วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

"แอมเนสตี้-นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์" ขอนักการเมืองผลักดันนโยบายสิทธิ์ เสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียมของประชาชน หวังการเลือกตั้ง เป็นจุดเริ่มสร้างคุณภาพที่ดี

หอศิลปฯ กทม. นางเพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวชย์กุล ตัวแทนแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวผ่านเวทีดีเบต “เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ตอนหนึ่งเพื่อเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเวที ว่า  มีประเด็นที่อยากเห็นพรรคการเมืองผลักดันในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ คือ  สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน การคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดในความควบคุมของรัฐ ระบบการบริหารที่ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบ สิทธิความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในพื้นที่ดิจิทัล สิทธิในที่อยู่อาศัย ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน

“การเมืองในช่วงเลือกตั้ง 2569 ที่ใกล้จะถึงนี้ มีคำถามที่ส่งตรงถึงพรรคการเมืองทุกพรรคว่าพร้อมหรือไม่ที่จะทำให้การเมืองเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไว้วางใจ และทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องอยู่กับความกลัว ความระแวง และการถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นางเพชรรัตน์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบนเวทีเดียวกันด้วยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกไม่ได้มองว่าการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายของประชาธิปไตยอีกต่อไป เพราะมีหลายสิ่งที่ถูกนำมาวัดควบคู่กัน และในหลายกรณีมีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณภาพของสิทธิมนุษยชนในสังคมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ความปลอดภัยของผู้เห็นต่าง หรือระบบยุติธรรมที่คุ้มครองคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ซึ่งคุณภาพประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งวัดจากคุณภาพสิทธิมนุษยชน

 

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

ส่วน นายปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าภาพการเมืองไทยจากประสบการณ์เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ว่าเหมือนมีสองโลกคู่ขนานอยู่พร้อมกัน โลกหนึ่งคือบรรยากาศของการเลือกตั้ง การแข่งขันนโยบาย และความหวังทางการเมือง แต่อีกโลกคือความจริงที่การละเมิดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น รวมถึงคดีทางการเมืองจำนวนมากยังคงเดินหน้า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้คำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ใครชนะเลือกตั้ง แต่คือ สิทธิมนุษยชนจะขยับไปทางไหนหลังจากนั้น

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

“การแสดงออก การแสดงความคิดเห็น รวมถึงคดีทางการเมืองยังคงดำเนินไป  แม้การเลือกตั้งจะเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญ แต่สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงที่คูหา หากเป็นเรื่องของคุณค่าและมาตรฐานที่ต้องฝังอยู่ในสังคม การแก้กฎหมายอาจเป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่หลายพรรคพยายามผลักดัน แต่สิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อไปในระยะยาวคือการทำให้สิทธิมนุษยชนกลายเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เป็นสิ่งที่คนรู้สึกว่า ควรเป็นและเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวันแน่นอนว่าการเลือกตั้งเป็นสารตั้งต้น แต่สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของคุณค่าและมาตรฐาน การแก้กฎหมายเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนต่อไปคือการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ” นายปุรวิชญ์ กล่าว

ขณะที่ตัวแทนของพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเวทีมีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ 

โดย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ต้องทำ โดยจะเดินหน้า 2 เรื่องหลัก ได้แก่ ตั้งศาลที่ดิน เพื่อใช้ระบบไต่สวนและชี้ขาดว่า ที่ดินเป็นของใคร เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินของประชาชนกับรัฐ  และผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม  ขณะที่ประเด็นสิทธิในพื้นที่ทำกินของกลุ่มคนชาติพันธุ์ ต้องสร้างความชัดเจน 

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

ด้านนายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกจำเป็นต้องมีอิสรภาพและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ประเทศไทยมีปัญหาอย่างชัดเจน ทั้งต่อนักปกป้องสิทธิ นักมนุษยธรรม และผู้คนที่ต้องเผชิญการถูกละเมิดหรือถูกปิดปากในรูปแบบต่างๆ รวมถึงกฎหมายพิเศษในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

“รัฐในฐานะผู้ให้อำนวยความสะดวกจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้สิทธิเสรีภาพของเราในการแสดงออกสามารถเป็นไปได้อย่างถูกต้องตามหลักการของสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีที่ภาครัฐมีความพยายามทำกฎหมายควบคุมมูลนิธิและภาคประชาสังคม  ทั้งที่มูลนิธิและประชาสังคมเหล่านี้คือกระบอกเสียง คนทำงานกับฐานราก และคนทำงานให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน  หากได้เป็นรัฐบาลหรือแม้ไม่ได้เข้าไปในสภา พรรคพลวัตจะทำหน้าที่เป็นมดงาน เป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายรัฐบาลและนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะได้เข้าไปหรือไม่”นายกัณวีร์ กล่าว

ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร จากพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชน ว่าเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและความเชื่อมั่นของสังคม โดยเรื่องสิทธิมนุษยชนที่พรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญและจะผลักดัน เช่น เสรีภาพในการแสดงออกการชุมนุม กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และลดการเลือกปฏิบัติ รวมถึงปรับแนวคิดความมั่นคงของรัฐเป็นความมั่นคงของประชาชน ต้องตั้งอยู่บนการคุ้มครองศักดิ์ศรีและพื้นฐานของประชาชนเป็นตัวตั้ง  

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

"ประเด็นสิทธิเสรีภาพและความเห็นต่างทางการเมืองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญคือจะมีองค์กรอิสระหลายแห่งที่มีอำนาจมาก เช่น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นเหมือนชื่อมีอำนาจ แต่ไม่มีอำนาจ แต่มีการทำงานในลักษณะประณามแต่ไม่สามารถชี้ว่า สิ่งนี้ขัดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างไรและไม่มีอำนาจบังคับ ดังนั้นต้องพูดคุยและออกแบบให้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นองค์กรที่ชี้ขาดด้านสิทธิมนุษยชน" พล.ท.ภราดร กล่าว 

ส่วนรศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ตัวแทนจากพรรคประชาชน กล่าวว่าพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลในอดีต ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมาโดยตลอด จึงทำงานในสภาเป็นหลักผ่านการเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีทั้งส่วนที่สำเร็จและไม่สำเร็จ โดยงานที่ยังไม่สำเร็จมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ได้แก่ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประเด็นนิรโทษกรรมทางการเมือง  กฎหมายกระบวนการพิจารณาคดีอาญาเรื่องการประกันตัว การแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ การปรับเรื่องอายุความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชน และ พ.ร.บ.อากาศสะอาด แม้ร่างกฎหมายที่ทำไม่สำเร็จจะต้องผลักดันต่อ รวมถึงผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็เป็นปราการสุดท้ายในการปกป้องสิทธิมนุษยชน

รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวถึงประเด็นสแกมเมอร์ ทุนเทา และการค้ามนุษย์ว่าพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการโดยสามารถใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างที่รัฐสามารถใช้ในการตรวจจับธุรกรรมต่างๆ ที่น่าสงสัยและระบบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทุนเทาและสแกมเมอร์เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจและศาล ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นง่าย เพราะกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและทุนเทา

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

"พรรคประชาชนไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาความยุติธรรมหรือรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองความเป็นมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นอย่างสมศักดิ์ศรีด้วย รวมไปถึงการนิรโทษกรรมทางการเมืองที่ต้องรวมคดีในทุกประเภท รวมถึงมาตรา 112 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะมีคนจำนวนมากเดือดร้อนเสียหาย อยู่ในเรือนจำ และอยู่ในกระบวนการ" รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าว

ทางด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนต้องได้รับการเคารพความแตกต่างหลากหลายและต้องให้เกียรติ ให้ได้รับความยุติธรรม ทั้งนี้ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชาติเตรียมตัวที่จะไปจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่แบ่งปันอำนาจ แบ่งปันทรัพยากร แบ่งปันความอยู่ดีกันดี ไม่ให้มีการผูกขาด

“เรื่องสิทธิมนุษยชนถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ กสม.ถูกด้อยเหมือนเป็นโฆษกแทนที่จะปกป้องประชาชนและข้อหาในการกระทำผิดละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่มีศาลสิทธิมนุษยชนเลย ฉะนั้นแปลว่าเจตนาในรัฐธรรมนูญยังไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน" พ.ต.อ.ทวี กล่าว

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวต่อว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องยกเลิกคือกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 33 อำเภอสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และใช้กฎหมายด้านสันติภาพมาแทน และเพื่อความรวดเร็วต้องออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)

ทางด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จาก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ตามอุดมการณ์พรรคคือการจำกัดอำนาจของรัฐและเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนหรือประชาชนในการรองรับสิทธิให้มากขึ้นรวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการใหญ่ของรัฐ  ขณะที่ประเด็นการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติหรือสแกมเมอร์ว่าทุนเทาเป็นเรื่องใหญ่สุดในขณะนี้และคุกคามประเทศไทยมา รวมทั้งยังพังตลาดทุนของไทย ซึ่งการตัดวงจรสแกมเมอร์และทุนเทาก็เป็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ไปด้วย เช่น กรณีที่นักท่องเที่ยวจีนไม่มาเที่ยวที่ไทยเพราะเจอปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ที่มาจากสแกมเมอร์ด้วย

'แอมเนสตี้-นักวิชาการ' ขอการเมือง ดันเสรีภาพ-ยุติธรรมเท่าเทียม

“ถ้าเราเป็นรัฐบาลภายใน 90 วัน สิ่งแรกที่จะทำคือย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับแสกมเมอร์ทุกคนที่มีรายชื่ออยู่แล้ว และแก้ปัญหาต้นทางและปลายทาง โดยตรวจจับการปราบปรามการฟอกเงินและป้องกันการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการก่อการร้าย” นายสาทิตย์ กล่าว