"อภิสิทธิ์" แจง ปมยกเลิกMOU ยังสับสน หลัง "รัฐบาล" แถลงเป็นนโยบาย แต่กลับลงนามกับกัมพูชา อ้างถึงMOU จี้ให้ชี้แจง
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ. ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่มติของวุฒิสภา วานนี้ (27 ต.ค.) เห็นชอบให้ขยายเวลาทำงานออกไปอีก 90 วัน ทั้งนี้ กมธ.ได้เชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตยย์ ฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี เข้าให้ข้อมูล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงต้นของการประชุม นายนพดล สอบถามถึงแนวทางการศึกษาเอ็มโอยู ก่อนการนำเสนอ ครม. พร้อมสอบถามความเป็นมาเป็นไปในยุคที่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวชี้แจงว่า ตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชามีหลายมิติ สำหรับสถานการณ์ขณะนั้น สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนหนน้านั้น 2 ชุด เผชิญปัญหาที่ยินยอมให้กัมพูชา ยอมนำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทำให้กัมพูชาเคลื่อนไหว และเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ ตามที่ทราบกันดีในคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศ เมื่อปี 2505 ระบุแค่ว่าตัวปราสาทเป็นพื้นที่ของกัมพูชา ไม่เคยระบุถึงเส้นเขตแดน จึงเป็นโจทย์ที่รับมาขณะนั้น
“สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาค้างคาและสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลโลก เมื่อปี 2505 ที่ศาลอาศัยเหตุผลคำว่า กฎหมายปิดปากมาเป็นปัจจัยชี้ขาด ทำให้ฝ่ายไทยวิตกกังวลตลอดเวลาวว่า หากมีการกระทำนำเสนออะไรจากฝ่ายกัมพูชา หากเรานิ่งเฉยอาจเป็นปัญหาได้” นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงต่อกมธ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมประชุม กมธ. ว่ารัฐบาลในขณะนั้น เคยมีแนวคิดและการดำเนินการที่จะยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 แต่ไม่ทราบว่ากมธ.จะสอบถามเรื่องอื่นหรือไม่ อย่างไรก็ดีในความเห็นที่แตกต่าง ทั้งข้อดีและข้อเสียของเอ็มโอยูนั้น ถือว่าสับสนอยู่มาก เนื่องจากรัฐบานเขียนในนโยบายว่าจะทำประชามติ แต่ทั้ง 2 สภา ตั้ง กมธ.ขึ้นมาก่อนหน้า และล่าสุดได้ลงนามกับทางกัมพูชา และอ้างอิงถึงการดำเนินการตามเอ็มโอยู ด้วย
"สิ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจงคือแนวทางการทำงานในขณะนี้จนถึงวันเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความสับสนอยู่พอสมควรว่าการทำงานในขณะนี้ กับนโยบายนี้จะสัมพันธ์กันอย่างไร ในส่วนของประชาชนคงอยากได้ข้อมูลมากที่สุด ก่อนจะมีการทำประชามติ แต่ในแง่ของคนทำงาน ทางกระทรวงการต่างประเทศ คงอยากได้ความชัดเจนในเรื่องของทิศทางในเชิงนโยบายด้วย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่าหากจะเอาทุกอย่างไปแขวนเพื่อรอการทำประชามติคงไม่ได้ จึงอยากให้ทางรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเดินหน้าได้ อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันถึงข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ที่ต้องการให้ฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติก่อนที่จะพูดในเรื่องอื่น





