนดสถานะว่า พรรคเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันการเงิน ที่จะมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้
นอกจากนี้ การจัดเก็บ Laser ID ดังกล่าว จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบของกรมการปกครอง โดยพรรค ปชน.ออกเอกสารข่าวอธิบายว่า การจัดเก็บ Laser ID ดังกล่าว มีความปลอดภัยสูง และเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ โดยกระบวนการนี้ ถูกใช้อย่างแพร่หลาย อ้างอิงจากบริษัทเอกชน และธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง
ดังนั้น ปชน.จำเป็นต้องใช้ข้อมูล Laser ID เพื่อยืนยันตัวตนผู้สมัครสมาชิก ป้องกันการถูกสวมสิทธิ รวมถึงตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามในการมาเป็นสมาชิกพรรค โดยดำเนินการมาตั้งแต่ยุค “ก้าวไกล” แล้ว
ทว่า เงื่อนปมสำคัญของเรื่อง อยู่ที่ ปชน.ระบุด้วยว่า พรรคอยู่ระหว่างกระบวนการ“ขออนุญาต”จากกรมการปกครอง ในการตรวจสอบข้อมูล Laser ID เนื่องจากพรรคก้าวไกลถูกยุบ ทำให้กระบวนการขออนุญาตยังไม่เสร็จสิ้น ประเด็นนี้ หมายความว่า พรรคยอมรับว่า กรมการปกครอง “ยังไม่อนุญาต” ให้ดำเนินการจัดเก็บ Laser ID
เบื้องต้น มีรายงานจากกรมการปกครองว่า การที่ ปชน.อ้างถึงกระบวนการจัดเก็บ Laser ID นั้น จากการตรวจสอบพบว่า ปชน.ทำหนังสือถึงกรมการปกครองเพื่อขอใช้ระบบการตรวจสอบรายการบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดเพียงอย่างเดียว เพื่อตรวจสอบบุคคลดังกล่าว ว่ามิใช่คนต่างด้าว และยังไม่มีการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเก็บ Laser ID แต่อย่างใด
ดังนั้นกรณี ปชน.จัดเก็บข้อมูล Laser ID ของผู้สมัครสมาชิก ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 1 แสนราย แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครอง อาจสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย PDPA และฝ่าฝืนระเบียบของกรมการปกครองหลายประการหรือไม่
อาจกลายเป็นความสุ่มเสี่ยง ที่ส่งผลให้ผู้ร้องกรณีนี้ หวังผลถึงขั้น “ยุบพรรค” อีกครั้งก็เป็นไปได้
อย่างไรก็ดีอัปเดตเมื่อ 17.00 น.วานนี้ (18 ก.พ.) พรรค ปชน.ชี้แจงว่าการขอ Laser ID จากผู้สมัครเป็นคนละเรื่องกับการขออนุญาตเชื่อมต่อข้อมูลกับกรมการปกครอง ซึ่งพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกลเคยได้รับอนุญาตแล้ว
โดยการขอ Laser ID มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการยืนยันตัวตนให้รัดกุมและป้องกันการสวมรอยสมัครสมาชิก ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทำมาต่อเนื่อง ทั้งนี้พรรคยืนยันว่าไม่ได้เก็บข้อมูล Laser ID และได้นำช่องกรอกข้อมูลออกจากหน้าเว็บสมัครสมาชิกชั่วคราวจนกว่าจะได้รับอนุญาตโดยสมบูรณ์
อ่านข่าว: ปชน.แจง Laser ID เคยได้รับอนุญาตแล้ว ตั้งแต่ยุค อนค.-ก้าวไกล
ทั้งหมดคือ 3 เงื่อนปมสำคัญ ท่ามกลางกระแสการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังฝุ่นตลบ และเสียงเรียกร้องวิพากษ์วิจารณ์ กกต.ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศอยู่ในเวลานี้ ส่วนบทสรุปทั้ง 3 ชนักปักหลัง“พรรคส้ม”จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป





