"สามชาย" ชี้ กกต. พลาดทุกปี จัดเลือกตั้งมีปัญหา หวั่นเลือกตั้ง 8 ก.พ. ปัญหาเกิดซ้ำ แนะทางแก้ ประชาชนต้องไปใช้สิทธิ์เทเสียงเอกฉันท์-กดดัน กกต. ไม่ให้ทำงานพลาดอีก
รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในการจัดการเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า เมื่อ 1 ก.พ. ซึ่งพบปัญหาและข้อผิดพลาด ของการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งนี้ในการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 ก.พ. 2569 มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันขึ้น ถึงแม้ กกต. จะมีข้อผิดพลาดจากการจัดการเลือกตั้งหลายครั้งในหลายประเด็น แต่ไม่มีกลไกใดที่จะเอาผิด กกต. แบบที่เห็นผลจริงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ให้สิทธิ์กับประชาชนเพื่อเข้าชื่อเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ
รศ. ดร.สามชาย กล่าวว่า แม้ว่าประชาชนจะมีช่องทางร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนการกระทำของ กกต. ได้ และหากพบว่ามีมูลความผิด ป.ป.ช. ก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาดำเนินคดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ป.ป.ช. และ กกต. มีที่มาจากความเห็นชอบของสว ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้ผู้ทำหน้าที่ไต่สวนการกระทำผิดของ สว. คือ ป.ป.ช. ส่วนคดีการทุจริตการได้มาซึ่ง สว. ให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นสายตระกูลสีเดียวกัน และไม่ยึดโยงอยู่กับประชาชน
“เมื่อกระบวนการมีปัญหาตั้งแต่ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกองค์กรอิสระ การได้มาซึ่งองค์กรอิสระย่อมมีปัญหาด้วย นำไปสู่การตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระที่ทำได้ยาก ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระผ่านกลไก สว. ได้ โดย สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วน สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นการเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกัน ซึ่งมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า” รศ. ดร.สามชาย กล่าว
รศ. ดร.สามชาย กล่าวต่อว่าสำหรับช่องทางที่จะเอาผิด กกต. เช่น การฟ้องร้องเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา จำเป็นต้องมีหลักฐานชี้ชัดตามกฎหมายด้วยว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งกำหนดให้ผู้เสียหายยื่นฟ้องเอง ซึ่งนอกเหนือจากกระบวนการเหล่านี้แล้ว ไม่มีกระบวนการใดที่ประชาชนจะสามารถคานอำนาจของ กกต. รวมถึงองค์กรอิสระได้เลย
"การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ประชาชนต้อออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด ให้มากกว่าการเลือกตั้งปี2566 เพื่อให้คะแนนเลือกตั้งออกมาเป็นเอกฉันท์ ส่งให้ตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเสียงมากที่สุดสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองที่มันบิดเบี้ยวได้ นอกจากนั้นจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันจากสังคมไปยัง กกต. ไม่ให้การกระทำที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือจงใจกระทำผิดพลาดจนส่งผลต่อคะแนนเลือกตั้งที่ตามเจตนารมณ์ของประชาชน และสิ่งสำคัญคือ การออกเสียงประชามติเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเป็นความหวังให้บ้านเมืองสงบสุข เกิดการประนีประนอมในเชิงโครงสร้างระหว่างฝั่งผู้มีอำนาจกับประชาชน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” รศ. ดร.สามชาย กล่าว





